|
|
รังสี
! มีอันตรายจริงหรือ ? บทนำ
การใช้รังสีทางการแพทย์ดำเนินมาไม่ต่ำกว่า
100 ปี
ทั้งในด้านการวินิจฉัยโรคและรักษาโรค
โดยเริ่มจากการใช้เครื่องมือและวิธีการง่าย
ๆ
จนปัจจุบันมีการใช้เทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้น
เป็นที่ยอมรับว่ารังสีมีประโยชน์มหาศาล
แต่ก็มีโทษต่อมนุษย์อย่างมากด้วย
ในการใช้รังสีทางการแพทย์ได้ถือหลักว่ารังสีให้ประโยชน์แก่มนุษย์คุ้มค่ากว่าความเสี่ยงจากอันตรายของรังสี การใช้รังสีทางการแพทย์มีประโยชน์ไหม
?
มีประโยชน์แน่นอน
ปัจจุบันประโยชน์ทางรังสีการแพทย์แบ่งได้เป็น
3 สาขา ·
รังสีวิทยาวินิจฉัย
ที่ทันสมัยใช้วิเคราะห์โรคต่าง
ๆ ได้รวดเร็ว
ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีการ ตรวจคัดแยกโรค
เช่น มะเร็งเต้านม
โดยแมมโมแกรม
และรังสีร่วมรักษาซึ่งได้รับการพัฒนามาภายใน
10-20 ปี นี่เอง ·
เวชศาสตร์นิวเคลียร์
มีการใช้สารกัมมันตรังสี
สารเภสัชรังสี ในการวินิจฉัย และรักษาโรค อย่างกว้างขวาง
จากภาพการกระจายของสารรังสี
หรือการนับวัดจากผู้ป่วยเพื่อศึกษาการทำงานของ
อวัยวะ เช่น ต่อมธัยรอยด์
เป็นต้น นอกจากนี้เวชศาสตร์นิวเคลียร์ยังมีประโยชน์ด้านการติดตามการดำเนินโรคของโรคมะเร็ง
โรคหัวใจ เป็นต้น
มีการศึกษาพบว่ามีความคุ้มทุนสูงและไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ·
รังสีรักษา
การรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสี
เทคนิคการรักษาที่สลับซับซ้อนด้วยเครื่องมือที่มี ความก้าวหน้า
ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำ
มีประสิทธิภาพ
ผลข้างเคียงเกิดขึ้นน้อยลง
การใช้รังสีอย่างพอเหมาะ
ช่วยผู้ป่วยนับล้าน ๆ คน
ให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นในแต่ละปี
ในบางกรณี
มีการใช้รังสีเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดลง
ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน จึงเห็นได้ว่าการใช้รังสี
เป็นวิธีการพื้นฐานในการวินิจฉัยและรักษาโรคมีการเปรียบเปรยว่า สถาบันทางการแพทย์ที่ทันสมัย
แต่ไม่ใช้รังสีเสมือนเป็นการดำเนินการไม่ครบวงจร การใช้รังสีทางการแพทย์มีความเสี่ยงไหม
?
มีบ้าง แต่ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณรังสี
ปริมาณรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับการใช้รังสีในการรักษาโรค
แต่หากใช้รังสีปริมาณต่ำเกินไปอาจเป็นผลเสีย
ในการวินิจฉัยโรค เช่น
อ่านผลไม่ได้
หรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
เป็นต้น
ดังนั้นการใช้รังสีปริมาณพอเหมาะโดยอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์จะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากรังสีได้สูงสุด
และลดความเสี่ยงลง
การใช้รังสีในการวินิจฉัยโรคบางประเภท
ใช้ปริมาณรังสีสูง เช่น
การวินิจฉัยโรคในระบบช่องท้องโดยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
แต่ข้อมูลสถิติทางการแพทย์
แสดงว่าความเสี่ยงจากรังสีที่ทำให้เกิดการตายเนื่องจากโรคมะเร็งมีประมาณ
1 ใน 2,000 คน หรือ 0.05%
ในขณะที่ความเสี่ยงจากปัจจัยอี่น
มีถึง 1 ใน 4 หรือ 25% มนุษย์ได้รับรังสีจากแหล่งกำเนิดทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวหรือ
?
ไม่ใช่ แหล่งกำเนิดรังสี
แบ่งเป็นแหล่งใหญ่ได้ 2 แหล่ง
คือ จากธรรมชาติ เช่น
รังสีคอสมิคจากอวกาศ
รังสีจากพื้นโลก
และรังสีที่มนุษย์สร้างขึ้น
ได้แก่รังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
โรงงานอุตสาหกรรม
เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู
รังสีที่ใช้ทางการแพทย์
เป็นต้น
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า
รังสีมีความเสี่ยงอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามมนุษย์นำประโยชน์ของ
รังสีมาใช้ทางการแพทย์
โดยบุคลากรทางการแพทย์
นักรังสีเทคนิค นักฟิสิกส์
ตลอดจนประชาชนทั่วไป
ควรรู้จักวีธีการป้องกันอันตรายจากรังสี
โดยมีหลักการดังนี้ 1.
ลดเวลาในการสัมผัสรังสี
นั่นคือ
ใช้เวลาให้น้อยที่สุดในการสัมผัสรังสี
เช่น เอกซเรย์ 2.
ใช้วัสดุกำบังรังสี
เช่น เสื้อตะกั่ว,
กำแพงกำบังรังสี 3.
บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องพยายามอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีให้มากที่สุด 4.
บุคลากรทางการแพทย์มีเครื่องวัดปริมาณรังสีติดตัว
มีเครื่องตรวจวัดรังสีประจำห้อง ชนิดของรังสีที่ใช้ทางการแพทย์1.
รังสีเอกซ์
เป็นรังสีที่มนุษย์ทำขึ้น
รังสีเอกซ์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
เป็นพวกเดียวกับคลื่นแสง
แต่มีความถี่สูง
จึงมีพลังงานสูง
สามารถทะลุผ่านวัตถุต่าง ๆ
ได้
I.
รังสีเอกซ์พลังงานช่วงกิโลอิเล็กตรอนโวลท์ใช้ในการวินิจฉัยโรค
II.
รังสีเอกซ์ขนาดพลังงานสูงในช่วงล้านอิเล็กตรอนโวลท์ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ลึกเข้าไปจากผิว
2. รังสีแกมมา
เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี
รังสีแกมมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
เช่นเดียวกับรังสีเอกซ์
สารกัมมันตรังสีที่นำมาใช้อาจอยู่ในรูปของแข็ง
เช่น โคบอลต์-60 ซีเซียม-137
ใช้รักษาโรคโดยการฉายรังสีและใส่แร่
ส่วนสารกัมมันตรังสีที่อยู่ในรูปของเหลว
ใช้ในงานของเวชศาสตร์นิวเคลียร์
3. รังสีเบต้า
เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี
ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแข็ง
เช่น สตรอนเชียม-90
รักษาโรคตา
หรืออยู่ในรูปของเหลวใช้ในการรักษาและวินิจฉัยโรค
4. ลำอิเล็กตรอน
ได้จากเครื่องเร่งอนุภาค
เช่นเดียวกับรังสีเอกซ์พลังงานสูง
ใช้รักษามะเร็งที่อยู่ใกล้พื้นผิว รังสีรักษา
ในปัจจุบันนี้รังสีมีประโยชน์สำคัญทางการแพทย์อย่างหนึ่ง
คือ การนำรังสีมา
ใช้รักษาและบำบัด โรคมะเร็ง
รังสีรักษาทางการแพทย์
เรียกง่าย ๆ ว่า การฉายรังสี
หรือการฉายแสง
ซึ่งรังสีที่ใช้รักษานี้
มีพลังงาน สูง
ทำให้มีอำนาจในการทะลุทะลวงเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์ได้ดี
แหล่งกำเนิดรังสีเพื่อใช้ทางรังสีรักษามี
2 ประเภท คือ แหล่งกำเนิดรังสี
ที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น
เครื่องเร่งอนุภาคซึ่งให้รังสีเอกซ์
รังสีอิเล็กตรอน โปรตอน หรือ
นิวตรอน เป็นต้น
และแหล่งกำเนิดรังสีจากธรรมชาติ
ได้แก่
สารกัมมันตรังสี ต่าง ๆ อาทิ
โคบอลต์-60 ซีเซียม
137 อิริเดียม 192
ซึ่งให้รังสีแกมมา
รังสีที่ได้จากแหล่งกำเนิดดังกล่าวข้างต้น
สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง
โดยมีหลักการคือ รังสีจะฆ่าเซลล์ที่เติบโตเร็ว
ดังนั้นเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็วจึงถูกทำลายได้ง่าย
ซึ่งรวมถึงเซลล์ปกติใน
ร่างกายมนุษย์ซึ่งแบ่งตัวเร็ว
เช่น เซลล์ผิวหนัง
เซลล์เยื่อบุลำไส้
ก็มีโอกาสถูกทำลายด้วย อย่างไรก็ตาม
เซลล์ปกติของมนุษย์
มีความสามรถในการซ่อมแซมตัวเองได้ดีกว่าเซลล์มะเร็ง
จึงสามารถกลับ
สู่สภาวะปกติได้ดีหลังจากได้รับรังสี
นอกจากนี้แพทย์ทางรังสีรักษามีเครื่องมือและวิธีการ
เพื่อทำให้ลำรังสีเข้าถึงบริเวณที่เป็นก้อนมะเร็งได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
และทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อปกติให้น้อยที่สุด
รังสีรักษา
มีผลต่อมะเร็งเฉพาะบริเวณที่ฉายเท่านั้น
ซึ่งเปรียบเสมือนการผ่าตัดคือตัดเฉพาะส่วนที่เป็นมะเร็งออก
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
การฉายรังสี
และการผ่าตัดเป็นการรักษาเฉพาะที่
และไม่ก่อให้เกิด การแพร่
กระจายของเซลล์มะเร็งไปที่อวัยวะอื่น
มะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาหายได้ด้วยรังสีรักษา
เช่น มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งหลังโพรงจมูก
มะเร็งผิวหนัง
นอกจากการรักษาด้วยรังสีแบบระยะไกลโดยใช้เครื่องฉายรังสีแล้ว
การใส่แร่หรือ
การรักษาด้วย
รังสีแบบระยะใกล้ (Brachytherapy)
ยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้รังสี
เพื่อรักษาโรคมะเร็ง
โดยแพทย์ จะนำสารกัมมันตรังสีซึ่งอยู่ในรูปแบบเม็ดหรือแท่งขนาดเล็กให้เข้าไปอยู่ชิดบริเวณที่เป็นมะเร็งให้มากที่สุด
การใส่แร่นี้สามารถทำได้หลายวิธี
ได้แก่ การวางแร่ในเข็มซึ่งแทงเข้าไปในก้อนมะเร็งหรือการวางแร่ใน
ก้อนมะเร็งโดยตรง (Interstitial Implantation)
การวางแร่ในเครื่องมือ
สอดใส่แร่ของมะเร็งปากมดลูก (Intracavitary
Brachytherapy)
และการวางแร่ลงในสายพลาสติก
เพื่อรักษาอวัยวะที่เป็นรูกลวง(Intraluminal
Brachytherapy) เช่น มะเร็งหลอดอาหาร
โดยปกติแล้วการรักษาด้วยรังสีแบบระยะไกลด้วยเครื่องฉายรังสี
และการใส่แร่
หรือการรักษาด้วย รังสีแบบระยะใกล้ ไม่ทำให้ผู้ป่วยซึ่งได้รับการฉายรังสีมีรังสีตกค้างอยู่ในตัว
นั่นคือผู้ป่วยสามารถทำ กิจวัตรต่าง ๆ
อยู่ใกล้คนใกล้ชิดได้เหมือนคนปกติ
อย่างไรก็ตาม
การดื่มสารกัมมันตรังสี เช่น
ไอโอดีน 131
ซึ่งใช้ในการรักษาหรือวินิจฉัยต่อมธัยรอยต์ อาจมีรังสีตกค้างในตัวผู้ป่วยหรือสิ่งคัดหลั่ง
ซึ่งรังสีที่ตกค้าง นั้นเป็นรังสีซึ่งมีค่าครึ่งชีวิตสั้น
กล่าวคือ
รังสีจะลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วใน
2-3 วัน ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลรักษา จะให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว
ในช่วงเวลา ดังกล่าวโดยผู้ป่วยต้องแยกตัวจากคนใกล้ชิดเป็นระยะเวลาสั้น
ๆ และเมื่อ
ปริมาณรังสีหมดไปก็สามารถทำกิจวัตรได้ตามปกติ
ผู้ป่วยซึ่งอยู่ในช่วงที่ใช้รังสีรักษา
จะได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิด
จากแพทย์ พยาบาล นักฟิสิกส์การแพทย์
เจ้าหน้าที่รังสีการแพทย์
ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา
ที่ดีที่สุด
และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางการแพทย์มากขึ้น
จึงมีการนำเครื่องมือสมัยใหม่
ซึ่งมีความแม่นยำ ปลอดภัยมาใช้ในทางรังสีรักษา
ได้แก่ การผ่าตัดโดยใช้รังสี
เช่น แกมมาไนฟ์ (Gamma
Knife) การฉายรังสี 3 มิติ (3
Dimension Radiation Therapy)
และการฉายรังสีปรับความเข้ม (Intensity-modulated
radiaiton therapy)
ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ ผลข้างเคียงซึ่งพบบ่อยคือ
อ่อนเพลีย ผิวหนัง
คล้ำบริเวณที่ถูกรังสี
ความอยากอาหารลดลง
ขนหรือผมบริเวณที่ถูกรังสีบางลง
ซึ่งผลข้างเคียงนี้มักไม่รุนแรงและผู้ป่วยยังสามารถทำงาน
หรือกิจวัตรได้เช่นเดียวกับก่อนฉายรังสี เช่น
การปวดกระดูก การปวดศีรษะจากมะเร็งลุกลามไปที่สมอง
(Brain
Metastasis)
การใช้รังสีเพื่อช่วยใน การปลูกถ่ายไขกระดูก
(Bone Marrow Transplantation)
การใช้รังสีเพื่อป้องกันการลุกลามของมะเร็งมาที่ สมอง (CNS Prophylaxis)
และการรักษาโรคอื่น
นอกจากโรคมะเร็ง เช่น
การป้องกันเส้นเลือดอุดตันซ้ำหลัง ผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจ
(Restenosis Prophylaxis)
การป้องกันการเกิดแผลเป็นหลังผ่าตัด
(Keloid Prophylaxis) เป็นต้น เวชศาสตร์
นิวเคลียร์
ปัจจุบันในวงการแพทย์
ได้นำสารกัมมันตรังสี
มาใช้ประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างมากมาย
เช่น
ใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยการแพร่กระจายของมะเร็งมายังกระดูก
ตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ตรวจการทำงานของไต
ตรวจการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
เป็นต้น นอกจากนี้ในปัจจุบันการรักษาโรคด้วยสารกัมมันตรังสีได้มีการยอมรับกันโดยทั่วไป
โดยเฉพาะการใช้สารกัมมันตรังสีไอโอดีน
(131I) เพื่อรักษาภาวะต่อมธัยรอยด์เป็นพิษและมะเร็งต่อมธัยรอยด์
ได้มีการใช้กันมามากกว่า 50
ปี แล้ว
ก่อนอื่นเราควรทำความรู้จักว่า
สารกัมมันตรังสี
คืออะไรก่อน
สารกัมมันตรังสี คือ
สารที่สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปรังสี
ซึ่งรังสีที่ปลดปล่อยออกมามีหลายชนิด
เช่น รังสีเบต้า,
รังสีแกมมา
เป็นต้น ซึ่งรังสีต่างๆเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมากมาย สารกัมมันตรังสี
รักษาและบำบัดโรคได้อย่างไร?
การรักษาและบำบัดโรคด้วยสารกัมมันตรังสี
อาศัยหลักการดังนี้
คือหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสารกัมมันตรังสี
โดยการรับประทานหรือฉีดเข้าไปในร่างกาย
สารกัมมันตรังสีนั้นจะเข้าสู่อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่มีความเฉพาะเจาะจง
และมีผลทำให้เนื้อเยื่อส่วนนั้นได้รับรังสีอย่างเต็มที่โดยตรง
ขณะเดียวกันเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างเคียงจะได้รับปริมาณรังสีในระดับต่ำ
จึงลดอันตรายจากรังสีต่อเนื้อเยื่อปกติ
และทำให้สามารถบริหารสารกัมมันตรังสีซ้ำได้หลายครั้งโดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนต่อเนื้อเยื่อปกติอื่น
สำหรับประสิทธิภาพของการรักษาโรคด้วยสารกัมมันตรังสีพบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษา
อาทิเช่น
ผู้ป่วยภาวะต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ
สามารถหายจากโรคหลังจากรับประทานสารกัมมันตรังสีไอโอดีน
เพียงครั้งเดียว ถึง 60%, ผู้ป่วยมะเร็งต่อมธัยรอยด์บางชนิดพบว่ามีอัตราการตายต่ำลง
หลังจากได้รับการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสี
และผู้ป่วยที่มีอาการปวดกระดูกจากการแพร่กระจายของมะเร็งพบว่า
70%
ของผู้ป่วยหลังได้รับการรักษา
มีอาการปวดลดลง
และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สารกัมมันตรังสี
วินิจฉัยโรค ได้อย่างไร?
การวินิจฉัยโรคด้วยสารกัมมันตรังสีตรังสี อาศัยหลักการเช่นเดียวกับการใช้สารกัมมันตรังสีในการรักษาโรค
คือ
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าไป
ซึ่งอาจจะได้รับโดยการฉีด
การรับประทาน หรือการหายใจเข้าไป
สารกัมมันตรังสีจะเดินทางไปตามส่วนต่างๆของร่างกายที่มีความเฉพาะเจาะจง
จากนั้นจะแผ่รังสีแกมม่าออกมา(รังสีแกมม่าเป็นรังสีที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า)
โดยรังสีแกมม่าจะแสดงตำแหน่งที่ผิดปกติจากภายในร่างกายออกมา
ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือชนิดพิเศษทำการตรวจจับรังสีแกมม่า
แล้วนำมาสร้างเป็นภาพต่างๆของร่างกาย
ภาพที่ได้จะถูกประมวลผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์
เพื่อให้การวินิจฉัยโรคแก่ผู้ป่วย การตรวจวินิจฉัยโรคทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ได้แก่ 1.
การวินิจฉัยสมอง
(Brain
Scan) : ใช้ในการศึกษาการไหลเวียนของเลือดในสมองและศึกษาปัญหาทางสมองต่างๆ
เช่น โรคสมองอักเสบ
โรคลมชัก และ ความจำเสื่อม 2.
การตรวจต่อมธัยรยอด์
(Thyroid Uptake and Scan) : ใช้ในการศึกษาความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์ ตลอดจนดูการทำงานของต่อมธัยรอยด์ว่ามีการทำงานมากเกินไปหรือน้อยเกินไป 3.
การวินิจฉัยปอด
(Lung
Scan) :เป็นการศึกษาที่ใช้บ่อยเพื่อวินิจฉัยการอุดตันของหลอดเลือดในปอด 4.
การวินิจฉัยระบบหัวใจ
(Cardiac Imaging) :
เป็นการศึกษาที่ใช้เพื่อดูการทำงานของหัวใจ
และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 5.
การวินิจฉัยการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
(GI
Imaging) :ใช้ในการศึกษาการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
และภาวะอุดตันของระบบทางเดินน้ำดี 6.
การตรวจกระดูก
(Bone
scan) :ใช้ในการตรวจหาบริเวณที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมายังกระดูก
และดูการติดเชื้อของกระดูก
สรุป
ช่วงเวลากว่า 100 ปี
ที่ผ่านมา มนุษย์ได้ศึกษาคุณสมบัติของรังสี
อันตรายและผลที่มีต่อสิ่งมีชีวิต
โดยละเอียด
ทำให้สามารถนำรังสีมาใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย
และตามความจำเป็น
มีการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมการใช้ให้ปลอดภัย
นอกจากนี้การใช้รังสีในวัตถุประสงค์ต่าง
ๆ ได้มีการศึกษาอย่างถ่องแท้ ก่อนนำมาใช้กับมนุษย์
เพื่อยืนยันว่าประโยชน์จากรังสี
จะต้องมากกว่าโทษที่จะได้รับอย่างแน่นอน |
|
คำประกาศ เวบ chulacancer.net นี้ ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในการวินิจฉัยหรือรักษาโรคได้ สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจาการปฏิบัติตามข้อมูลในเวบนี้ |