ข้อมูลเกี่ยวกับโรค

กินอย่างไร..เมื่อฉายแสง-เคมีบำบัด

กินอย่างไร..เมื่อฉายแสง-เคมีบำบัด

ผู้ป่วยมะเร็งควรมีความรู้ในการกินอาหารเพื่อช่วยให้แข็งแรง ช่วยให้เคมีบำบัดออกฤทธิ์ฆ่ามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาได้ต่อเนื่อง ช่วงนี้ผู้ป่วยอาจได้รับคำบอกให้งดเนื้อสัตว์ทุกชนิดงดน้ำตาล รู้สึกสับสน คู่มือนี้จะคลายความสับสนให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจจริงๆ ว่า กินอย่างไรช่วยให้สู้มะเร็งได้อย่างแท้จริง อาการที่เกิดขึ้นในช่วงรับเคมีบำบัดหรือฉายแสงจะบรรเทาได้ อาหารมีส่วนสำคัญช่วยฟื้นฟูร่างกาย ดังคำแนะนำต่อไปนี้

1. ทำอย่างไร..เมื่อไม่อยากกิน ถ้าเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินอะไรก็ไม่อร่อย หากไม่กินจะมีสุขภาพแย่ลงจนแพทย์ไม่สามารถให้เคมีบำบัดต่อเนื่องได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรลองปรับการกินเป็นกินครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้งแทน หรือลองจัดจานอาหารให้ดูน่ากิน จัดสิ่งแวดล้อมที่สร้างบรรยากาศให้น่ากินมากขึ้น

กินไม่ลง กินอะไรก็ไม่อร่อย อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

  • รับรสชาดเพี้ยน เมื่อรับเคมีบำบัดอาจทำให้ลิ้นรับรสเพี้ยน จมูกรับกลิ่นเปลี่ยนไป บางทีก็รู้สึกอาหารมีรสเค็มจัด หวานจัด หรือบางทีก็ไม่รู้รสเลย จะเป็นแค่ชั่วคราวอย่าเพิ่งหงุดหงิด
    คำแนะนำ ให้ลองปรุงรสด้วยมะนาวหรือผักสมุนไพรจะช่วยชูรสชาดให้ดีขึ้นได้
  • อิ่มเร็ว คำแนะนำ ต้องกินอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการครบถ้วน
    1. กินครั้งละน้อย แต่บ่อยขึ้นเป็น 5-6 มื้อ
    2. กินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ได้แก่ ปลา ไก่ หมู ไข่ นม เต้าหู้ ถั่ว
    3. ไข่ กินได้ทั้งไข่แดง ไข่ขาว วันละ 1-2 ฟอง
    4. นม เลือกนมวัวไขมันต่ำ รับรองไม่เร่งมะเร็งแน่นอน

ถ้าลองทั้ง 2 วิธีนี้แล้ว ยังกินไม่ลง หรือกินได้น้อย น้ำหนักยังลดให้กิน "อาหารทางการแพทย์" สามารถดื่มแทนอาหารปกติหรือดื่มเสริมกับอาหารปกติก็ได้

อาหารทางการแพทย์ คืออาหารที่มี คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน สามารถดื่มทดแทนอาหารปกติได้ โดยคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือนักโภชนาการ สามารถซื้อจากร้านขายยาทั่วไป ในโรงพยาบาลและตามห้างสรรพสินค้าได้ ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จะแนะนำอาหารทางการแพทย์สูตรปกติ

  • สูตรปกติ ใช้ดื่มแทนอาหารทั้ง 3 มื้อ หรือดื่มเสริมบางมื้อก็ได้ มีหลายยี่ห้อคล้ายกัน เลือกรสที่ชอบได้
  • สูตรโปรตีนสูง (ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือนักโภชนาการ) กินเฉพาะช่วงที่นัำหนักลดมาก หรือร่างกายสูญเสียกล้ามเนื้อไปมาก

ถ้ากินอาหารทั่วไป กินไม่ลง กินไม่ไหว เพราะเหม็นหรือรสชาดแปลกๆ ลองดื่มอาหารทางการแพทย์ โดยดื่มเหมือนกินยา ให้อดทน ฝืนดื่มไม่ต้องคำนึงเรื่องรสชาด กินแทนอาหารได้ ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น สามารถทนต่อการรักษาทั้งรับยาเคมีบำบัดและฉายแสงจนครบคอร์ส


น้ำหนักลด..ช่วยหน่อยเถอะ

เรื่องน้ำหนักลดเป็นปัญหาสำคัญไม่ว่าจะกินไม่ลงหรือกินเยอะมาก ถ้าน้ำหนักลดไปเรื่อยๆ อย่านิ่งนอนใจ ปรึกษาแพทย์ หาสาเหตุเพื่อไม่ให้น้ำหนักลดมากเกินไป ถ้าลดมากกว่า 5 กิโลกรัม โดยไม่ได้ตั้งใจ ให้พบแพทย์

  • ผู้ป่วยบางคน เบื่ออาหาร..รู้สึกไม่อยากกินอะไรเลย น้ำหนักลดลงไปเรื่อยๆ
  • แต่ผู้ป่วยบางคนกินเยอะมาก..แต่น้ำหนักยังลงอยู่

วิธีแก้  ลองพยายามทำตามคำแนะนำในข้อข้างบน ถ้าน้ำหนักยังลดปรึกษาแพทย์ แพทย์อาจให้ยาเสริม แต่ผู้ป่วยต้องพยายามกินอาหารด้วยและถ้าน้ำหนักลดรุนแรงต้องใช้หลายวิธีช่วยกัน ดังนี้

  • กิน  มากขึ้น ทั้งที่ไม่อยากอาหาร ขอให้ช่วยฝืนหน่อย ถ้ากินมากอยู่แล้ว
  • ออกกำลังกาย  ตามกำลังผู้ป่วย ที่ไม่ทำให้บาดเจ็บหรือมีอันตรายจะช่วยฟื้นร่างกายเร็วขึ้นและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขอบอกว่าสำคัญจริงๆ
  • พบแพทย์  แพทย์อาจให้ยาช่วยให้อยากอาหารหรือยาอื่นเสริม

กินก็แสบ..เคี้ยวก็เจ็บ

เมื่อได้รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง หวังทำลายเซลล์ร้าย ย่อมต้องเสียเซลล์ดีไปบางส่วนบ้าง เช่น เยื่อบุในปากและทางเดินอาหาร บางคนมีการอักเสบร้อนในปาก รู้สึกปวด แสบ กินอะไรก็เจ็บปากไปหมด

วิธีแก้

  1. กินอาหารที่มีโปรตีนมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้เยื่อบุในปากและทางเดินอาหารเจริญเติบโตขึ้นเร็ว เซลล์ที่งอกขึ้นใหม่จะปิดรอยแผล ความรู้สึกเจ็บแสบจะน้อยลง หากผู้ป่วยยังกนิไม่พอแพทย์อาจจะพิจารณาใส่สายอาหาร ให้อาหารทางจมูก เพื่อผู้ป่วยจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
  2. รักษาความสะอาดของปากและฟัน โดยบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลังกินอาหารทุกครั้ง ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ใช้ยาสีฟันรสไม่เผ็ดและน้ำยาบ้วนปาก ตามที่แพทย์แนะนำ เช่น น้ำเกลือ
  3. กินอาหารแช่เย็น เช่น ไอศครีม หรืออมน้ำแข็ง จะช่วยบรรเทาให้อาการเจ็บแสบลดลง หรือดื่มน้ำเพิ่มขึ้น ก็ช่วยได้เหมือนกัน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารเผ็ด
  • อาหารที่เพิ่งปรุงรสเสร็จกำลังร้อนจัด
  • อาหารหรือผลไม้รสเปรี้ยวจัด
  • อาหารที่มีลักษณะแข็งที่จะทำให้เจ็บเวลาเคี้ยว

"ถ้ากินข้าวนอกบ้านให้ระวัง อาหารรสชาดเผ็ดร้อน อาหารตามสั่งมักใส่พริก กระเทียม พริกไทย ผู้ป่วยบางคนทนเผ็ดไม่ได้แม้แต่น้อย"


เม็ดเลือกขาวต่ำ..สู้ๆ!!

  • ยาเคมีบำบัด-ฉายแสง อาจทำให้เม็ดเลือดขาวลดลงในช่วงได้รับยา เพราะเคมีบำบัดและรังสีออกฤทธิ์แรง เพื่อต่อสู้กับเซลล์ร้าย จึงมีโอกาสกระทบกระเทือนเซลล์ที่ดี เช่น เม็ดเลือด สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรเพื่อช่วยฟื้นฟูให้เม็ดเลือดขาวสูงขึ้น เพื่อให้รับเคมีบำบัดหรือฉายแสงต่อเนื่องจนครบ
  • ถ้าผู้ป่วยมีความเชื่อว่ากินโปรตีนจากเนื้อสัตว์หรือนมวัวจะไปเร่งมะเร็ง ขอชี้แจงให้ผู้ป่วยทราบความจริงว่ามีงานวิจัยสรุปยืนยันว่า การกินอาหารประเภทโปรตีนจะช่วยให้ ผลการรักษาโรคมะเร็งได้ผลดีมากขึ้น อยู่โรงพยาบาลสั้นลง และไม่ได้ไปเร่งมะเร็งแต่อย่างใด
  • ถ้ากินอาหารที่มีโปรตีนน้อยเกินไๆป ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เราลงทุนค่ารักษาไปมาก แต่ต้องมาหยุดชะงัก เพราะท่านมีน้ำหนักลด ผอมแห้ง จนสุดท้ายร่างกายสู้การรักษาไม่ไหว

เคล็ดลับ การกินอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดขาวต่ำ กินอาหารที่มีโปรตรีนสูง ในวันหนึ่งควรกินโปรตีนประมาณ 50-80 กรัม โดยปริมาณขึ้นกับน้ำหนักตัวว่ามากหรือน้อย ตัวอย่าง เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนเท่ากับ 50x1.2 ประมาณ 60 กรัมต่อวัน ในที่นี้จะขอแบ่งตัวอย่างอาหารที่มีโปรตีนออกเป็น "ส่วน" 1 ส่วนจะมีโปรตีน 7 กรัม

  • นมวัวไขมันต่ำ 1 แก้ว = โปรตีน 7 กรัม 
  • เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ = โปรตีน 7 กรัม 
  • ไข่ 1 ฟอง = โปรตีน 7 กรัม 
  • กุ้งตัวเล็ก 5 ตัว = โปรตีน 7 กรัม 
  • เต้าหู้ขาวแข็ง 1/2 หลอด = โปรตีน 7 กรัม 
  • ปลาทู 1/2 ตัว = โปรตีน 7 กรัม 

เคล็ดลับ การกินอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดขาวต่ำ

ตัวอย่าง อาหารที่มีโปรตีน 50 กรัม และ 70 กรัม สามารถแบ่งกินใน 1 วันได้ ดังนี้

มื้ออาหาร โปรตีน 50 กรัม โปรตีน 70 กรัม
มื้อเช้า กะเพราหมู ไม่ใส่พริก 2 ช้อนโต๊ะ กะเพราหมู ไม่ใส่พริก 3 ช้อนโต๊ะ ไข่ดาว 1 ฟอง
มื้อสาย นมวัวไขมันต่ำ หรือนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (240 มล.) นมวัวไขมันต่ำ หรือนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (240 มล.)
มื้อเที่ยง เต้าหู้ทรงเครื่อง 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ตุ๋น 1 ฟอง เต้าหู้ทรงเครื่องและอกไก่อบซอสอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ
มื้อเย็น ปลานึ่งมะนาวและไก่ผัดขิงอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ปลานึ่งมะนาวและไก่ผัดขิงอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งอบซอส 5 ตัว
ทุกมื้อ ทุกมื้อ กินคู่กับข้าวสวย 1-2 ทัพพี จะได้รับโปรตีนรวม 50 กรัม ทุกมื้อ กินคู่กับข้าวสวย 1-2 ทัพพีจะได้รับโปรตีนรวม 70 กรัม

กินอาหารโปรตีนสูงร่วมกับอาหารทางการแพทย์ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กินอาหารได้บ้าง ดื่มเสริมเพียงวันละ 1-2 แก้ว ระหว่างมื้อแก้วละ 250 แคลอรี่ ได้พลังงานเสริม 250-500 แคลอรี่ โปรตีน 10-20 กรัม

กินอาหารทางการแพทย์แทนอาหารธรรมดาทั้งหมด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กินอาหารได้น้อยมาก ดื่มมื้อละ 1-2 แก้ว แทนอาหารปกติในหนึ่งวันดื่ม 4-6 แก้ว ให้พลังงาน 1,000-1,500 แคลอรี่ โปรตีน 40-60 กรัม


ผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูก

อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการได้รับ ยาแก้คลื่นไส้/อาเจียน หรือได้รับยาเคมีบำบัดบางตัว ที่ทำให้ท้องผูกรุนแรง ลองทำตามวิธีต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ (ประมาณ 6-8 แก้ว) เพราะน้ำช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น การดื่มน้ำมากขึ้นควบคู่กับผักและผลไม้ที่อุ้มน้ำและมีใยอาหารจะช่วยบรรเทาอาการได้ส่วนหนึ่ง
  • กินธัญพืชที่ขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังมัลติเกรน และโฮลเกรน จะมีใยอาหารสูงซึ่งช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น อาจเริ่มต้นโดยหุงข้าวเป็นข้าวกล้องและข้าวขาวอย่างละครึ่งแทนก็ได้
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยวอาหารหรืออ่อนเพลีย อาจนำผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น มะละกอ ฝรั่ง แอบเปิ้ล มาหั่นเป็นชิ้นคำเล็กๆ หรือปั่น แบบไม่แยกกากและไม่เติมน้ำตาล ดื่มวันละ 1 แก้วได้

"แต่ไม่ควร !!! ดื่มน้ำผลไม้ปริมาณมาก มีน้ำตาลสูง เพราะจะไม่ได้รับโปรตีนหรือใยอาหารเพียงพอต่อความต้องการ"

"การดื่มน้ำผลไม้ควรระวังสารเคมีเจือปนมา อาจจะส่งผลกระทบต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดในช่วงที่เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ท้องเสียหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น"


วิตามินและอาหารเสริมชนิดเม็ด: ทำลายหรือเร่งมะเร็ง?

อาหารเสริมชนิดเม็ด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นเม็ดหรือแคปซูล มีสารสกัดหรือวิตามินหลายอย่าง ผู้ป่วยชอบซื้ออาหารเสริมเหล่านี้มากินเพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกัน หรือรักษาอาการของโรคให้ดีขึ้น หรือเสริมเข้าไปเพราะกินไม่พอ แต่ความจริงไม่เป็นอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน

"กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund International: WCRF) หาข้อมูลป้องกันมะเร็งจาก www.wcrf.org" แนะนำว่าไม่ควรใช้อาหารเสริมในการป้องกันมะเร็ง แต่ควรกินอาหารตามปกติให้หลากหลาย และมีสารอาหารที่ครบถ้วนมากกว่า เพราะว่าอาหารที่ได้จากธรรมชาติเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของวิตามิน และแร่ธาตุอยู่แล้ว

กินวิตามินได้จากอาหารประเภทไหน?

  • วิตามินซี: ผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะนาว กีวี่ สตรอเบอรี่
  • วิตามินอี: น้ำมันพืช ไข่ ถั่ว ผักและผลไม้ต่างๆ 
  • วิตามินดี: รับแสงแดดวันละประมาณ 10 นาที
  • โฟเลต: ผักใบเขียวเข้มต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง
  • เบต้าแคโรทีน: ผักที่มีสีเขียว เช่น บรอกโคลี ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น แครอท มะละกอ

วิตามินในอาหารแตกต่างจากวิตามินเม็ด

ข้อเตือนใจ จากงานวิจัยของ จงจิตรและคณะ พบว่า ผู้ป่วยมะเร็ง 50% กินวิตามินโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง นิยมเสริมเป็นพวกสารต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนและมักนิยมกินปริมาณสูงๆ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งตั้งความหวังไว้กับวิตามินและอาหารเสริม แต่ผลการวิจัยปรากฎว่า วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระไม่ได้ช่วยลดมะเร็งอย่างที่หลายคนตั้งความหวัง แต่สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้คือ วิตามินบำรุงตัวเร่งการเกิดมะเร็งได้ ถ้ากินในขนาดรับประทานที่สูงกว่าที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ และกินติดต่อกันนานเป็นปี

วิตามินเป็นสารที่มีประโยชน์และปลอดภัยถ้าท่านกินจากอาหารที่หลากหลายเป็นประจำ จะทำให้มีขนาดที่พอเหมาะและไม่สูงมากจนเกินไป แต่วิตามินในอาหารเสริม มีปริมาณสูงกว่าในอาหารหลายเท่ามาก

วิตามิน ผลกระทบจากการกินเสริมเวลานาน
วิตามินซี - เสี่ยงเกิดนิ่วในไต, ท้องเสีย, กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
วิตามินอี - เสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก
- ลดประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดบางชนิด
เบต้าแคโรทีน - กระตุ้นให้เกิดมะเร็งปอดและ มะเร็งกระเพาะอาหารได้

"กองทุนวิจัยมะเร็งโลกหรือ WCRF (หาข้อมูลการป้องกันมะเร็งที่ www.wcrf.org)" ยืนยันว่าการเสริมเบต้าแคโรทีนสามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งปอด การเสริมวิตามินเหล่านี้จึงต้องระวัง แต่ถ้าแพทย์สั่งให้ผู้ป่วยเพราะมีภาวะขาดวิตามินสามารถกินตามที่แพทย์สั่งได้ ไม่ไปเร่งมะเร็ง

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

5 9 5 9 3 7 7

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์