Diagnostic Tests
เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงดังกล่าวข้างต้น
ที่ชี้บ่งว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคมะเร็งลำไส้
ควรส่งตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
1. ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่
มีวิธีการตรวจ
2
วิธีที่ตรวจหาก้อนภายในลำไส้ใหญ่ประกอบด้วย
1.1 Air
Contrast Barium Enema ร่วมกับ
Proctosigmoidoscopy
โดยปกติการทำ
Barium Enema แบบ Single-Column
จะได้ภาพไม่ชัดเจน
และไม่สามารถเห็นรอยโรคที่มีขนาดเล็กได้
โดยสามารถตรวจมะเร็งได้เพียง
59% และตรวจ Polyps
ได้ราว 40%
ของผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น26
การใช้เทคนิค
Double Contrast Barium Enema
เป็นการใส่ลมเข้าไปในลำไส้ใหญ่ร่วมกับ
Contrast Media
ทำให้เพิ่มความแม่นยำของการตรวจขึ้นจากวิธีเดิม
15-20%27
จากการศึกษาในผู้ป่วย
460 ราย
พบว่าสามารถตรวจ
Polyps ได้ตั้งแต่
40-90%28
เนื่องจากการทำ
Barium Enema
ต้องใส่ท่อที่มีลูกโป่งเข้าไปทางรูทวารหนัก
เพื่อป้องกันไม่ให้
Contrast Media
รั่วออกมาจากลำไส้ใหญ่
ทำให้บดบังบริเวณ
Rectum และ Sigmoid Colon
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้บ่อย
จึงควรทำ
Proctosigmoidoscopy ร่วมด้วย
เพื่อตรวจสอบบริเวณดังกล่าว
1.2 Colonoscopy
with Biopsy การใช้ Colonoscopy
ในการตรวจสอบหามะเร็งลำไส้-ใหญ่และ
Polyps
จะเพิ่มความแม่นยำในการตรวจมากกว่าวิธีอื่น
ๆ
โดยเฉพาะถ้าก้อนมะเร็งหรือ
Polyps
มีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
Barium Enema และ Colonoscopy
ในผู้ป่วยรายเดียวกัน
จะพบว่า Barium Enema
ให้ความไว (Sensitivity)
ในการตรวจ 67%
ในขณะที่ Colonoscopy
ตรวจ
ได้ 97%29
ประโยชน์ของ
Colonoscopy
นอกจากความไวในการตรวจมากกว่า
Barium Enema แล้ว
ยังสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิสภาพได้
และถ้าพบ Polyps
ก็สามารถทำาการรักษาด้วยการ
ตัดออก (Polypectomy)
ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เคยผ่าตัดลำไส้ใหญ่ไปแล้ว
จะมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางกายวิภาคไปจากปกติ
การทำ Barium Enema
ในบางครั้ง
แปลผลลำบากในการที่จะบอกว่าผู้ป่วยมีการกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ของโรคหรือไม่
การทำ
Colonoscopy
ในรายเช่นนี้จะมีประโยชน์มากกว่า
Barium Enema
ในการวินิจฉัยโรค
ผลเสียของ
Colonoscopy
มีหลายประการ
ประกอบด้วยเรื่องของค่าใช้จ่ายซึ่งจะแพงกว่า
Double Contrast Barium Enema
ผู้ป่วยมักจะรู้สึกทรมานจากการทำ
Colonoscopy
มากกว่าการทำ
Barium Enema
รวมทั้งแผลแทรกซ้อนของ
Endoscopy
จะมากกว่าการทำ
Barium Enema กล่าวคือ
พบการตกเลือดและการทะลุของลำไส้ใหญ่ประมาณ
0.1-0.2% จากการทำ Colonoscopy
ในขณะที่
Barium Enema พบเพียง 0.02%30-32
2. Fecal
Occult Blood Test
เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่มักจะมีเลือดออกจากผิวของก้อนมะเร็งออกมาปะปนกับอุจจาระบ่อย
ๆ
ดังนั้นการตรวจเลือดในอุจจาระจะช่วยในการตรวจมะเร็งได้
(Cancer Screening Test)
ข้อดีของการทำ
Fecal Occult Blood Test
คือทำง่าย
ราคาถูก
แต่ข้อเสียคือการตรวจวิธีนี้
มีความไว (Sensitivity)
ต่ำ
และความจำเพาะ
(Specificity) ต่ำ
เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในบางรายอาจไม่มีเลือดออกมาทางอุจจาระ
หรือมีเลือดออกเป็นครั้งคราวเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีสารอาหารหลายอย่างที่ทำให้เกิด
False Positive
ของการตรวจได้
เช่น
การรับประ-
ทานยาบางชนิด
บางครั้งเลือดออกมาจากตำแหน่งอื่นของทางเดินอาหาร
เช่น
เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร33
การรับประทานไวตามินซีมาก
ๆ
อาจทำให้เกิดผล
False Negative ได้24
หรือถ้าปริมาณเลือดที่ออกมีน้อยและกระจายไม่สม่ำเสมอในอุจจาระ
เวลาเก็บอุจจาระมาตรวจอาจตรวจไม่พบเลือดในอุจจาระ35
3. Tissue
Diagnosis
เมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จำเป็นต้องได้รับการวินิจ
ฉัยที่แน่นอนด้วยการตรวจทางพยาธิสภาพ
ซึ่งอาจทำได้โดยตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยจากลำไส้ใหญ่
และ/หรือจากบริเวณรอยโรคที่แพร่กระจาย
เช่นที่ Left Supraclavicular Lymph
Node
ขึ้นกับการพิจารณาความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละรายก่อนเริ่มการ
Staging
และการรักษา
4. Serum
Tumor Markers มี Markers 3
ชนิดที่ทำได้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
และมีประโยชน์ในการติดตามการกลับเป็นซ้ำของโรคหลังการรักษา
และเพื่อตรวจดูผลการรักษา
(Monitoring of Therapy)
ประกอบด้วย CEA36,
CA19-937, และ CA5038
5. Metastatic
Work-up
การซักประวัติและตรวจร่างกายจะช่วยชี้บ่งถึงระยะของโรคได้คร่าว
ๆ
ถ้ามีอาการทางคลีนิคที่ทำให้คิดถึงรอยโรคของการแพร่กระจาย
ควรตรวจเพิ่มเติมตามที่สงสัย
เช่น
ตรวจพบว่าตับโตควรทำ
Liver Function Test โดยเฉพาะ
Alkaline Phosphatase และ
Ultrasonography หรือ CT/MRI
ของตับเพื่อตรวจเช็คว่าผู้ป่วยมี
Liver Metastasis หรือไม่
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดกระดูกและมีค่า
Alkaline Phosphatase
สูงผิดปกติ
ควรพิจารณาทำ
Bone X-ray หรือ Bone Scan
ร่วมด้วย
ในผู้ป่วยทุกรายที่ไม่มีอาการควรทำ
Liver Function Test โดยเฉพาะ
Alkaline Phosphatase และ Chest x-ray
เพื่อตรวจดูว่ามีการแพร่กระจายของโรคมะเร็งไปที่ปอดและตับ
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบ
Metastatic Disease ได้บ่อย Abdominal
and Pelvic CT Scan
มี
ประโยชน์ในการวินิจฉัยและตรวจหาระยะของโรค
โดยเฉพาะในรายของมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วน
Rectum
|
Clinical Features |
|
|
Prognostic Factors |
|
|
Home Page |