 |
ขณะรักษาด้วยรังสีหรือใส่แร่
จำเป็นต้องอยู่ห่างจากคนใกล้ชิดหรือไม่ |
 |
ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป
กอดลูกหลานได้ ทานอาหารร่วมกับผู้อื่นได้ รังสีจะ |
|
ออกฤทธิ์เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น |
|
 |
ต้องฉายรังสีไปเท่าไร
จึงจะมีอาการเจ็บปากและเจ็บคอ |
 |
ในผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ
ปกติช่องปากจะเกิดการอักเสบเมื่อได้รับ |
|
ปริมาณรังสีที่สูงประมาณ
4,000 เซนติเกรย์ ขึ้นไป ซึ่งในผู้ป่วยแต่ละราย อาจแตกต่างกัน |
|
ออกไปขึ้นกับปัจจัยเสริมอื่นๆ
เช่น ผู้ป่วยที่เคยสูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้ามาก กินหมาก และในผู้ป่วย |
|
ที่มีสุขภาพในช่องปากไม่ดี
มักจะเกิดอาการอักเสบของช่องปากได้ง่าย และรุนแรงกว่าผู้ป่วย |
|
ที่มีสุขภาพของช่องปากที่ดีกว่า |
|
ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี
จะเป็นปัจจัยเสริมให้ผู้ป่วยมีการ |
|
อักเสบของช่องปากที่รุนแรงเพิ่มขึ้น
ส่วนใหญ่จะพบว่าได้รับปริมาณรังสีประมาณ 2,000-3,000 |
|
เซนติเกรย์ |
|
 |
การฉายรังสีบริเวณศีรษะจะมีผมร่วงหรือไม่
ถ้าผมร่วงแล้วใช้เวลานานเท่าไรผมจึงจะงอกใหม่ |
 |
ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะจะเกิดผมร่วงบริเวณที่รังสีผ่า
ผมจะร่วงมากหรือน้อย |
|
รวมทั้งผมจะกลับขึ้นมาเมื่อใดและลักษณะใดขึ้นกับปริมาณรังสี
ส่วนใหญ่แล้วถ้าปริมาณรังสี |
|
สูงมากกว่า
4,000 เซนติเกรย์ จะทำให้ผมร่วมและผมจะกลับงอกขึ้นมาใหม่ ภายหลังการรักษา |
|
เสร็จสิ้นแล้ว
2-3 เดือน และเส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่จะเส้นเล็ก อ่อนนุ่มและบางกว่าเดิม และ |
|
ผมอาจร่วงถาวรได้
หากได้รับปริมาณรังสีที่สูงมาก ๆ |
|
 |
ผู้ป่วยที่ฉายรังสี
เส้นที่ขีดบอกตำแหน่งการฉายรังสี หากเส้นลบจะต้องทำอย่างไร เส้นที่ขีดนั้น |
|
สามารถโดนน้ำได้หรือไม่ |
 |
เส้นที่ขีดไว้สามารถโดนน้ำได้
สามารถอาบน้ำได้ แต่ห้ามขัดหรือเช็ดแรง ๆ ห้ามฟอกสบู่บริเวณ |
|
ที่ฉายรังสี
ถ้าเส้นที่ขีดไว้ลบรีบแจ้งแพทย์และพยาบาลทราบทันที ห้ามผู้ป่วยขีดเส้นเอง |
|
 |
ในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณช่องท้อง
ถ้ามีอาการท้องเสียถือว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีอาการ |
|
ท้องเสีย
ควรปฏิบัติตัวอย่างไร |
 |
ในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณช่องท้อง
อาการข้างเคียงที่พบคือ อาจมีอาการท้องเสียได้ไม่ถือ |
|
เป็นความผิดปกติ
แต่ควรมีการประเมินแบบแผนของการขับถ่ายอุจจาระในผู้ป่วยแต่ละรายว่า |
|
เป็นอย่างไร
ในผู้ป่วยบางรายถ่ายอุจจาระ 2-3
ครั้งต่อวันเป็นประจำอยู่แล้วถือเป็นภาวะปกติ |
|
ส่วนใหญ่ในผู้ป่วยทั่วไปที่ถ่ายอุจจาระวันละ
1 ครั้ง หรือ 2 วันถ่าย 1 ครั้ง หลังฉายรังสีแล้ว |
|
ถ่ายมากกว่า
3 ครั้งต่อวัน อาจมีถ่ายเป็นน้ำร่วมด้วย |
|
ถ้ามีอาการท้องเสีย ควรปฏิบัติตัวดังนี้
รับประทานอาหารที่สุก สะอาด ย่อยง่าย มีกากใยน้อย |
|
อาหารมีโปรตีนและแคลอรี่สูง
รสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หลีกเลี่ยงอาหารประเภทนม ผลิตภัณฑ์ |
|
จากนมและอาหารหรือเครื่องดื่มที่ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร
รวมทั้งอาหารที่ทำให้เกิดลม เช่น |
|
กาแฟ
ถั่ว ให้ดื่มน้ำเกลือแร่มาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร
เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเพื่อให้ |
|
ร่างกายทุเลาจากอาการอ่อนเพลีย
รายงานให้พยาบาลและแพทย์ทราบ บันทึกสัญญาณชีพเพื่อ |
|
ประเมินการติดเชื้อ
อาการขาดน้ำในบางรายถ้าถ่ายอุจจาระมากอาจต้องเก็บอุจจาระส่งตรวจเพื่อดู |
|
การติดเชื้อ
และหากมีอาการท้องเสียมากแพทย์อาจให้ยาหยุดถ่ายและยาบรรเทาอาการปวดท้อง |
|
แก่ผู้ป่วยด้วย
และที่สำคัญผู้ป่วยต้องดูแลทำความสะอาดอวัยวะขับถ่ายด้วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ |
|
 |
บริเวณที่ฉายรังสีสามารถทาแป้งหรือโลชั่นได้หรือเปล่า |
 |
ห้ามใช้แป้ง
สบู่หรือเครื่องสำอางค์ทาบริเวณที่ฉายรังสี
เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ |
|
ส่วนโลชั้นที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง
(ไม่มีส่วนประกอบของ Alcohol) สามารถทาได้แต่ต้อง |
|
อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
เช่น Ph5 ส่วนโลขั้นอื่น ๆ ไม่ควรซื้อมาทาเอง เพราะอาจมีส่วน |
|
ประกอบของ
Alcohol หรือเครื่องสำอางค์ปนอยู่
สามารถทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีระคายเคือง |
|
มากกว่าเดิมได้ |
|
 |
ขณะรับการฉายรังสี
สามารถอุ้มเด็กได้หรือเปล่า |
 |
การฉายรังสีในแต่ละครั้ง
จะไม่มีปริมาณรังสีในร่างกายสะสมอยู่หลังจากหยุดฉายรังสี สามารถ |
|
ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
เช่น สามารถสัมผัสหรือใกล้ชิดบุคคลอื่นได้ สามารถรับประทาน |
|
อาหารร่วมกับบุคคลอื่นได้ |
|
 |
เมื่อมารับการฉายรังสีแต่ละวัน
จะยังคงมีรังสีตกค้างในร่างกายหรือไม่ |
 |
การฉายรังสีเป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเฉพาะที่
จะไม่มีการสะสมรังสีในร่างกาย |
|
 |
ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสี
สามารถนอนอาบแดดได้หรือไม่ |
 |
ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีไม่ควรนอนอาบแดดเนื่องจากแสงแดดจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับผิวหนัง |
|
บริเวณที่ฉายรังสี
อาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดการอักเสบหรือเกิดรอยไหม้ได้ |
|
 |
การทำ
Detox มีผลกระทบกับการรักษาของแพทย์หรือไม่ |
 |
การทำ
Detox ควรปรึกษาแพทย์ เพราะในบางกิจกรรมมีข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น
มีการุ |
|
ทะลุของลำไส้และช่องคลอด
หรือมีเลือดออกทางทวารหนัก หรือมีริดสีดวงทวาร |
|
 |
การใช้อาหารเสริมมีผลกระทบกับการรักษาหรือไม่ |
 |
การใช้อาหารเสริมสามารถทำได้โดยปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เพื่อขอความคิดเห็น
แต่การ |
|
รับประทานอาหารให้ครบ
5 หมู่ เพียงพอที่จะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ |
|
ไม่จำเป็นต้องใช้อาหารเสริม
แต่ส่วนใหญ่ใช้เป็นการรักษาทางจิตใจมากกว่า |
|
 |
ยาสมุนไพรบางอย่างที่ช่วยบรรเทาอาการผิดปกติ
เช่น ท้องผูก ท้องอืด เวียนศีรษะ เป็นต้น |
|
ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือไม่ |
 |
ยาสมุนไพรบางชนิดจะมีการออกฤทธิ์เสริมกับยาที่แพทย์ให้รับประทานอยู่
ดังนั้นควรศึกษาสมุนไพร |
|
เกี่ยวกับการออกฤทธิ์อย่างรอบคอบก่อนใช้
และควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อให้ได้รับการรักษา |
|
ที่ถูกต้องและเหมาะสม |
|
 |
ในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณช่องท้อง
มีความจำเป็นต้องดื่มน้ำมาก ๆ หรือไม่ |
 |
โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณส่วนตาง
ๆ ของร่างกายควรมีการดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ |
|
2,000-3,000
ซีซี เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ
และในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณช่องท้องยิ่งมีความ |
|
จำเป็นต้องดื่มน้ำมาก
ๆ เช่นกันเพื่อลดอาการขาดน้ำ อาการขาดน้ำจากท้องเสีย การติดเชื้อใน |
|
ระบบทางเดินปัสสาวะในผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน |
|
 |
ความเชื่อในเรื่องการรับประทานอาหารชีวจิต
ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ |
 |
ในทางการแพทย์ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังทำการรักษาไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด
การฉายรังสีหรือ |
|
เคมีบำบัด
จะต้องได้อาหารที่มีโปรตีนสูงและครบทั้ง 5 หมู่
เพื่อให้ได้พลังงานมากกว่าคนปกติ |
|
3
เท่า
แต่ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่สุก
สะอาด |
|
รับประทานอาหารที่สด
เช่น ผัก ผลไม้ ควรเลือกชนิดของผัก ผลไม้ ให้เหมาะสม ล้างให้สะอาด |
|
ปรุงให้สุก
ดังนั้นการรับประทานอาหารชีวจิตเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลแต่ไม่เหมาะสมกับ |
|
ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับการรักษาอยู่
และลำพังการรับประทานชีวจิตไม่เป็นการรักษาโรคมะเร็ง |
|
บางรายที่รับประทานอาหารชีวจิตส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือด
ทำให้ผลการรักษาของแพทย์ไม่ดี |
|
เท่าที่ควร |
|
 |
หากผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน
สามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้หรือไม่ |
 |
ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้
เนื่องจากการฉายรังสีบริเวณช่องท้องและอุ้งเชิงกราน จะมีผลกระทบ |
|
กระเทือนต่ออวัยวะสืบพันธ์ภายใน
คือผลกระทบต่อรังไข่ มดลูก ช่องคลอด และต่อมผลิตสาร |
|
หล่อลื่นภายในช่องคลอด
อาจเกิดอาการช่องคลอดแห้งและคัน หรือเกิดตกขาว หรือมีน้ำใส ๆ |
|
ไหลออกจากช่องคลอด
ซึ่งเกิดจากการที่ก้อนเนื้องอกอาจถูกทำลายร่วมกับการอักเสบของเยื่อบุ |
|
ภายในช่องคลอดอาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายใด
ๆ |
|
ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการฉายรังสี
และภายหลังการฉายรังสี ประมาณ 2-3 เดือน |
|
เพราะจะเกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องคลอดทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย |
|
 |
เมื่อได้รับการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานแล้วมีขาบวมและปวด
เกิดจากสาเหตุใด และสามารถ |
|
บรรเทาอาการปวดได้อย่างไร |
 |
การเกิดอาการบวมและปวด
เกิดจากการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานนั้นทำให้เกิดพังผืดมายึดบริเวณ |
|
ขาหนีบ
ทำให้เกิดอาการบวมหรือการปวดของขาและบริเวณเหนือหัวเหน่า
การบริหารร่างกายจะข่วย |
|
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเหล่านี้ |
|
วิธีการออกกำลังกาย
ทำได้ดังนี้ |
|
- ก้มตัวกลับกับแอ่นตัวไปข้างหน้า |
|
- ส่ายสะโพกเป็นวงกลมช้า ๆ |
|
- ยืนตรง มือข้างหนึ่งท้าวบนโต๊ะหรือฐานที่มั่นคง
แกว่งขาไปข้างหน้าและหลังสลับกัน |
|
โดยทำทั้ง
2 ข้าง |
|
- ยืนตรง กางขาออกทางด้านข้างและหุบกลับในท่าเดิม
โดยทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง |
|
- นอนหงาย งอเข่าและสะโพก โดยให้มุมใต้เข่ากางประมาณ
60 องศา ฝ่าเท้าวางราบให้เต็มที่ |
|
และกลับสู่ท่าแรก
พักและทำสลับข้างในท่าเดียวกันตามลำดับ |
|
- เวลานอนควรยกขาสูงเล็กน้อย
เพื่อลดการคั่งของเลือดในบริเวณขา |