โรคมะเร็ง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

รังสีรักษาสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ระบบต่อมน้ำเหลืองประกอบด้วย ท่อน้ำเหลือง ได้แก่ ท่อเล็กๆ เชื่อมต่อทั่วร่างกาย มักอยู่บริเวณใกล้เคียงเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่มักมีขนาดเล็กกว่าต่อมน้ำเหลืองจะกระจัดกระจายทั่วร่างกายในบริเวณที่มีท่อน้ำเหลืองไหลผ่านท่อน้ำเหลืองมีหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลืองจากอวัยวะต่างๆ กลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่หลักในการกำจัดเชื้อโรคและโรคต่างๆ เนื้องอกของต่อมน้ำเหลือง (มะเร็งต่อมน้ำเหลือง) แบ่งได้สองชนิด ชนิด Hodgkin และชนิดไม่ใช่ Hodgkin (Non-Hodgkin)


มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin (Hodgkin’s lymphoma)

  • มักเกิดในต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ และบริเวณกลางลำตัวที่กระจายอยู่ใกล้เคียงเส้นเลือดใหญ่บริเวณคอ ช่องอก ท้อง ตามกระดูกสันหลัง ขาหนีบ
  • ในช่วงแรกที่ค้นพบโรคนี้โดย Dr.Thomas Hodgkin ในปี 1832 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จนกระทั่งเริ่มมีการรักษาด้วยรังสีรักษาภายหลัง 50 ปี
  • จากข้อมูลของสมาคมโรคมะเร็งอเมริกา (American Cancer Society) มะเร็งชนิดนี้มีวิธีการรักษาจนสามารถหายขาดได้โดย 80% ของคนไข้โรคนี้สามารถมีชีวิตเกิน 10 ปี หลังการวินิจฉัย
  • การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin ในปัจจุบันรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ/หรือ การฉายแสง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดไม่ใช่ Hodgkin (Non-Hodgkin’s lymphoma)

  • พบได้มากกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin ประมาณ 8 เท่า
  • เทียบกับปี 1970 ปัจจุบันคนไข้โรค Non-Hodgkin’s lymphoma มากกว่าเดิมเท่าตัว
  • สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้ประมาณ 30 กลุ่ม ซึ่งมีความ แตกต่างจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Hodgkin
  • ทุกชนิดของ Non-Hodgkin’s lymphoma มีวิธีการรักษาและหลายๆ ชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้
  • การรักษาหลักของ Non-Hodgkin’s lymphoma คือการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ/หรือการฉายแสง บางชนิดสามารถรักษาด้วยการปลูกถ่าย stem cell

ระยะโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

  • ระยะที่ 1 ต่อมน้ำเหลือง/เนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ต่อมน้ำเหลืองแห่งเดียวที่พบโรค
  • ระยะที่ 2 ต่อมน้ำเหลือง/เนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ต่อมน้ำเหลืองที่พบโรค โดยอยู่ด้านเดียวกันเมื่อแบ่งตามกระบังลม
  • ระยะที่ 3 ต่อมน้ำเหลือง/เนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ต่อมน้ำเหลือง ที่พบโดยอยู่ทั้งสองด้าน เมื่อแบ่งตามกระบังลม
  • ระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ กระดูก ปอด

วิธีการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง

วิธีรักษาขึ้นกับชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะโรค และภาวะคนไข้โดยรวม การรักษาอาจประกอบด้วยยาเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับโรคและสภาวะคนไข้มากที่สุด  แพทย์อายุรกรรมโลหิตวิทยา (Hematologist) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการให้ยา เช่น ยาเคมีบำบัด ในการรักษาโรคมะเร็ง 


รังสีรักษาด้วยการฉายแสงระยะไกล

การฉายแสงระยะไกลสามารถทำได้ในผู้ป่วยนอกเป็นการรักษาเพื่อให้แสงเอกซเรย์ไปทำลายเซลล์มะเร็งได้โดยแม่นยำ การรักษาด้วยการฉายแสงสามารถรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้

  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวางแผนการฉายแสงและใช้เครื่องเร่งอนุภาค (Linear accelerator) ในการปล่อยลำแสงเอกซเรย์
  • การรักษาแต่ละครั้ง คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ และส่วน มากจะใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาทีในแต่ละครั้ง ฉายต่อเนื่องทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ ระยะเวลารวม 3-5 สัปดาห์
  • การฉายแสงเฉพาะส่วนของร่างกาย เป็นการฉายแสงที่เน้นไปยังบริเวณที่คาดว่ามีการกระจายของโรค (Involved-field radiation) มักใช้ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด
  • การฉายแสงไปยังเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายเรียกว่า Total body irradiation เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลือก่อนการปลูกถ่ายไขกระดูกและกดภูมิต้านทานของร่างกาย

การรักษาด้วยชีวบำบัด

  • การรักษาด้วยชีวบำบัด หรือภูมิคุ้มกันจะทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับโรค มีส่วนคล้ายกับยาเคมีบำบัด ต่างที่ยาเคมีบำบัดจะทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่การรักษาด้วยชีวบำบัดจะช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันปกติของคนไข้ทำลายเซลล์มะเร็ง
  • แอนติบอดีโมโนโคลน (Monoclonal antibody) ทำงานโดยจับกับโมเลกุลจำเพาะในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เซลล์เหล่านั้นตายและถูกทำลายด้วยรังสีหรือยาเคมีบำบัดโดยง่าย
  • แอนติบอดีติดฉลากสารกัมมันตรังสี (Radiolabeled antibodies) เป็นภูมิคุ้มกันที่ติดฉลากสารกัมมันตรังสี โดยภูมิคุ้ม กันเหล่านี้จะไปจับกับเซลล์มะเร็งโดยตรง และปล่อยสารรังสีที่ติดฉลากมาต่อเซลล์มะเร็ง ทำให้เนื้อเยื่อปกติข้างเคียงได้รับผลกระทบน้อย

ผลข้างเคียงที่อาจได้รับ

ผลข้างเคียงที่อาจได้รับขึ้นกับบริเวณของร่างกายที่ได้รับการรักษา ปริมาณของรังสีที่ได้รับและการได้หรือไม่ได้รับยาเคมีบำบัด ก่อนรับการรักษาควรถามแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้และวิธีการดูแล

  • อาจเกิดการระคายเคืองผิวหนังคล้ายจากการถูกแดดเผา อาการเจ็บคอ จุก แน่นท้อง ท้องอืด อ่อนเพลีย ส่วนมากอาการข้างเคียงเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปภายหลังการรักษาสิ้นสุด
  • การฉายรังสีบริเวณ คอ และช่องปาก อาจทำให้มีอาการปากแห้ง  ซึ่งส่งผลให้เกิดฟันผุได้ การรักษาด้วยฟลูโอไรด์อาจช่วยได้ ดังนั้นแพทย์เฉพาะทางรังสีรักษาอาจให้คนไข้ปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเริ่มการรักษา
  • การฉายแสงอาจทำให้เกิดการอักเสบในบริเวณที่ได้รับรังสี เช่น การฉายแสงบริเวณช่องอก อาจทำให้กลืนอาหารลำบาก ไอ หายใจไม่สะดวกได้
  • อาจมีผมร่วงในช่วงฉายแสงได้ อย่างไรก็ตามผมจะกลับงอกขึ้นมาใหม่ แต่อาจมีลักษณะความหนาต่างไปจากเดิม
  • ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที เมื่อมีอาการข้างเคียงต่างๆ หรือเกิดขึ้น หรือพบอาการผิดปกติ เพื่อจะได้รับยาช่วยบรรเทาอาการ หรือการแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร

ผลข้างเคียงต่างๆ เหล่านี้เป็นแค่ชั่วคราวและจะหายไปหลังการรักษาสิ้นสุด เนื่องจากปัจจุบันอัตราการรักษาจนหายขาดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษาด้วยการฉายแสงจึงพบได้มาก ขึ้นกับบริเวณและปริมาณรังสีที่ได้รับ ควรปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงระยะยาว ก่อนเริ่มการรักษา


การดูแลตนเองช่วงรับการรักษา

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำตามคำแนะนำของแพทย์
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและแคลอรีสูง ตามที่แพทย์แนะนำ
  • ดูแลรักษาผิวหนังส่วนที่ได้รับรังสีเป็นพิเศษตามที่ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่แนะนำ
  • รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ครอบครัว และกลุ่มทีมสนับสนุน

สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
WEBMASTER CHULACANCER@YAHOO.COM

จำนวนคนเข้าใช้งาน

4 7 1 3 9 5 9

ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษา
และมะเร็งวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์