RADIATION HAZARDS AND PROTECTION
1. Biological Effects of Ionising Radiation
เราทราบแล้วว่าเมื่อรังสีทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกาย
จะทำให้มี ionization เกิดขึ้นใน cell
เกิด hydroxyl radical เกิด
H2 O2 ทำให้ Enzyme
ที่จำเป็นแก่การมีชีวิตของเซลล์เสื่อมคุณภาพไป หรือ
สารอื่นๆ ที่จำเป็นและสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์ถูกทำลาย
หรืออาจจะเกิดการแตกหักของ
Chromosome
ซึ่งทำให้เซลล์ไม่สามารถจะแบ่งตัวและมีชีวิตอยู่ได้ EBR> การแตกหักของ chromosome
นี้ถ้าเซลล์ไม่ถูกทำลายไปก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
Gene ที่เรียกว่า Gene
Mutation ขึ้น
ร่างกายของคนเราสามารถทนต่อรังสีในจำนวนจำกัด โดยที่หน้าที่ต่างๆ ของร่างกายจะไม่เสีย
โดยปกติเราได้รับรังสีจากธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา เช่น จาก
cosmic rays จากสารเรดิโอแอคตีปส EBR> ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
แต่เป็นขนาดที่น้อยไม่ทำให้เกิดอันตรายขึ้นทันทีที่ร่างกายได้รับรังสี
เนื่องจากร่างกาย
มีการซ่อมแซมส่วนที่มีการเสียหาย Biological effect
ของรังสีจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อการทำลายมีมากกว่าการซ่อมแซม
อย่างไรก็ตามรังสีก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุของคนสั้นลง
1.1 Indirect
action
รังสีทำปฏิกริยากับ H2O ให้ free radical 3 ตัว คือ
e-aq , hydroxyl radical (OH° ) และ
hydrogen radical (H°
) สามารถทำปฏิกริยา phospholipid, amino â , sugar phosphate backbone
และ
nitrogeneous base ใน DNA ได้ organic free radical (R° )
OH° + RH R° +
H2O
1.2 Direct action
รังสีทำปฏิกริยากับ RH biological
molecule (RH) ให้ organic free radical
RH R° + H +
Free radical
ทำให้เกิด oxidative stress ภายใน cell
Oxygen
effect
O2 เสริมฤทธิ์ของ free radical ดังสมการต่อไปนี้ EBR>
O2 + e-aq O2° superoxide anion (
O2° )
O2 + H° HO2° hydroperoxy radical
(HO2° )
O2 + R° RO2° Organicperoxy radical
(RO2° )
O2° จะ oxidize โปรตีน หรือ เอนไซม์ที่มี
sulhydryl group (- SH) เป็น thiyl radical (RS) ดังสมการต่อไปนี้ EBR> O2°
+ RSH RS° + H2O2
HO2° จะรวมตัวกันเองหรือทำปฏิกริยากับ RH
ให้ H2O2 ดังสมการต่อไปนี้ EBR>
2.1.3 200-600 rems: therapy effective
- vomiting at 2 hrs after
exposure
- severe leukopenia, purpura, infection
- treatment: blood
transfusion, antibiotics
- 1 - 12 months for convalescent peroid
2.1.4
600-1000 rems: therapy promising
- vomiting at 1 hr after exposure
-
severe leukopenia, hemorrhage, infection
- epilation at 4-6 wk. after
exposure
- treatment: bone marrow transplantation
- long convalescent
peroid or dead within
2 months because of hemorrhage and infection
2.1.5
1000-5000 rems therapy palliative
- vomiting at 30 minutes after
exposure
- diarrhea, fever, disturbance of electrolyte balance
- treatment
:- maintenance of electrolyte balance
- dead with in 2 weeks because of
circulatory collapse
2.1.6 Over 5000 rems : therapy palliative
- vomiting
at 30 minutes after exposure
- convulsion, tremor, ataxia, lethargy
-
treatment :- sedatives
- dead within 2 days because of respiratory failure,
brain edema
2.2 พวกที่ได้รับรังสีขนาดน้อยและบ่อยๆ เช่น
พวกรังสีแพทย์ เทคนิเชี่ยน พยาบาล และคนงาน
ที่ทำงานเกี่ยวกับรังสีอื่น Eเช่น
Nuclear Reactor คนไข้ที่ได้รับการรักษาโรค (ไม่ใช่โรคมะเร็ง)
ด้วยรังสี
คนไข้ที่ได้รับการตรวจโรคด้วยรังสี
การได้รับรังสีในขนาดน้อยๆ บ่อยๆ เป็นระยะเวลานานนี้ไม่ทำให้ BR>
เกิดอันตรายในทันทีทันใด แต่จะทำให้เกิดอันตรายในภายหลังได้ (Late
radiation hazards)
2.2.1 Somatic
effects
- Carcinogenesis พบว่าการได้รับรังสีขนาดน้อยๆ และบ่อยๆ ทำให้เกิดเป็นมะเร็ง
ขึ้นได้ เช่น มะเร็งของผิวหนัง มะเร็งของกระดูก
มะเร็งของเม็ดโลหิตขาว อาจจะเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ BR>
รับรังสีเป็นเวลานานตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
- Life shortening ทำให้อายุสั้น
-
Bone marrow depression ทำให้เม็ดเลือดต่ำ
- Cataractogenesis ทำให้เกิด
Cataract ของเลนซ์ลูกตา
- Sterility ทำให้เป็นหมัน
- Foetus Abnormality เกิด
Abnormality ของทารกที่ได้รับรังสีขณะอยู่ในครรภ์มารดา
- Hypoplasia and Atrophy
of tissue เช่นของ Thymus gland., Thyroid gland
2.2.2 Genetic
effects
พบว่าในการทดลองกับสัตว์หลังจากได้รับ Raidation จะทำให้เกิด Gene
Mutation ขึ้น
ในพวก Generation หลัง EGene Mutation ที่เกิดขึ้นนี้เป็น Bad
Mutation แต่ในคนเป็นการยากที่จะทราบ
ว่ามี Gene Mutation
เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะจำนวนคนที่ได้รับ Radiation ในขนาดที่จะทำให้เกิด Bad
Gene
Mutation มีน้อย เมื่อเทียบกับ General population และการที่จะทราบถึง
Effect ของ Gene Mutation นี้ BR> ก็ใช้เวลานาน
ฉะนั้นในขณะนี้จึงยังบอกไม่ได้แน่นอนว่าจะเกิดมี Genetic effect
ขึ้นในคนหรือไม่ BR>
3. Radiation Protection to radiation
worker
3.1 Protection from External exposure
อาจจะทำได้โดยการสำรวจค่าปริมาณรังสีในบริเวณที่ BR> ทำงาน (Radiation survey)
และปฏิบัติตามหัวข้อต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
3.1.1 Limiting the time of
exposure พยายามให้ระยะเวลาที่ร่างกายถูกรังสีสั้นที่สุดเท่าที่ BR>
จะทำได้ โดยอาศัยความชำนาญและรวดเร็วในการทำงาน
3.1.2 Remaining Distant from
the Source
อยู่ให้ไกลจากต้นกำเนิดรังสีของรังสีให้มากที่สุด
เท่าที่จะมากได้อาศัยหลักของกฏปฏิภาคส่วนกลับที่ว่า
ปริมาณของรังสีจะน้อยลงเป็นปฏิภาคกับระยะทาง
กำลังสองที่เพิ่มขึ้น
3.1.3
Shielding โดยใช้วัตถุบางอย่างที่มีความหนาแน่น (น้ำหนัก) มาก เช่น
แท่งตะกั่ว
หรือแท่งคอนกรีตกั้นรังสีไว้เสียก่อนที่จะมาถึงตัวเรา
3.2
Protection from internal exposure
คือการป้องกันสารเรดิโอไอโซโทปส์ เข้าไปอยู่ในร่างกาย
ของเรา ซึ่งอาจจะเข้าทางปาก
ทางการหายใจ หรือผิวหนังถลอก แล้วไปสะสมอยู่ที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง
(critical
organ) หรือกระจายทั่วบริเวณ
ดังนั้นการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไอโซโทปส์ ที่ระเหยได้ต้องทำใน
Fume Hood
และระวังไม่ให้ไอโซโทปส์เปื้อนพื้น โดยการวางไอโซโทปส์ในภาชนะต่างหาก
ใช้กระดาษ
รองพื้นสำหรับวางภาชนะใส่ไอโซโทปส์ สวมเสื้อคลุมและเปลี่ยนรองเท้าเมื่อเข้าไปในห้องปฏิบัติงาน
ไอโซโทปส์
ไม่กินอาหารหรือดื่มน้ำในห้องปฏิบัติการไอโซโทปส์ BR> หมายเหตุ
ผู้ซึ่งทำงานเกี่ยวกับรังสีจะต้องติดเครื่องวัดปริมาณรังสี เช่น Film badge หรือ
Pocket dosemeter เป็นประจำในขณะทำงานเสมอ
เพื่อทราบปริมาณรังสีที่ตนได้รับ
4. Dose Limit หรือ Maximum Permissible
Dose
(MPD)
คือปริมาณของรังสีซึ่งร่างกายสามารถรับได้โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายขึ้นแก่ร่างกายของผู้ที่ทำงาน
เกี่ยวข้องกับรังสี
International Commission of Radiological Protection แนะนำไว้ว่า
ขนาดของรังสีที่ BR> ได้รับไม่ควรเกิน 80 Millirems ต่ออาทิตย์หรือ 2 rems
ต่อปี และตลอดชีวิตร่างกายไม่ควรได้รับรังสี
เกินกว่า 40 rems.
และถ้าได้รับปริมาณรังสีจากอุบัติเหตุต่ำกว่า 10 rems ก็จะไม่เกิดอันตรายใด้
EBR> ICRP ได้กำหนดไว้ว่าบุคคลทั่วไป หรือประชาชนไม่ควรได้รับรังสีเกินกว่า
1/20
ของค่า
ซึ่งกำหนดไว้สำหรับผู้ทำการเกี่ยวกับรังสี
การใช้รังสีในการรักษาโรค
หรือการวินิจฉัยโรค
ถือว่าเป็นความจำเป็นไม่นำค่าปริมาณรังสี
ที่ได้รับมาเกี่ยวข้องกับค่า
MPD
5.
วิธีการลดค่าปริมาณรังสีในการถ่ายเอกซเรยEพื่อวินิจฉัยโรค
เทคนิคของการใช้เครื่องเอกซเรย์เพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีน้อยที่สุด
มีดังต่อไปนี้คือ
-
selection of technique
- diaphragms cones and collimators
- mobile lead
screens
- lead rubber aprons and gloves
- safety factor of distance from
radiation source
- dangers of holding patients
- minimizing film
artifacts
- reducing retake
- special precaution with pregnant
patients
- quality control programme
- general shielding, gonadal
shielding
- field aperture controls
- devices and techniques to reduce
radiation exposure
- filtration
- fast screen and film
- high
kilovoltage techniques
- adequate focus-skin distance
- low mA in
fluoroscopy
- image intensification techniques
**********************