ข้อมูลเกี่ยวกับโรค

ความรู้เกี่ยวกับยาเคมีบำบัด

1. ยาเคมีบำบัดคืออะไร (What is chemotherapy)

คำว่า ยาเคมีบำบัดมีความหมายถึงยาเกือบทุกชนิดที่ใช้ในการรักษาความเจ็บป่วย เช่น ยาพาราเซตามอล , ยาแอสไพริน แต่ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่มักจะหมายถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นหลัก

ยาเคมีบำบัดในระยะเริ่มต้นนั้นไม่ได้ใช้ในการรักษาผู้ป่วย แต่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยเริ่มต้นจากมัสตาดก๊าซ (Mastard gas) พบว่าผู้ที่สูดก๊าซชนิดนี้เข้าไปจะมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากฤทธิ์การทำลายเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาวและแพทย์ในสมัยดังกล่าวก็ทราบว่าเซลล์มะเร็งก็มีการเจริญแบ่งตัวอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันกัน จึงมีการทดลองให้ยาทางเส้นเลือดดำ กับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2483 ซึ่งผลการรักษาที่ดี หลังจากการทดลอง ดังกล่าวก็มีการตื่นตัวอย่างมากในการค้นคว้าวิจัยยา ที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคมะเร็ง

ความแตกต่างของยาเคมีบำบัดเปรียบเทียบกับการรักษาโดยการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี คือ ตัวยาจะสามารถกระจายไปได้ทุกส่วนของร่างกายเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ในขณะที่การฉายรังสี หรือการผ่าตัดเป็นการรักษาเฉพาะส่วนที่ได้รับการผ่าตัด หรือบริเวณที่ได้รับการฉายรังสี

ในปัจจุบันมียาเคมีบำบัดมากกว่า 100 ชนิดที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งยาแต่ละตัวก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งทางเคมี การบริหารยาเข้าสู่ร่างกาย ประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งแต่ละชนิด และผลข้างเคียงของยา แต่ละชนิด ในการทดลองยาตัวใหม่จะเริ่มจากในห้องปฏิบัติการในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง หลังจากนั้นจึงจะสามารถนำมาทดลองในผู้ป่วยจริงเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย

การวิจัยยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง

ในการทำวิจัยยาชนิดใหม่ หรือวิธีการรักษาแบบใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าการยาหรือการรักษานั้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาหรือควบคุมโรคได้ โดยผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยต้องได้รับการอธิบายขั้นตอนของการวิจัยสามารถปฏิเสธไม่เข้าร่วมงานวิจัยได้ และสามารถออกจากโครงการวิจัยในภายหลังได้ ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต

2. ยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์อย่างไร (How dose Chemotherapy work?)

การออกฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดนั้นอยู่บนพื้นฐานความรู้เรื่องการแบ่งเซลล์ในสิ่งมีชีวิต โดยเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโตและทดแทนเซลล์ที่ตายไปหรือได้รับบาดเจ็บ เซลล์ปกติและเซลล์มะเร็งจะมีวงจรการแบ่งเซลล์ที่เหมือนกันและสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ระยะด้วยกัน หลังจากผ่านไปหนึ่งรอบของการแบ่งเซลล์จะได้จำนวนเซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกันเพิ่มอีก 1 เท่าตัว

 

 

 

 

ระยะของการแบ่งตัว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ระยะเวลา

ระยะ G0 หรือ ระยะพัก

(G0 phase or

resting stage)

เซลล์ส่วนใหญ่อยู่ในระยะนี้นานที่สุด เป็นระยะที่ไม่มีการแบ่งตัว และเมื่อได้รับสัญญาณให้มีการแบ่งเซลล์ก็จะเปลี่ยนเข้าสู่ระยะ G1

ใช้ระยะเวลาตั้งแต่สองถึงสามชั่วโมงจนถึงสองถึง
สามปี แล้วแต่ชนิดของเซลล์

ระยะ G1 (G1 phase) เซลล์จะเริ่มสร้างโปรตีนและมีขนาดโตขึ้น 18-30 ชั่วโมง
ระยะ S (S phase)

เป็นระยะที่มีสร้างสารพันธุกรรมที่เหมือนกันเพิ่มอีก 1 ชุด

18-20 ชั่วโมง
ระยะ G2 (G2 phase)

เป็นระยะที่เซลล์ตรวจสอบความถูกต้องของสารพันธุกรรมและ
เตรียมความพร้อมในการแบ่งเซลล์

2-10 ชั่วโมง
ระยะ M (M phase) เกิดการแบ่งเซลล์ออกเป็น 2 เซลล์ 30-60 นาที

 

ยาเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์เฉพาะเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเท่านั้น ไม่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่อยู่ในระยะพัก (เซลล์ปกติในร่างกายมนุษย์) และยาบางตัวจะออกฤทธิ์เฉพาะบางระยะของการแบ่งตัวเท่านั้น เช่น ระยะ M หรือ S ดังนั้นความเข้าใจในการวงจรการแบ่งเซลล์มีประโยชน์ในการเลือกใช้ยาเคมีบำบัดและความถี่ที่เหมาะสมในการให้ยา

เนื่องจากยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์ทำลายเซลล์ที่มีการแบ่งตัวโดยไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเซลล์ปกติที่กำลังแบ่งตัว เช่น เซลล์รากผม หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น หรือเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวได้ ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัด ดังนั้นการพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดแต่ละครั้งแพทย์จะคำนึงถึงประโยชน์จากการควบคุมรักษาโรคมะเร็ง และลดผลข้างเคียงที่เกิดจากยาเคมีบำบัดแก่ผู้ป่วย

3. วัตถุประสงค์ในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (What are the goals of treatment with chemotherapy?)

  1. เพื่อรักษาให้หายขาด (CURE) เป็นการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง และไม่กลับมาเป็นซ้ำ ในโรคมะเร็งบางชนิดที่มีโอกาสหายขาด ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจติดตามผู้ป่วยเป็นระยะเวลาหลายปีจึงจะสรุปได้ว่าผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งแล้ว เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  2. เพื่อควบคุมโรค (CONTROL) สำหรับมะเร็งบางชนิดที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป้าหมายในการรักษาก็จะเป็นการควบคุมโรคให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงหรือไม่โตขึ้น และไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นลดความเจ็บปวด และมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น
  3. เพื่อบรรเทาอาการ (PALLIATION) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย เพื่อบรรเทาอาการจากโรคมะเร็งเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในโรคมะเร็งบางชนิดต้องให้การรักษาโดยยาเคมีบำบัด ร่วมกับการฉายรังสีหรือการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งแบบให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Neoadjuvant chemotherapy) หรือให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adjuvant chemotherapy)

การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Neoadjuvant chemotherapy)

การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี เป็นการให้ยาก่อนให้การรักษาหลักโดยการผ่าตัดหรือการฉายรังสี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงทำให้การผ่าตัดและการฉายรังสีง่ายขึ้น นอกจากนี้การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการรักษาหลักยังสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งที่มองไม่เห็นจากภาพเอ็กซเรย์

การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adjuvant chemotherapy)

ในการผ่าตัดผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นยังอาจมีเซลล์มะเร็งที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การให้ยาเคมีบำบัด ตามหลังการผ่าตัดจึงสามารถช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งดังกล่าว หรือให้ยาเคมีบำบัดภายหลังการฉายรังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ เช่น การให้ยาต้านฮอร์โมนภายหลังการฉายรังสีของมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสีมักมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง

4. ประเภทของยาเคมีบำบัด (What are the Different types of chemotherapy drug?)

ยาเคมีบำบัดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ และโครงสร้างทางเคมี ยาเคมีบำบัดหลายชนิด จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันเนื่องจากสกัดมาจากพืชหรือสมุนไพรชนิดเดียวกัน ยาเคมีบำบัดบางชนิดก็มีกลไกการออกฤทธิ์หลายทาง ก็สามารถจัดอยู่ในหลายกลุ่มได้ ความรู้ในเรื่องกลไกการออกฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดช่วยให้แพทย์เข้าใจผลข้างเคียงของยา และสามารถเลือกใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นหลายกลุ่มดังนี้

1. Alkylating agents

  • กลไกการออกฤทธิ์ - เป็นยาที่ออกฤทธิ์ทำลายสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โดยออกฤทธิ์ได้ทุกระยะ
    ของการแบ่งเซลล์
  • ประโยชน์ – ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่เป็นต้น
  • ผลข้างเคียง - เนื่องจากยาออกฤทธิ์ทำลายสารพันธุกรรมทำให้เกิดการทำลายไขกระดูกได้ในระยะยาว และมีโอกาสที่จะทำให้เกิดมะเร็ง เม็ดเลือดขาวได้โดยความเสี่ยงแปรผันตามปริมาณยาที่ผู้ป่วยได้รับ ซึ่งพบได้ในปีที่ 5-10 หลังจากได้รับยา ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่
    1. Nitrogen mustards เช่น Mechlorethamine (nitrogen mustard), chlorambucil, cyclophosphamide, ifosfamide และ melphalan
    2. Nitrosoureas เช่น streptozocin, carmustine และ lomustine
    3. Alkyl sulfonates เช่น busulfan
    4. Triazines เช่น dacarbazine (DTIC) และ temozolomide

Ethylenimines เช่น thiotepa และ altretamine The platinum drugs เช่น cisplatin, carboplatin และ oxalaplatin บางครั้งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างเดียวกัน แต่ไม่ค่อยมีผลต่อการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว

2. Antimetabolites

  • กลไกการออกฤทธิ์ – ตัวยาจะเข้าไปแทนที่ในสายพันธุกรรมส่งผลให้เกิดยับยั้งการสร้างสายพันธุกรรม โดยออกฤทธิ์ในระยะ S ของวงจรการแบ่งเซลล์
  • ประโยชน์ – ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น เม็ดเลือดขาว มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งของระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ 5-fluorouracil (5-FU), capecitabine (Xeloda), 6-mercaptopurine (6MP),methotrexate, gemcitabine (Gemzar), cytarabine (Ara-C), fludarabine และ pemetrexed (Alimta)

3. Anti-tumor antibiotics

Antracyclines เป็นกลุ่มยาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง

  • กลไกการออกฤทธิ์ – มีผลต่อเอ็นไซม์ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม ซึ่งออกฤทธิ์ได้ในทุกระยะของวงจรการแบ่งเซลล์
  • ประโยชน์ – ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน เป็นต้น
  • ผลข้างเคียง – ทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจลดลง เมื่อให้ยาในปริมาณมากเกินไป โดยปกติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเคมีบำบัดจะระมัดระวังไม่ให้ปริมาณยาเกินและมีการตรวจการบีบตัวของหัวใจเป็นระยะอยู่ตลอด
  • ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Daunorubicin, Doxorubicin (Adriamycin), Epirubicin and Idarubicin
Mitoxantrone ออกฤทธิ์เหมือน Antracyclines
  • ประโยชน์ – รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ผลข้างเคียง – มีผลข้างเคียงต่อหัวใจเช่นเดียวกับ Antracyclines และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Actinomycin-D, Bleomycin and Mitomycin-C

4. Topoisomerase inhibitors

ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ต่อเอ็นไซม์ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรมเพื่อการแบ่งเซลล์

  • ประโยชน์ – ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งของทางเดินอาหาร และมะเร็งอื่นๆ
  • ผลข้างเคียง – เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวภายใน 2-3 ปีหลังจากได้รับยา
  • ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Topotecan, Irinotecan(CPT-11), Etoposide(VP-16), Teniposide and Mitoxantrone

5. Mitotic inhibitors

Mitotic inhibitors เป็นสารประกอบจากธรรมชาติ และจากพืชบางชนิด

  • กลไกการออกฤทธิ์ – ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์ในระยะ Mitosis(M) ของวงจรการแบ่งเซลล์ และยับยั้งเอ็นไซม์ในการสังเคราะห์โปรตีนในการแบ่งเซลล์ ส่งผลให้สามารถทำลายเซลล์ได้ในทุกระยะของวงจรแบ่งเซลล์
  • ประโยชน์ – ใช้ในการรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ผลข้างเคียง – ทำให้เกิดการทำลายระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้การรับความรู้สึก การควบคุมกล้ามเนื้อ และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติได้ เช่น เกิดอาการชา เจ็บปวด หรือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • กลุ่ม Taxanes : Paclitaxel (Taxol), Docetaxel (Taxotere)
  • กลุ่ม Epothilones : Ixabepilone (Ixempra)
  • กลุ่ม The vinca alkaloids : vinblastin (Velban) , vincristine (Oncovin), vinorelbine (Navelbine)
  • กลุ่ม Estramustine (Emcyt)

6. Corticosteroids (กลุ่มเสตียร์รอยด์)

  • กลไกการออกฤทธิ์ – ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งและยับยับการโตของก้อนมะเร็ง
  • ประโยชน์ – ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ มะเร็งผิวหนังบางชนิด ใช้เพื่อป้องการคลื่นไส้ อาเจียนและอาการแพ้ยาจากยาเคมีบำบัดตัวอื่น
  • ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Prednisolone, Methylprednisolone, Dexamethasone

7. ยาต้านมะเร็งกลุ่มอื่นๆ

นอกจากยาเคมีบำบัดที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งซึ่งมีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ยังมียาต้านมะเร็งกลุ่มอื่นๆ ที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่เซลล์มะเร็งจึงมีผลข้างเคียงน้อยกว่า และสามารถใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดได้ ได้แก่

a) Targeted therapy เป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่เซลล์มะเร็งเท่านั้น ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Imatinib (Gleevec), Gefitinib (Iressa), Erlotinib(Tarceva), Sunitinib (Sutent), Bortezomib(Velcade)

b) Differentiating agents เป็นกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ทำให้เซลล์มะเร็งเปลี่ยนเป็นเซลล์ธรรมดา ยาในกลุ่มนี้ เช่น Retinoids, Tretinoin(ATRA or Atralin), Bexarotene(Targretin)

c) Hormone therapy (ยาฮอร์โมน) เป็นฮอร์โมนเพศ หรือยาที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ซึ่งจะรบกวนการออกฤทธิ์และการสร้างฮอร์โมนเพศของผู้ป่วยจึงมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมน มักใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งมดลูก ได้แก่

  • Anti-estrogen : Fulvestrant (Faslode), Tamoxifen, Toremifene(Fareston)
  • Aromatase inhibitors : Anastozole(Arimidex), Exemestane(Aromasin), Letrozole(Femara)
  • Progestins : Megestrol acetate (Megace)
  • Estrogens
  • Anti-androgens : Bicalutamide(Casodex), Flutamide(Eulexin), Nilutamide(Nilandron)
  • LHRH agonists : Leuprolide (Lupron), Goserelin(Zoladex)

d) Immunotherapy สามารถแบ่งได้เป็น

Active Immunotherapy : ออกฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
Passive Immunotherapy : เป็นการให้สารภูมิคุ้มกันจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายโดยตรง โดยไม่ขึ้นกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ได้แก่

  • Monoclonal antibody therapy (Passive immunotherapies) เช่น Rituximab(Rituxan), Alemtuzumab (Campath)
  • Non-specific immunotherapies เช่น BCG , Interleukin-2(IL-2), Interferon-alpha
  • Immunomodulating drugs เช่น Thalidomide และ Lenalidomide(Revlimid)
  • Cancer vaccines (วัคซีนป้องกันมะเร็ง) ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา

5. การเลือกใช้ยาเคมีบำบัด (Selecting which drugs to use for chemotherapy)

ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งแต่ละรายการเลือกใช้ยาเคมีบำบัด ขนาดยา และระยะเวลาในการให้ยาล้วนมีความสำคัญ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกสูตรยาเคมีบำบัด ได้แก่

  • ชนิดของมะเร็ง
  • ระยะของโรคมะเร็ง
  • อายุ
  • ภาวะสุขภาพ
  • โรคประจำตัว
  • ประวัติการรักษาโรคมะเร็งในอดีต

แพทย์ผู้ให้การรักษาจะเลือกสูตรยาจากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวข้างต้น โดยสูตรยาเคมีบำบัดนั้นอาจจะประกอบไปด้วยยาชนิดเดียว หรือหลายชนิด ซึ่งการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาเพียงชนิดเดียว อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ยาเคมีบำบัดต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง การออกฤทธิ์เสริมกันและต้านฤทธิ์กันระหว่างยาเคมีบำบัดเมื่อใช้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน และระหว่างยาเคมีบำบัดกับยาชนิดอื่นๆ เช่น วิตามิน A, E และ C ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระทำให้ประสิทธิภาพของยาเคมีบัดบำบัดลดลง ดังนั้นการรับประทานวิตามินระหว่างรับยาเคมีบำบัดหรือฉายรังสีควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

6. ปริมาณยาและตารางเวลาในการให้ยาเคมีบำบัด (Planning Drug doses and schedules)

เนื่องจากยาเคมีบำบัดจัดเป็นยาอันตรายเนื่องจากหากได้ปริมาณมากเกินไป จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง และหากได้รับปริมาณยาน้อยไประดับยาก็ไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการให้ยาเคมีบำบัดต้องมีความถูกต้องทั้งชนิด ปริมาณและระยะเวลาในการให้ยา ดังนี้

ปริมาณยาเคมีบำบัด

การคำนวณปริมาณยาเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของยาเคมีบำบัด ซึ่งมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน เช่น คำนวณจากน้ำหนักตัวผู้ป่วย คำนวณจากพื้นที่ผิวร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งอาจต้องมีการปรับปริมาณยาตามปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้

  • อายุ
  • ภาวะโภชนาการ
  • ความอ้วน
  • เคยได้รับยา หรือกำลังได้รับยาอื่นร่วมด้วย
  • เคยได้รับการฉายรังสี หรือกำลังได้รับการฉายรังสี
  • มีปริมาณเม็ดเลือดต่ำ
  • มีความผิดปกติของการทำงานของตับหรือไต

ตารางการให้ยาเคมีบำบัด (cycle)

แพทย์เลือกสูตรยาเคมีบำบัดและวางตารางการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งประกอบไปด้วยจำนวนครั้งของการให้ยาเคมีบำบัด ระยะเวลาระหว่างรอบของการให้ยาเคมีบำบัดตั้งแต่เริ่มต้นการรักษาขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรคมะเร็ง และสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งมีความแตกต่างการในแต่ละสูตรยาเคมีบำบัด ซึ่งระยะเวลาที่เว้นระหว่างการให้ยานั้นเพื่อให้เซลล์ร่างกายปกติฟื้นฟูตัวเองจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด การให้ยาแต่ละรอบ (มักจะให้ทุก 2-4 สัปดาห์) อาจประกอบด้วยยาหลายชนิดและอาจให้เพียงวันเดียว หรือหลายวันติดต่อกันหรือสัปดาห์ละครั้งก็ได้ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกสูตรยาและตารางการให้ยาเคมีบำบัดที่เหมาะสมกับชนิดของโรคมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

การปรับปริมาณยาและตารางการให้ยาเคมีบำบัด

ปริมาณยาและตารางการให้ยาเคมีบำบัดที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นเป็นไปตามผลการศึกษาทางวิชาการแต่ในทางปฏิบัติอาจต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อลดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด หรือพิจารณาให้ยาเพื่อลดผลข้างเคียง

7. วิธีการให้ยาเคมีบำบัด (What are the different ways to take chemotherapy?)

ยาเคมีบำบัดสามารถบริหารเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยได้หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้

  1. ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  2. ยาทา – เป็นครีมหรือโลชั่นสำหรับทาผิวหนัง
  3. ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ
  4. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  5. ฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
  6. ฉีดเข้าหลอดเลือดแดง
  7. ฉีดเข้าไขสันหลัง
  8. ฉีดเข้าเยื่อหุ้มปอด
  9. ฉีดเข้าเยื่อหุ้มหัวใจ
  10. ฉีดเข้าช่องท้อง
  11. ฉีดเข้ากระเพาะปัสสาวะ
  12. ฉีดเข้าก้อนมะเร็งโดยตรง

ยาเคมีบำบัดบางชนิดไม่สามารถรับประทานได้เนื่องจากระบบทางเดินอาหารดูดซึมยาได้ไม่ดี หรือยามีการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารมาก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือท้องเสียมาก ส่วนวิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อและการฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนังก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเช่นกัน เนื่องจากยาส่วนใหญ่ทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายผิวหนังและกล้ามเนื้อได้

การให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำเป็นวิธีที่แพร่หลายมากที่สุด และช่วยให้ยาสามารถกระจายไปทั่วร่างกายได้รวดเร็ว อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยใส่สายสวนหลอดเลือดดำ (Central venous catheters , CVCs) โดยปลายด้านหนึ่งอยู่ที่บริเวณผิวหนังที่แขนส่วนปลายอีกด้านจะไปอยู่ในหลอดเลือดดำขนาดใหญ่ในช่องอก

การใส่สายสวนหลอดเลือดดำ (Central venous catheters , CVCs) มีข้อบ่งชี้ ดังนี้

  • ต้องการให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดในเวลาเดียวกัน
  • ระยะเวลาในการรักษานาน เพื่อลดการเจาะเลือดเพื่อให้ยาเคมีบำบัดทุกครั้งที่มารับยา
  • ต้องได้ยาบ่อยๆ
  • ต้องได้รับยาต่อเนื่องหลายวันในแต่ละรอบ
  • สามารถป้องกันการออกนอกเส้นเลือดของยาเคมีบำบัดซึ่งทำให้เกิดการทำลายผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว

การใส่สายสวนหลอดเลือดดำมีหลายชนิดการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาในการรักษา ความถี่ในการให้ยา ระยะเวลาในการให้ยาแต่ละครั้ง ความต้องการของผู้ป่วยและแพทย์ การดูแลรักษา และราคา

การเตรียมตัวก่อนรับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำผู้ป่วยต้องสอบถามการเตรียมตัวกับแพทย์ หรือพยาบาลก่อนวันนัดเนื่องจากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ แต่ละประเภทมีการเตรียมตัวที่แตกต่างกัน

การให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่

การให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่มีข้อดีเพราะสามารถให้ยาต้านมะเร็งปริมาณมากเข้าสู่ก้อนมะเร็งโดยตรง จึงสามารถลดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดต่อร่างกายส่วนอื่นของผู้ป่วยได้ และมีวิธีการให้ดังต่อไปนี้

  • ฉีดเข้าหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง
  • ฉีดเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • ฉีดเข้าช่องเยื่อหุ้มปอด
  • ฉีดเข้าสู่ช่องท้อง
  • ฉีดเข้าสู่ไขสันหลัง เนื่องจากยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่ที่ให้ทางหลอดเลือดไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มสมองได้

8. ความปลอดภัยสำหรับผู้ให้บริการสาธารณสุข (Safety precaution)

ความปลอดภัยสำหรับผู้ให้บริการสาธารณสุข

เนื่องจากยาเคมีบำบัดจัดเป็นยาอันตราย ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับชั้นต้องมีความระมัดระวัง ในการใช้และไม่สัมผัสตัวยาเคมีบำบัดโดยตรง เนื่องจากมีผลเสียดังนี้

  • ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม
  • ทำให้เกิดความผิดปกติในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และอาจก่อให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดได้
  • สามารถทำให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นตามมาได้
  • ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังที่สัมผัสยาโดยตรง

พยาบาลผู้ให้ยาเคมีบำบัดต้องสวมใส่แว่นตา ถุงมือ และเสื้อเพื่อป้องกัน และผู้ที่ทำการผสมยาจะต้องทำในที่ที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อป้องกันการหกและระเหยขณะทำการผสมยา

 

 

 

 

 

สำหรับอุปกรณ์ในการผสมยา ถุงมือ เสื้อกาวน์ ต้องได้รับการกำจัดโดยวิธีพิเศษ และพบว่ามีการรั่วหรือหกของยาเคมีบำบัดต้องมีการจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย

ความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยและญาต

ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดจะมีระดับยาที่สูงในเลือดและสามารถขับออกทางร่างกายทั้งทางปัสสาวะ อุจจาระ และอาเจียน ซึ่งจะเกิดการระคายเคืองหากสัมผัสร่างกายได้ และยาส่วนใหญ่จะถูกขับออกหมดภายใน 48 ชั่วโมง ดังนั้นผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัดและหลังได้รับยา 48 ชั่วโมงควรปฏิบัติ ดังนี้

  • กดชักโครก 2 ครั้ง และปิดฝาชักโครกทุกครั้งที่กดเพื่อไม่ให้กระเด็น หรือไม่ใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่น
  • ทั้งผู้ชายและผู้หญิงควรนั่งปัสสาวะ
  • ล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้งหลังจากใช้ห้องน้ำ และเช็ดด้วยกระดาษชำระให้แห้ง
  • หากอาเจียนควรทำความสะอาดอย่างน้อยสองรอบ
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยควรสวมถุงมือแบบใช้ครั้งเดียวทุกครั้งที่ทำความสะอาด และล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้ง
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการสัมผัสสารน้ำจากตัวผู้ป่วย
  • ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากสามารถตรวจพบยาได้ในสารคัดหลั่งในช่องคลอดและอวัยวะเพศชาย
  • เสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนของผู้ป่วยควรซักด้วยเครื่องซักผ้า 2 ครั้งด้วยน้ำอุ่น ไม่ควรซักร่วมกับเสื้อผ้าของผู้อื่น และหากยังไม่สามารถซักได้ทันทีควรเก็บในถุงพลาสติกและปิดให้มิดชิด
  • หากใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบใช้แล้วทิ้ง ผ้าหรือแผ่นอนามัยก่อนนำไปทิ้งถังขยะควรรวมในถุงพลาสติกให้มิดชิด

9. ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัด (What are the possible side effects of chemotherapy?)

ยาเคมีบำบัดมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเซลล์ร่างกายปกติที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วด้วย เช่น ไขกระดูก, เซลล์เม็ดเลือด, ผม, เยื่อบุทางเดินอาหาร และเยื่อบุอวัยยะสืบพันธุ์ ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยที่แตกต่างกันไปขึ้นกับชนิดยาเคมีบำบัด ปริมาณยา วิธีการให้ยา และปัจจัยของตัวผู้ป่วยเองแต่ละคน

1. การกดไขกระดูก (Bone marrow suppression)

ไขกระดูกเป็นส่วนที่อยู่ในสุดของกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด และเนื่องจากมีการแบ่งเซลล์เป็นจำนวนมากทำให้ได้รับผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดได้ง่าย โดยในช่วงของการให้ยาเคมีบำบัดจะพบการลดลงของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และหรือเกร็ดเลือด ซึ่งแพทย์จะทำการเจาะดูจำนวนเม็ดเลือดเป็นระยะๆ เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าว ยาเคมีบำบัดไม่ได้ออกฤทธิ์ทำลายเม็ดเลือดในกระแสเลือด แต่ไปทำลายเม็ดเลือดที่กำลังแบ่งเซลล์ในไขกระดูกทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดออกมาแทนเม็ดเลือดที่ตายหรือหมดอายุได้ทัน ตามที่ร่างกายต้องการ สำหรับระดับความรุนแรงของการกดไขกระดูกนั้นขึ้นกับชนิดและปริมาณยาที่ผู้ป่วยได้รับ

 

คุณสมบัติของเซลล์เม็ดเลือดแต่ละชนิด มีดังนี้

 

ประเภทของเซลล์เม็ดเลือด อายุขัยเฉลี่ย หน้าที่
เซลล์เม็ดเลือดขาว 6 ชั่วโมง ป้องกันการติดเชื้อและทำลายเชื้อโรค
เซลล์เม็ดเลือดแดง 120 วัน นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เกร็ดเลือด 10 วัน ทำให้เลือดหยุดไหลเมื่อมีบาดแผล


 

เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดจะลดจำนวนลงถึงระดับต่ำสุดภายในระยะเวลา 7-14 วัน และเม็ดเลือดแดงจะลดสู่ระดับต่ำสุด ภายในระยะ 3-4 สัปดาห์หลังจากได้ยาเคมีบำบัด หลังจากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนสู่ระดับปกติ

นิวโทรฟิลด์ จัดเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีปริมาณมากและมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ ในคนปกติจะมีจำนวน 2,500 – 6,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ซึ่งไวต่อการถูกทำลายโดยยาเคมีบำบัด หากนิวโทรฟิลด์ต่ำมากผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและหากมีอาการไข้ เจ็บคอ ไอ หายใจเร็ว คัดจมูก ปัสสาวะแสบขัด หนาวสั่น หรืออาการปวด บวมแดง ร้อน ตามตำแหน่งที่มีบาดแผลหรือตำแหน่งที่เจาะเลือด ควรแจ้งแก่แพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลให้ทราบ ในช่วงที่ผู้ป่วยมีระดับเม็ดเลือดขาวต่ำควรอยู่ห่างจากเด็กเล็กหรือผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และหากเม็ดเลือดขาวมีปริมาณน้อยมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และเลื่อนระยะเวลาในการให้ยาเคมีบำบัดรอบหน้าออกไปก่อน หรือให้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว

ผู้ป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำจะมีอาการ อ่อนเพลีย ซีด เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หายใจตื้น ความดันโลหิตต่ำ หายใจเร็ว และหัวใจเต้นเร็ว ซึ่งค่าปกติของความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงปกติประมาณ 37-52% ภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำสามารถรักษาได้โดยการให้เลือด หรือการให้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงอาจมีผลข้างเคียงให้เกิดก้อนเลือดอุดตันในหลอดเลือดได้ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจหอบเหนื่อย มีอาการบวมหรือปวดขา เวียนศีรษะ เป็นลม ความดันโลหิตสูง หรืออ่อนเพลีย ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทราบทันที เกร็ดเลือดในคนปกติจะมีค่าระหว่าง 150,000 – 450,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ภาวะเกร็ดเลือดต่ำจากการให้ยาเคมีบำบัดอาจทำให้ผู้ป่วยมีรอยฟกช้ำง่ายกว่าปกติ หากมีบาดแผลเลือดจะหยุดไหลช้า มีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล จุดเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดออกมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ และอาจเกิดเลือดออกภายในร่างกายได้หากระดับเกร็ดเลือดต่ำมาก ถึงแม้ว่าภาวะเกร็ดเลือดต่ำจะเกิดขึ้นชั่วคราวแต่หากมีเลือดออกแล้วอาจทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดมาก จนเป็นอันตรายได้ หากเกร็ด เลือดมีน้อยกว่า 10,000

ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตรแพทย์อาจพิจารณาให้เกร็ดเลือดเพื่อป้องกันภาวะเลือดออก หรือให้ยาเพื่อเพิ่มปริมาณเกร็ดเลือดและต้องเจาะเลือดดูปริมาณเกร็ดเลือด เป็นระยะๆ

2. คลื่นไส้อาเจียน (Nausea and vomiting)

ผู้ป่วยจำนวนมากกังวลในเรื่องอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้ยาเคมีบำบัด แต่ในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่สามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งกลไกของการก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนของยาเคมีบำบัดมีหลายกลไกด้วยกัน เช่น การระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหารส่วนต้น การกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมองโดยตรง โดยอาการคลื่นไส้อาจพบร่วมกับมีเหงื่อออกมากหน้ามืด เวียนศีรษะ น้ำลายมาก อ่อนเพลีย และนำไปสู่การอาเจียนหรือสะอึกได้

อาการคลื่นไส้อาเจียนสามารถแบ่งเป็นแบบเฉียบพลัน (เกิดภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับยาเคมีบำบัด) และระยะหลังจาก 24 ชั่วโมง และอาจเกิดจากประสบการณ์คลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัดในครั้งก่อนๆ เมื่อทราบว่าจะต้องให้ยาเคมีบำบัด เห็นหรือได้กลิ่นยาเคมีบำบัดก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ซึ่งสามารถให้ยาเพื่อบรรเทาอาการได้แต่การป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนตั้งแต่แรกสำคัญที่สุด

ปัจจัยที่ช่วยบอกว่าผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากหรือน้อย ได้แก่ ประวัติเรื่องการเมารถ, ความรุนแรงของอาการคลื่นไส้อาเจียนในอดีต, ผู้ป่วยที่อ่อนเพลียมาก, ความกังวลของผู้ป่วยก่อนรับการรักษา, ผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอร์ และผู้ป่วยหญิงในวัยเจริญพันธุ์

การป้องกันไม่ให้เกิดการคลื่นไส้อาเจียนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรได้รับยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนก่อนได้รับยาเคมีบำบัด เช่น lorazepam (Ativan), Prochlorperazine (Compazine), Promethazine (Phenergan), Metoclopramide (Reglan), Corticosteroids, Ondansetron (Zofran), Granisetron (Kytril), Dolasetron (Anzemet), Palonosetron(Aloxi), Aprepitant(Emend) และนอกจากยาแล้วมีวิธีอื่นที่สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ได้แก่ น้ำขิงหรือขิงเม็ด การออกกำลังกายแบบผ่อนคลาย จินตนาการบำบัด หรือ ดนตรีบำบัด การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน

3. ผมร่วง

เนื่องจากยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์กับเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์รากผม ทำให้เกิดภาวะผมร่วงซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างมาก ดังนั้นผู้ป่วยและญาติจึงควรทราบข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ภาวะผมร่วงเกิดจากยาเคมีบำบัดบางชนิดเท่านั้น โดยขึ้นกับปริมาณยา ระยะเวลาในการรักษาโดยยาเคมีบำบัด
  • ความรุนแรงของภาวะผมร่วงในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน
  • ความแรงหรือประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะผมร่วง ยาเคมีบางชนิดประสิทธิภาพดี แต่อาจไม่ผมร่วงในทางกลับกันยาเคมีที่ผมร่วงก็อาจมีประสิทธิภาพแย่กว่ายาที่ผมไม่ล่วงก็ได้
  • ภาวะผมร่วงจะเริ่มใน 2-3 สัปดาห์หลังจากได้รับการรักษาโดยยาเคมีบำบัด
  • ภาวะผมร่วงจากยาเคมีบำบัดเป็นภาวะที่เกิดชั่วคราวเท่านั้น ผมจะเริ่มขึ้นหลังจากสิ้นสุดการรักษา
  • ภาวะผมร่วงอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทำให้ ไม่มั่นใจ หรือเกิดภาวะซึมเศร้าได้ แต่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยผู้ป่วยสามารถเตรียมซื้อวิกผมไว้ล่วงหน้าก็ได้
  • ไม่ควรทำสีผมหรือใช้น้ำยาจัดแต่งทรงผมภายใน 6 เดือนหลังจากได้ยาเคมีบำบัด เนื่องจากอาจมีสารเคมีที่ส่งผลต่อสุขภาพผมได้
  • สำหรับผู้ป่วยหญิงที่ขนตาร่วงอาจใช้วิธีการเขียนขอบตา แทนการใช้ขนตาปลอมซึ่งอาจเกิดการระคายเคืองจากกาวติดขนตาปลอมได้

4. ภาวะไม่อยากอาหารและน้ำหนักลด

ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่ทำให้ผู้ป่วยไม่อยากอาหารและรับประทานได้น้อยลง หากรุนแรงมากจนผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้อาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร แขนขาลีบ น้ำหนักลดได้ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราวและดีขึ้นเมื่อได้ยาเคมีบำบัดครบแล้ว การได้รับอาหารอย่างเพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ดังนั้นหากรับประทานอาหารได้น้อยจนผอมลง หรือน้ำหนักลด แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อเพิ่มความอยากอาหาร

เคล็ดลับการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

5. การรับรู้รสชาติอาการเปลี่ยนไป

การรักษาโรคมะเร็งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการรับรู้รสชาติ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยไม่อยากอาหารเกิดภาวะขาดสารอาหารน้ำหนักลด โดยมีอาการ ดังนี้ รับประทานอาหารหวานมากขึ้น ไม่ชอบรับประทานอาหารที่มีรสขม อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ เนื้อหมู เนื้อวัว และมีรสชาติแปลกๆ ติดลิ้นตลอดเวลา

อาการดังกล่าวเกิดจากยาเคมีบำบัดมีผลต่อต่อมรับรสภายในช่องปาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ฟันผุ การติดเชื้อในช่องปาก และกลิ่นปากได้ โดยหลังจากหยุดได้รับยาเคมีบำบัดผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ

6. อาการเจ็บปากหรือเจ็บคอ

เนื่องจากยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์ต่อเซลล์เยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหารส่วนต้น ทำให้ไม่สามารถสร้างเซลล์เยื่อบุใหม่มาแทนเซลล์เก่าที่ตายไปได้ทัน และเกิดการอักเสบของเยื่อบุตามมาโดยเริ่มจากเยื่อบุมีสีซีด แห้ง รู้สึกเจ็บ เซลล์เยื่อบุเปลี่ยนเป็นสีแดงบวม ผู้ป่วยที่มีภาวะอักเสบของเยื่อบุปากและทางเดินอาหารส่วนต้นที่รุนแรง จะกลืนอาหารลำบาก พูดไม่ถนัด และอาจมีเลือดออกเป็นแผล หรือติดเชื้อซ้ำได้ ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วคราวจะเกิดในวันที่ 5-14 หลังจากได้รับยาเคมีบำบัดและเป็นอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาการจะหายสนิทเมื่อเสร็จสิ้นการให้ยาเคมีบำบัด

7. อาการท้องผูก

อาการท้องผูกหมายถึง ถ่ายลำบาก อุจจาระแห้งแข็ง ไม่ถ่ายหลายวันติดต่อกัน ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้อง อาการท้องผูกสามารถพบได้ในผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 50% หรือ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งระยะรุนแรง

ปัจจัยเสี่ยงต่ออาการท้องผูก ได้แก่ การได้รับยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เช่น มอร์ฟีน , ผุ้ป่วยที่ไม่ค่อยลุกเดิน, ผู้ป่วยที่นอนติดเตียง, รับประทานอาหารที่ไม่มีใยอาหาร, ทานน้ำน้อยหรือขาดน้ำ, ผู้ป่วยอยู่ในภาวะซึมเศร้า และผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดบางตัว เช่น vincristine และ vinblastine ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนบางชนิดก็อาจทำให้ท้องผูกได้ ผู้ป่วยสามารถซื้อยาระบาย เช่น มะขามแขกทานร่วมกันได้

8. อาการท้องเสีย

อาการท้องเสียอาจพบร่วมกับ ท้องอืด หรือปวดท้องได้ ซึ่งพบได้ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเนื่องจากยาเคมีบำบัดทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ และมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้

  • ยาเคมีบำบัดที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย เช่น irinotecan, 5-fluorouracil
  • ปริมาณยาที่ผู้ป่วยได้รับ
  • ระยะเวลาในการรักษานาน
  • ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • การติดเชื้อของทางเดินอาหาร
  • ยาอื่นๆ เช่น ยาฆ่าเชื้อ สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน
  • อาหารเสริม
  • การได้รับการฉายแสงร่วมกับได้รับยาเคมีบำบัดพร้อมกัน
  • แพ้อาหารหรือแพ้นมวัว
  • การปรับเปลี่ยนกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  • ความเครียดและกังวล

ท้องเสียอาจมีผลรุนแรงถึงชีวิตได้ หากเกิด ภาวะขาดน้ำ ขาดสารอาหาร และความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการท้องเสียควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลเพื่อทำการรักษา หากเป็นไม่มากให้ซื้อน้ำเกลือแร่ หรือผลเกลือแร่ละลายน้ำชงให้ผู้ป่วยทานได้

9. อ่อนเพลีย

ภาวะอ่อนเพลียจากการได้รับยาเคมีบำบัดไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการพักผ่อน และเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หลงลืม ไม่มีสมาธิ ซึ่งภาวะนี้อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อบรรเทาอาการ

10. ผลต่อการทำงานของหัวใจ

ยาเคมีบำบัดบางชนิดมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Anthracyclines เช่น doxorubicin และ daunorubicin ซึ่งเกิดประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายลดลงจนอาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการบวมตามแขนขา หายใจลำบากเมื่อออกกำลังกายหรือนอนราบ วิงเวียนศีรษะมีอาการใจสั่น ไอแห้งๆ และมีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายรังสีที่บริเวณทรวงอก โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่เดิม และสูบบุหรี่

โดยปกติหากแพทย์จำเป็นต้องสั่งยาเคมีบำบัดที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ แพทย์จะทำการประเมินการทำงานหัวใจก่อนและระหว่างให้การรักษา โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจดูการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ หากพบว่าการทำงานของหัวใจเริ่มมีความผิดปกติไปก็จำเป็นที่ต้องหยุดให้ยาเคมีบำบัด ดั้งนั้นหากผู้ป่วยมีอาการใจสั่น หายใจตื้น แขนขาบวม ควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาทราบโดยทันที

11. ผลต่อระบบประสาท

ยาเคมีบำบัดบางชนิดออกฤทธิ์โดยตรงและโดยอ้อมต่อระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ส่งผลเสียต่อเซลล์ประสาทภายหลังจากการได้รับยาเคมีบำบัดทันทีหรือหลายปีหลังจากได้รับยาซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ, คลื่นไส้อาเจียน, วุ่นวายหรือนอนมากขึ้น, เป็นไข้, สับสน, ซึมเศร้า, คอแข็ง, ชัก, การมองเห็นแย่ลง, จมูกได้กลิ่นผิดปกติ, การได้ยินผิดปกติ, ปากแห้ง, อาการชาตามแขนขา, การรับความรู้สึกที่แขนขาแย่ลง และปวดตามแขนขา

ระบบประสาทที่ถูกทำลายแล้วส่วนใหญ่สามารถที่จะหายได้เอง แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่หายขาดดังนั้นหากมีอากรเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวก็ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบโดยเร็ว

12. ผลต่อความคิดและความจำ

ผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับยาเคมีบำบัดอาจพบปัญหาในเรื่องการทำงานของสมองภายหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วหลายปี แต่ยังไม่ทราบกลไกการเกิดที่แน่ชัด โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การผ่าตัด การดมยาสลบ การใช้ฮอร์โมนบำบัด ซึ่งส่งผลต่อเรื่องสมาธิ ความจำ ความเข้าใจ และเหตุผล

13. ผลต่อระบบทางเดินหายใจ

ยาเคมีบำบัดบางชนิด เช่น Bleomycin มีผลทำลายเนื้อเยื่อปอด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก, การให้ยาเคมีบำบัดพร้อมกับการฉายรังสี หรือผู้ป่วยสูงอายุ

โดยผู้ป่วยจะมีอาการหายใจตื้น ไอแห้งๆ อาจมีไข้ หากสามารถหยุดยาเคมีบำบัดได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการถูกทำลายปอด สามารถกลับมาเป็นปกติได้ แต่หากเนื้อเยื่อปอดส่วนที่ถูกทำลายกลายเป็นแผลเป็นแล้วก็จะไม่สามารถกลับเป็นปกติได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรแจ้งให้แพทย์ที่ทำการรักษาทราบโดยเร็ว แพทย์จะทำการประเมินประสิทธิภาพของปอด โดยการเจาะเลือดเพื่อดูระดับออกซิเจนในหลอดเลือดแดง หรือการทดสอบอื่นๆ

14. ผลต่อระบบสืบพันธุ์

ยาเคมีบำบัดมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ได้โดยขึ้นอยู่กับอายุขณะไดรับยาเคมีบำบัดเป็นสำคัญ และยังขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดปริมาณยา และระยะเวลาของการรักษาด้วย

ผลต่อระบบสืบพันธุ์เพศชาย

  • ในผู้ป่วยส่วนใหญ่อวัยวะเพศยังสามารถแข็งตัวได้ตามปกติ อาจจะพบปัญหาความถี่ของการแข็งตัวและความต้องการทางเพศ ลดลงในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากได้รับยาเคมีบำบัดหลังจากนั้นก็จะหายเป็นปกติ แต่ก็มียาเคมีบำบัดบางชนิดเช่น Cisplatin, Vincristine ที่มีผลต่อระบบประสาทอย่างถาวรซึ่งอาจส่งผลต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวได้
  • ยาเคมีบำบัดบางชนิดทำให้ความต้องการทางเพศลดลงและอวัยวะเพศไม่แข็งตัว เนื่องจากไปยับยังการผลิตฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งรวมถึงยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนบางกลุ่มก็ออกฤทธิ์เช่นเดียวกันโดยอาการทั้งหมดจะหายเมื่อสิ้นสุดการรักษา
  • ยาเคมีบำบัดอาจมีผลต่อการสร้างตัวอสุจิซึ่งมีทั้งแบบชั่วคราวและถาวร ดังนั้นหากผู้ป่วยต้องการมีบุตรในภายหลังอาจพิจารณา นำตัวอสุจิออกมาแช่แข็งภายนอกร่างกายก่อนได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
  • ในช่วงที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดควรคุมกำเนิดด้วย เนื่องจากยาเคมีบำบัดอาจก่อให้เกิดการเจริญเติบโตผิดปกติของตัวอ่อนได้
  • ยาเคมีบำบัดทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลดดังนั้นในผู้ป่วยที่เคยเป็นเริมหรือหนองใน อาจกลับมาเป็นซ้ำในช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัด
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดทางกระเพาะปัสสาวะเพื่อรักษามะเร็งของกระเพาะปัสสาวะนั้น อาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ หลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะจากยาเคมีบำบัดและสามารถหายได้เอง

ผลต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

  • ยาเคมีบำบัดหลายตัวมีผลการการสร้างฮอร์โมนเพศของรังไข่ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตร และความต้องการทางเพศ ซึ่งในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 30 ปีจะมีโอกาสน้อยลงที่รังไข่จะกลับมาทำหน้าที่ตามปกติและอาจจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด โดยจะมีอาการร้อนๆหนาวๆ, ช่องคลอดแห้งและแคบขณะมีเพศสัมพันธ์, ประจำเดือนมาไม่ตรงหรือหมดประจำเดือน และอาจมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ได้เล็กน้อย
  • ถึงแม้ว่าประจำเดือนอาจมาผิดปกติหรือไม่มีประจำเดือนจากการได้รับยาเคมีบำบัดแต่ผู้ป่วยก็ยังอาจตั้งครรภ์ได้ และผลจากยาเคมีบำบัด อาจทำให้เด็กมีความผิดปกติแต่แรกเกิดได้ จึงควรมีการคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
  • ยาเคมีบำบัดทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลดดังนั้นในผู้ป่วยที่เคยเป็นเริมหรือหนองใน อาจกลับมาเป็นซ้ำในช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัด
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดทางกระเพาะปัสสาวะเพื่อรักษามะเร็งของกระเพาะปัสสาวะนั้น อาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ได้หลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะจากยาเคมีบำบัดและสามารถหายได้เอง

15. ผลต่อตับ

ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายที่ตับและยาเคมีบำบัดบางชนิดมีฤทธิ์ทำลายตับ เช่น Methotrexate, Cytarabine, Vincristine และ Streptozocin ซึ่งตับส่วนที่ถูกทำลายจะหายเป็นปกติได้ภายใน 2-3 สัปดาห์หลังจากได้รับยาเคมีบำบัด โดยผู้ป่วยอาจมีอาการต่อไปนี้ ตัวตาเหลือง, อ่อนเพลีย, ปวดชายโครงด้านขวา, ท้องโตขึ้นหรือเท้าบวม ซึ่งผู้ป่วยสูงอายุหรือเป็นตับอักเสบอยู่เดิมจะเสี่ยงต่อการถูกทำลายมากกว่าคนปกติ และสามารถตรวจติดตามโดยการเจาะเลือดดูการทำงานของตับเป็นระยะ

16. ผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะ

ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่จะถูกขับออกนอกร่างกายผ่านทางไตซึ่งยาบางชนิดก็มีฤทธิ์ทำลายไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องไตมาก่อนจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ ยาที่มีผลเสียต่อไต เช่น Cisplatin, Cyclophosphamide, Methotrexate, Ifosfamide และ Streptozocin โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ, ปวดหลังส่วนล่าง, อ่อนเพลีย, ออกแรง, คลื่นไส้อาเจียน, ความดันโลหิตสูง, หายใจเร็ว, ปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือน้อยลง, สีปัสสาวะเปลี่ยนแปลง หรือมีอาการบวมตามร่างกาย โดยแพทย์จะตรวจติดตามการทำงานของไตโดยการเจาะเลือดเป็นระยะๆ

ปัญหาในระยะยาวจากการได้รับยาเคมีบำบัด

1. ความผิดปกติของอวัยวะภายใน

ยาเคมีบำบัดบางชนิดออกฤทธิ์ทำลายอวัยวะภายในซึ่งหากตรวจพบขณะทำการรักษา แพทย์ก็จะหยุดให้ยาเคมีบำบัดหรือปรับเปลี่ยนสูตรยา แต่ผลข้างเคียงบางอย่างจะพบหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดเสร็จสิ้นแล้ว เช่น ผลต่อระบบสืบพันธุ์

2. พัฒนาการช้าในเด็กที่ได้รับยาเคมีบำบัด

ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับยาเคมีบำบัดอาจมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมองที่ช้ากว่าปกติ ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เข้ารับการรักษา ชนิดและปริมาณของยาเคมีบำบัด และได้รับการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การฉายรังสี

3. ผลต่อระบบประสาท

ผลกระทบต่อระบบประสาทอาจเริ่มพบภายหลังได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วเป็นเวลานาน อาการที่พบ เช่น การได้ยินลดลง หรือได้ยินเสียงผิดปกติ การรับความรู้สึกสัมผัสของมือและเท้าเปลี่ยนไป บุคลิกเปลี่ยนแปลง ง่วงนอนมากขึ้น ความจำลดลง สมาธิสั้นลง หรือชัก

4. ปัสสาวะมีเลือดปน

ภาวะมีเลือดออกในกระเพาะปัสสาวะพบได้ในผู้ป่วยที่ได้รับยา cyclophosphamide และ ifosfamide ซึ่งพบได้แม้ว่าจะหยุดยาเคมีบำบัดแล้ว และในผู้ป่วยบางคนมีอาการมากขึ้นหลังจากหยุดยาแล้ว หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวสามารถไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

5. เกิดมะเร็งของอวัยวะอื่น

การเกิดมะเร็งอื่นๆ ตามมาหลังจากการรักษามะเร็งนั้นทางการแพทย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากยาเคมีบำบัดบางตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น อายุ ประวัติการฉายรังสี

ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคมะเร็งแล้วก็อาจมีโอกาสเกิดมะเร็งอื่นๆ ได้อีกดังนั้นจึงควรตรวจร่างกายประจำปี และตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการเก็บประวัติการรักษาโรคมะเร็ง

ผู้ป่วยควรรับทราบและเก็บประวัติการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดทั้งตารางการให้ยา ชนิด และปริมาณยาเคมีบำบัดที่ได้รับ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกการรักษาในอนาคต โดยหลักฐานที่ควรเก็บไว้มีดังนี้

  • ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา
  • รายการการผ่าตัด
  • รายงานสรุปหากเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • รายการยาและขนาดยาที่ได้รับ
  • รายละเอียดของการฉายรังสี

การตรวจติดตามภายหลังจากได้รับการรักษาครบถ้วนแล้วมีส่วนสำคัญในการเฝ้าติดตามการดำเนินโรค ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรถามแพทย์ ถึงตารางนัดตรวจติดตาม และอาการที่ควรมาพบแพทย์

10. คำถามที่ผู้ป่วยควรถามแพทย์ก่อนรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (What Questions should I ask about chemotherapy?)

แพทย์ผู้ทำการรักษาพิจารณาเลือกวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยตาม ประวัติการรักษาพยาบาล, ชนิดของโรคมะเร็ง, ความรุนแรงของโรค, สุขภาพของผู้ป่วยขณะเข้ารับการรักษา และผลการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับวิวัฒนาการการรักษาใหม่ๆ ผู้ป่วยควรถามแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลเกี่ยวกับการรักษาโดยยาเคมีบำบัด ดังนี้

  • จุดมุ่งหมายในการรักษามะเร็งของผู้ป่วยคือเพื่อหาย หรือเพื่อบรรเทาอาการ
  • ยาเคมีบำบัดที่ได้รับเป็นชนิดใด เข้าสู่ร่างกายโดยวิธีใด
  • ผู้ป่วยต้องได้รับยาเคมีบำบัดบ่อยแค่ไหน
  • ผู้ป่วยต้องได้รับยาเคมีบำบัดต่อเนื่องนานเท่าไร
  • ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนได้รับยาเคมีบำบัดหรือไม่
  • มีวิธีอย่างไรบ้างในการป้องกันผลข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีบำบัด
  • มีวิธีการประเมินผลการรักษาจากยาเคมีบำบัดอย่างไร ว่าได้ผลหรือไม่
  • ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่ได้รับมีอะไรบ้าง
  • มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ผู้ป่วยควรและไม่ควรทำ
  • ผู้ป่วยสามารถไปทำงานหรือเรียนหนังสือระหว่างได้รับยาเคมีบำบัดได้หรือไม่
  • ผลข้างเคียงในระยะยาวมีอะไรบ้าง
  • หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
  • ค่ารักษาพยาบาล ว่าสามารถใช้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เบิกประกันสุขภาพ หรือเบิกราชการได้หรือไม่

11. ผลการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับยาเคมีบำบัด (What’s new in chemotherapy research?)

หลายปีที่ผ่านยาการใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเป็นที่แพร่หลายมาก และมีผู้ป่วยจำนวนมากประสบความสำเร็จในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่สามารถควบคุมโรคมะเร็งได้ หรือกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งผลการศึกษาทางการแพทย์มีส่วนสำคัญในการเลือกใช้สูตรยาเคมีบำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็มีการศึกษาใหม่ๆ ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย เช่น

  • ยาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ๆ หรือสูตรยาใหม่ๆ
  • วิธีการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อให้ประสิทธิภาพของยาสูงสุดในปริมาณที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  • ยาชนิดใหม่ที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่เซลล์มะเร็งโดยตรง (Targeted therapy) ซึ่งบางชนิดมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเคมีบำบัด และอาจให้ร่วมกับยาเคมีบำบัดได้ ยาหลายชนิดในกลุ่มนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย และบางชนิดก็นำมาใช้รักษาผู้ป่วยในปัจจุบันแล้ว เช่น Lapatinib (Tykerb)
  • ยาเคมีบำบัดบางชนิดถูกล้อมรอบด้วยถุงไขมันขนาดเล็กมากๆ เพื่อนำเข้าสู่งเซลล์มะเร็งโดยตรง และสามารถลดผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติได้
  • ยาป้องกันผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด เช่น Amifostine
  • ยาที่ช่วยเพิ่มฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดต่อเซลล์มะเร็ง โดยทำให้ระดับยาเข้าสู่ก้อนมะเร็งมากขึ้นและอยู่นานขึ้น

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 2 2 7 3 2 9

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์