โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว การให้ยาประเภท corticosteroid จะช่วยลดความดันในโพรงกระโหลกศีรษะได้อย่างรวดเร็ว ในระหว่างที่รอผลจากการรักษาอื่น และในผู้ป่วยที่มีอาการชัก หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะชัก เนื่องจากตำแหน่งของเนื้องอกอยู่ที่ผิวของสมองก็ต้องให้ยากันชักไว้ด้วย
การผ่าตัด ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลข้างเคียงและอัตราการตายจากการผ่าตัดได้ลดลงอย่างมาก จากประมาณ 20-40% ลดลงต่ำกว่า 2-3% ในปัจจุบันเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น โดยใช้ CT scan หรือ MRI การใช้ corticosteroid ลดการบวมรอบเนื้องอกก่อนผ่าตัด การให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยที่ดีขึ้น ตลอดจนถึงวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก
การรักษาเริ่มต้นของเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลาง เกือบทั้งหมดจะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทั้งนี้เอาออกได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะการลุกล้ำเข้าไปในเนื้อสมองของเนื้องอกอันนั้น ในบางตำแหน่งที่เป็นส่วนทำหน้าที่ที่สำคัญของสมองก็อาจจะทำได้เพียงแค่ตัดเอาชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ออกมาดูโดยอาจจะใช้เข็มเท่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้พยาธิสภาพของเนื้องอกนั้น ในบางกรณีที่ไม่สามารถที่จะได้ผลพยาธิสภาพของเนื้องอกนั้น ก็อาจต้องอาศัยลักษณะอย่างอื่นในการที่จะทำนายพยาธิสภาพอันนั้น ตั้งแต่ อายุ, เพศ, ลักษณะทางรังสีวิทยา, ตำแหน่งของเนื้องอก ตลอดจนการตอบสนองของเนื้องอกนั้นด้วยการรักษาด้วยรังสี
รังสีรักษา รังสีเป็นการรักษาที่สำคัญมากในเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลาง สามารถทำให้หายขาดได้ในเนื้องอกบางชนิดหรือสามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วข้อบ่งชี้ที่จะต้องได้รังสีแก่ผู้ป่วยมีดังต่อไปนี้คือ
การใช้ยาเคมีบำบัดในเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลาง ยังค่อนข้างจะมีบทบาทน้อยในปัจจุบัน เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้
การใช้ยาหลายตัวร่วมกัน ระหว่าง CCNU, BCNU, Vincristine, procarbazine, prednisotone, teniposide, 5 FU โดยทั่วไปอัตราการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด ประมาณ 48-51% และช่วงเวลาการตอบสนองต่อยาประมาณ 3-12 เดือน
2. ใช้เป็นการรักษาเสริม ร่วมกับการผ่าตัด และการใช้รังสี ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการมีชีวิตรอดได้ในเนื้องอก ดังต่อไปนี้
ชนิดของบริเวณที่สมควรได้รับรังสี
เนื้องอกชนิด low grade
2. การให้รังสีคลุมเฉพาะบริเวณเนื้องอก และเนื้อเยื่อประสาทข้างเคียงอีก 3-4 cm ใช้กับ เนื้องอกชนิด High grade
3. การฉายรังสีคลุมทั้งสมอง และฉายเพิ่มตรงบริเวณตัวเนื้องอกให้ปริมาณรังสีสูงกว่าที่อื่น ใช้กับเนื้องอกที่ชอบกระจายไปตาม ventricular system เช่น lymphoma, germinoma
4. การฉายรังสีคลุมทั้งสมองและไขสันหลัง และฉายเพิ่มตรงบริเวณตัวเนื้องอกให้สูงกว่าบริเวณอื่น ซึ่งมีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้คือ
- medulloblastoma
ปริมาณของรังสีที่ใช้ในการรักษา
ปริมาณรังสีนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายปัจจัย ได้แก่ อายุของคนไข้, จุดประสงค์ของการรักษา, ลักษณะทางพยาธิวิทยาของเนื้องอก, ตำแหน่งของเนื้องอกโดยทั่ว ๆ ไป แล้วปริมาณรังสีสำหรับเฉพาะที่เนื้องอกมีค่าอยู่ระหว่าง 5,000-7,000 cGy ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 5-8 อาทิตย์ โดยที่ปริมาณรังสีต่อวันประมาณ 150-200 cGy
ในกรณีที่ให้รังสีทั่วโพรงกระโหลกศีรษะ ปริมาณรังสีที่ให้ประมาณ 4,000-4,500 cGy ใน ผู้ใหญ่, ในเด็กต้องลดปริมาณลงเหลือ 3,500-4,000 cGy ใน 4-5 อาทิตย์ โดยปริมาณรังสีต่อวันประมาณ 150-200 cGy สำหรับปริมาณรังสีให้แก่ไขสันหลังมีค่าประมาณ 2,500-3,500 cGy ใน 3-4 อาทิตย์ โดยปริมาณรังสีต่อวันประมาณ 150-200 cGyผลข้างเคียงจากรังสี แบ่งเป็น 3 ระยะ ตามเวลาที่เกิดอาการ คือ
1. Acute effect เกิดในช่วงระหว่างที่ได้รับรังสี หรือหลังจากได้รับรังสีแล้วไม่กี่อาทิตย์ เช่น สมองบวมมากขึ้น, ในบางรายเมื่อได้รับรังสี 2,000-4,000 cGy จะมีผมร่วงชั่วคราว และเมื่อได้รับปริมาณรังสีมากกว่า 4,000 cGy จะมีผมร่วงอย่างถาวรตรงบริเวณที่ลำรังสีผ่าน อาจจะมีผิวหนังแดงขึ้น และเป็นสะเก็ดหลุดลอกได้เมื่อปริมาณรังสีมากกว่า 5,000 cGy และเมื่อปริมาณรังสีมากกว่า 6,000 cGy ผิวหนังอาจจะเป็นแผลได้
2. Delayed acute reaction มักจะเริ่มเกิดหลังจากที่ได้รังสีครบแล้วประมาณ 2-6 อาทิตย์ และอาการอาจมีคงอยู่ได้คือ 3 เดือน มักจะมีอาการซึม, ง่วงนอน ในผุ้ป่วยบางรายอาจนอนมากคือ 20 ชั่วโมงต่อวัน และอาการเดิมของตัวเนื้องอกก็อาจจะมากขึ้นได้ สาเหตุของอาการเหล่านี้คาดว่าเกิดจาก patchy demyelination with patechial hemorrhage แต่อย่างไรก็ตามอาการต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อยลดลงเองโดยไม่ต้องอาศัยการรักษาเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามใน high grade glioma การที่อาการแย่ลงก็ต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าไม่ใช่เนื่องจากเนื้องอกโตขึ้น
3. Late reaction รังสีอาจจะก่อให้เกิด brain necrosis ได้ จากการศึกษาของ Rubin และคณะ
การรักษาเนื้องอกในโพรงกระโหลกศีรษะในเด็กอายุน้อยกว่า 2-3 ปี
เนื้องอกในกลุ่มอายุน้อยกว่า 2-3 ปี จะมีประมาณ 15-20% ของเนื้องอกในโพรงกระโหลกศีรษะเด็กทั้งหมด โดยทั่วไปพยากรณ์ของโรคก็จะแย่มาก เนื่องจากเหตุผลหลายประการคือในปัจจุบันนี้แนวโน้มของการรักษาจะเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อมีการลดผลข้างเคียงของการรักษา
ลงให้มากที่สุด และเพิ่มอัตราการอยู่รอดให้สูงที่สุด แนวของการรักษาเป็นดังนี้คือ
1. ในเนื้องอกชนิด low grade การรักษาหลักก็ยังคงเป็นการผ่าตัด และใช้รังสีในกรณีที่ เนื้องอกนั้นผ่าไม่ได้ หรือกรณีที่ผ่าออกไม่หมดและส่วนที่เหลืออยู่เริ่มโตขึ้น
2. ในเนื้องอกชนิด high grade จะเริ่มต้นรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อน ซึ่งอาจจะทำให้เนื้องอกเล็กลงหรือขนาดเท่าเดิม แต่ไม่โตขึ้นได้ประมาณ 50% และในเด็กกลุ่มนี้เมื่ออายุมากขึ้น คือมากกว่า 3 ปี จึงมาให้รังสีรักษา ซึ่งจะทำให้ผลข้างเคียงจากรังสีน้อยลง แต่ประมาณอีก 50% ของคนไข้กลุ่มนี้เนื้องอกจะโตขึ้นขณะที่ได้เคมีบำบัด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหยุดยาเคมีบำบัดและให้รังสีโดยทันทีการรักษาที่กำลังอยู่ในการวิจัย