|
มะเร็งเต้านมที่ยังไม่มีการกระจายของโรค
1.
การรักษาเฉพาะที่ (Locoregional therapy)
2.
การรักษาแบบ Systemic
1.การรักษาเฉพาะที่
(locoregional therapy)
1.1
การผ่าตัดในมะเร็งเต้านมแบบลุกลามระยะแรก
คำถาม
guideline
- ในการผ่าตัดผู้ป่วยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแบบลุกลามระยะแรก
(ระยะที่1และ2) ซึ่งสามารถผ่าตัดแบบสงวน
เต้านมได้
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมกับการผ่าตัดแบบตัดเต้านม (
modified
radical mastectomy) มีอัตราการมีชีวิต
การกลับมาเป็นซ้ำและคุณภาพชีวิตต่างกันอย่างไร
- สำหรับต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ควรมีการจัดการรักษาอย่างไร
ผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมาย
- ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแบบลุกลามระยะแรก
(ระยะที่1และ2) ที่สามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านมหรือผ่าตัด
ทั้งเต้านมได้
สรุปคำแนะนำ
- ผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
ควรจะได้เลือกระหว่างการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมและการผ่าตัดแบบ
modified radical mastectomy
- การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองระดับที่1และ2
พร้อมทั้งส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วย
มะเร็งเต้านมระยะที่1และ2
- แต่สำหรับวิธีการเลาะต่อมน้ำเหลืองแบบ
sentinel lymph node biopsy อย่างเดียว
ยังมีข้อจำกัดในเรื่อง
ข้อมูลสนับสนุนว่าเพียงพอหรือไม่
แต่อย่างไรก็ตามการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ถือเป็นการรักษามาตรฐาน
ข้อกำหนด
- ไม่มีความแตกต่างในเรื่องอัตราการรอดชีวิตและการกลับเป็นซ้ำกระจายของโรคที่อวัยวะอื่นเมื่อเทียบ
ระหว่างผ่าตัดแบบสงวนเต้านมกับผ่าตัดแบบ modified radical mastectomy
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับความ
เหมาะสมของผู้ป่วย
- ผู้ป่วยแต่ละคนควรจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของแต่ละการผ่าตัด
- ผู้ป่วยต้องทราบว่าการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมจะต้องมีการเลาะต่อมน้ำเหลือง
และต้องตามด้วยการฉายแสง
- ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
จะต้องรู้ว่าหากมีการกลับเป็นซ้ำจะต้องผ่าตัดอีกครั้งและอาจจะต้อง
ตัดทั้งเต้านม
- เรื่องของคุณภาพชีวิตหลังการผ่าตัดจากหลักฐานรายงานต่างๆยังขัดแย้งกันอยู่
แต่มีบางหลักฐานที่บอกว่า
การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมผู้ป่วยจะมั่นใจในรูปร่างมากกว่าการตัดเต้านมทั้งเต้า
- การให้ยาเคมีก่อนการผ่าตัดอาจช่วยลดขนาดของก้อนทำให้ผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
Key Key Evidence
- มี
7
งานวิจัยใหญ่แบบสุ่มในผู้ป่วยอายุ 20 ปีขึ้นไป
พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในเรื่องของ
อัตราการมีชีวิตอยู่ทั้งหมด การกลับเป็นซ้ำ
การกระจายของโรคไปอวัยวะอื่น
เทียบระหว่างการผ่าตัดแบบสงวน
เต้านมกับผ่าตัดแบบ modified radical
mastectomy
- มี
6
งานวิจัยแบบสุ่มที่รายงานเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของอัตราการมีชีวิตจาก 4%
เป็น 16%ในกลุ่มที่เลาะต่อม
น้ำเหลืองที่รักแร้เทียบกับไม่เลาะ
มีการศึกษาแบบ Meta-analysis โดยนำผลจาก 6
งานวิจัยมีอัตราการมี
ชีวิตดีขึ้น 5.4% ในกลุ่มที่เลาะต่อมน้ำเหลือง
แต่อย่างไรก็ตามการรักษาโดยใช้หลายวิธีร่วมกันจะเพิ่มอัตรา
การมีชีวิตด้วย
1.2
การฉายแสงในมะเร็งเต้านมแบบลุกลามระยะแรก
คำถาม
guideline
- ควรจะฉายแสงหรือไม่ในมะเร็งเต้านมระยะแรก
(ระยะที่1และ2) หลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
(ตัดก้อนโดยไม่เหลือมะเร็งที่ขอบของก้อนร่วมกับเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้)
- วิธีการฉายแสงที่เหมาะสมมีหรือไม่
- เหตุผลที่ผ่าตัดแล้วต้องตามด้วยฉายแสงคืออะไร
- มีผู้ป่วยที่ไม่ต้องฉายแสงหลังผ่าตัดหรือไม่
ผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมาย
- ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแบบลุกลามระยะแรก
(ระยะที่1และ2) ที่ได้รับการรักษาโดยผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
สรุปคำแนะนำ
- มะเร็งเต้านมระยะแรก
(ระยะที่1และ2) หลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
(ตัดก้อนโดยไม่เหลือมะเร็งที่
ขอบของก้อน) ต้องได้รับการฉายแสงหลังผ่าตัด
- จำนวนครั้งของการฉายแสง(fractionation)
ยังไม่เคยตีพิมพ์มาก่อนและข้อบ่งชี้ในการฉายเพิ่ม(boots)
ก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด
นอกจากในงานวิจัยแล้วมีวิธีการฉายแสงที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ
- ฉายที่เต้านม
50 เกรย์ใน 25 ครั้ง
- ฉายที่เต้านม 40 เกรย์ใน 16
ครั้งร่วมกับฉายเพิ่มที่ก้อน(boots) อีก12.5 เกรย์ใน 5 ครั้ง
ซึ่งจะใช้จำนวนครั้งน้อยกว่า ปัจจุบันมีใช้ในบางสถาบัน
- หลังผ่าตัดแบบสงวนเต้านมควรเริ่มฉายแสงหลังจากแผลหายดี
และควรจะเริ่มฉายภายใน
12 สัปดาห์หลังผ่าตัด
- สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาเคมี
ควรจะเริ่มฉายแสงหลังจากให้ยาเคมีครบ
หรือฉายแสงไปพร้อมๆกับให้
ยาเคมีในกรณีที่ไม่ได้ใช้ยากลุ่ม anthracycline
Key
Evidence
- การฉายแสงที่เต้านมเปรียบเทียบกับไม่ฉายแสง
: มีงานวิจัยแบบสุ่ม 4 การศึกษาและแบบmeta-analysis
อีก 1
การศึกษาที่เปรียบเทียบระหว่างการฉายแสง ที่เต้านมกับไม่ฉายแสงหลังจากผ่าตัดแบบสงวนเต้านม พบว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการกลับเป็นโรคซ้ำเฉพาะที่
( local recurrence rates)ในกลุ่ม ที่ได้รับการฉายแสง ใน4
การศึกษามีการตรวจติดตาม
ไปประมาณ 5 ปีหรือมากกว่านั้นพบว่าค่า relative
risk ลดลงในกลุ่มที่ฉายแสงอยู่ในช่วง 73 -89%
แต่ไม่มี ความแตกต่างของอัตราการมีชีวิต (survival)ในทั้ง 2 กลุ่มจากทั้ง 5
งานวิจัย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่กลับเป็นซ้ำ (recurrent)
รับการรักษาโดยการผ่าตัดเต้านมทั้งเต้า
- จำนวนครั้งของการฉายแสง : จาก 4
งานวิจัยแบบสุ่ม (randomized trials)และ 2 งานวิจัยย้อนหลัง
ยังไม่มี
ข้อตกลงเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่เหมาะสม
- เวลาที่ควรเริ่มฉายแสง :
ยังไม่มีงานวิจัยแบบสุ่ม (randomized trials)
ที่เปรียบเทียบเรื่องช่วงเวลาระหว่าง
ผ่าตัดจนฉายแสงมี 4 งานวิจัยแบบสุ่ม
(randomized trials)
ที่เปรียบเทียบเรื่องฉายแสงกับไม่ฉายแสงหลัง จากผ่าตัดแบบสงวนเต้านม, มี 6 งานวิจัยแบบสุ่มที่เปรียบเทียบการผ่าตัดร่วมกับการฉายแสงกับผ่าตัดเต้านม ทั้งเต้าอย่างเดียว,
มี 2 การศึกษา(large cohort
studies), และมี 1 งานวิจัย (randomized
trial)
ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาโดยเปรียบเทียบการให้ยาเคมี หลังการฉายแสงกับการฉายแสงหลังให้ยาเคมีและมี
5 การศึกษา (cohort studies)
ที่ดูในเรื่องผลกระทบของ การเรียงลำดับก่อนหลังการให้ยาเคมีและฉายแสง
จากการอ้างอิงงานวิจัยทั้งหมดพบว่าช่วงเวลาระหว่างผ่าตัด และฉายแสงมากสุดคือ
12 สัปดาห์
2.การรักษาแบบ
systemic
2.1การให้ยาเคมีเสริม
(adjuvant taxane)ในมะเร็งเต้านมแบบลุกลามระยะแรก
คำถาม guideline
- เมื่อเปรียบเทียบยากลุ่มstandard
anthracycline-based regimen (เช่น doxorubicin and
cyclophosphamide
[AC], 5-fluorouracil, doxorubicin, and cyclophosphamide [FAC],
5-fluorouracil, epirubicin, and cyclophosphamide [500/100/500mg/m2] [FEC-100], or cyclophosphamide, epirubicin,
5-fluorouracil [75/60/100mg/m2] [CEF]), การให้ยา concurrent taxane-anthracycline regimen จะช่วยให้ได้ outcome
ที่ดีกว่าหรือไม่ในด้าน ของอัตราการมีชีวิตโดยไม่มีโรคและอัตราการมีชีวิตทั้งหมด (disease-free and overall survival)
- เปรียบเทียบยากลุ่ม anthracycline-based
regimenว่าการให้ taxane
ตามหลังยากลุ่ม
anthracycline regimen ทำให้ได้ outcome ที่ดีขึ้นหรือไม่
- เปรียบเทียบยากลุ่มมาตรฐาน anthracycline–taxane
regimen (3สัปดาห์),
การเปลี่ยนสูตรเป็นให้
แบบ 2 สัปดาห์จะให้ outcome ที่ดีขึ้นหรือไม่
- เปรียบเทียบยากลุ่ม anthracycline-based regimen,
ถ้าเปลี่ยนสูตรเป็น
non-anthracycline
taxane regimen จะให้ outcomeที่ดีขึ้นหรือไม่
- ข้อควรระวังเกี่ยวกับการให้ยาเสริมกลุ่ม adjuvant
taxane regimens คืออะไร
ผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมาย
- ผู้ป่วยระยะT 1-3, สามารถผ่าตัดได้,
มีการกระจายของมะเร็งมาต่อมน้ำเหลือง
สรุปคำแนะนำและKey
Evidence
สรุปคำแนะนำ
- สูตรยาเคมีที่มี taxane อยู่ใน regimen
เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาในผู้ป่วยได้แก่
- docetaxel, doxorubicin, and cyclophosphamide
(DAC) (75/50/500 mg/m2)
6 cycles ทุก 3 สัปดาห์
- doxorubicin and cyclophosphamide (AC) (60/600
mg/m2 ให้ 4 cycles
ตามด้วย
paclitaxel 4 cycles (175 mg/m2 หรือ225 mg/m2 ทุก 3 สัปดาห์
หรือให้ 175 mg/m2 ทุก 2 สัปดาห์)
- FEC-100 ให้ 3 cycles แล้วตามด้วย docetaxel
(100 mg/m2) 3 cycle
สูตรยาเหล่านี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า non–taxane-containing counterparts
(6 cycles of FAC, 4 cycles of AC, or 6 cycles of FEC-100)
- ข้อกำหนด-ยากลุ่ม Taxane-containing counterparts
ที่ใช้ร่วมกับกลุ่ม non-taxane anthracycline
(เช่น CEF) ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ (randomized clinical trials)
แต่อย่างไรก็ตามยากลุ่ม non–taxane- containing regimens ก็ยังคงใช้เป็นทางเลือกนึงของการรักษา
- การให้ยาสูตร DAC (75/50/500 mg/m2) 6 cycles ทุก
3 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพเหนือกว่า FAC
(500/50/500 mg/m2) 6 cycles ทุก 3 สัปดาห์
- จากงานวิจัย BCIRG001 ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วย 1491
คนได้รับยา DAC 6 cycles ทุก3 สัปดาห์
พบว่าอัตราการมีชีวิต disease-free survival (DFS) เพิ่มขึ้นและ overall survival
เพิ่มขึ้น ด้วยเมื่อตรวจติดตามไปประมาณ 55 เดือนเปรียบเทียบกับกลุ่ม FAC 6 cycles ทุก 3 สัปดาห์
ข้อกำหนด
-
ยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างยากลุ่ม epirubicin-based regimens เช่น
FEC-100 or CEF
กับยากลุ่ม epirubicin-containing กับ taxane, ยังไม่มีข้อมูลโดยตรงที่เปรียบเทียบระหว่าง 1)
ยากลุ่ม doxorubicin, cyclophosphamideและ taxane กับ FEC-100 หรือ CEF หรือ 2) FAC กับ FEC-100 หรือ CEF
-
จากงานวิจัยของ ECTO รายงานว่า การให้ยากลุ่ม doxorubicin ร่วมกับ
paclitaxel และตามด้วย
CMF ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยา doxorubicin อย่างเดียว ตามด้วย CMF
-
มีงานวิจัยที่เป็น meta-analysis เกี่ยวกับ DSF และ OS 5
การศึกษาเกี่ยวกับการให้ยา concurrent
anthracycline–taxane
regimens เปรียบเทียบกับ non-taxane containing counterparts
พบว่าขึ้นอยู่ กับผลข้างเคียงจากการให้ยาแบบ concurrent
- พิจารณา Sequence ของการให้ยา taxane ร่วมกับ
anthracycline-based regimen ตาม regimen
ที่ศึกษาเปรียบเทียบกับ non–anthracycline-containing counterparts
- การให้AC (60/600 mg/m2) 4 cycles ตามด้วย
paclitaxel (175 mg/m2 or 225 mg/m2)
4 cycles ทุก 3 สัปดาห์ ดีกว่าการให้ AC อย่างเดียว (60/600 mg/m2) 4 cycles ทุก 3 สัปดาห์
- การให้FEC-100 3 cycles ตามด้วย docetaxel (100
mg/m2) 3 cycles ดีกว่าการให้ FEC-
100 อย่างเดียว 6 cycles
- สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายที่กล่าวมาข้างต้นควรพิจารณาให้ยาแบบ
dose-dense therapyโดยให้
doxorubicin และ cyclophosphamide แล้วตามด้วย paclitaxel ในทางปฎิบัติการให้
ACแล้วตาม ด้วย T ใช้กันมากเนื่องจากใช้เวลาสั้น
- การให้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด G-CSF
ตั้งแต่วันที่ 3 จนถึงวันที่ 10
ของแต่ละ cycle รวมแล้ว
ประมาณ 7 วัน โดยให้ dose 5 μg/kg, total
doseประมาณ 300 μg or 480 μg ควรให้ร่วมกับ AC 4 cycle ทุก 2 สัปดาห์
เพื่อป้องกันเม็ดเลือดขาวต่ำ (neutropenia)
- การให้ยากลุ่ม DC (75/600 mg/m2) 4 cycles ทุก 3
สัปดาห์ ดีกว่า AC 4
cycles ทุก 3 สัปดาห์
(60,600 mg/m2) ในอเมริกามี 9735 งานวิจัยที่เพิ่ม
DFSในกลุ่มที่ได้ DC เทียบกับ AC, แต่ OS ไม่ต่างกัน
- การให้ยากระตุ้นเม็ดเลือดเพื่อป้องกันในกลุ่มที่ได้
concurrent
anthracycline/taxane regimens
ผู้ป่วยที่ได้รับ adjuvant
anthracycline–taxane regimen ควรจะ monitor เรื่อง febrile neutropenia
ขณะที่ได้ DAC ยา G-CSF ควรให้ต่อจาก docetaxel infusions
- ผู้ที่ได้ taxane regimen ควรจะ monitor
ผลข้างเคียงอื่นด้วยได้แก่
ท้องเสีย, stomatitis, ประจำเดือน
ขาด, asthenia, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ,
paresthesia, เม็ดเลือดขาวต่ำ (มีงานวิจัยเปรียบเทียบระหว่าง concurrent
taxane-anthracycline กับ non-taxane anthracycline
พบว่าผลข้างเคียงเกี่ยวกับ ระบบเลือดและ febrile neutropeniaพบมากในกลุ่ม
taxane-containing
2.2การรักษาแบบadjuvant
systemicในผู้ป่วยต่อมน้ำเหลือง negative
สรุป
ทางเลือกในการรักษา
- วัยก่อนและหลังหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำน้อย
(ขนาดน้อยกว่า 2 ซม., well-
differentiated และปัจจัยอื่นมีแนวโน้มดีทั้งหมด หรือขนาดน้อยกว่า 1 ซม., เป็น intermediate grade
และปัจจัยอื่นมีแนวโน้มดีทั้งหมด –ไม่จำเป็นต้องได้รับ adjuvant systemic treatment
- วัยก่อนหมดประจำเดือน (อายุน้อยกว่า 50 ปี)
มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำปานกลาง (ขนาดก้อน
1-3ซม. และเป็น
intermediate grade หรือ 2-3 ซม. และ and well-differentiated) และมี
estrogen-receptor เป็นบวกควรจะให้ยา tamoxifen
สำหรับการให้ยาเคมีร่วมกับยา tamoxifen อาจจะให้ประโยชน์มากกว่าการให้
tamoxifen อย่างเดียว ขึ้นกับการตัดสินใจและแต่ละสถาบัน
- วัยก่อนหมดประจำเดือน (อายุมากกว่า 50 ปี)
มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำสูง (ขนาดมากกว่า 3 ซม.
หรือขนาดน้อยกว่า 1
ซม. ร่วมกับ estrogen-receptor เป็นลบ,
estrogen-receptor-lymphatic/ vascular invasion ควรจะให้ยาเคมี
ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าจะให้tamoxifenหรือยาเคมีก่อนใน ผู้ป่วยกลุ่มนี้
ถ้าหากผู้ป่วยปฏิเสธยาเคมีและมี estrogen-receptorเป็นบวก การให้
tamoxifen อาจจะพิจารณา ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอของกลุ่มที่ก้อนขนาดน้อยกว่า
1 ซม. แต่เป็นgrade III, estrogen-receptor เป็นลบ, lymphatic/vascular
invasion)
- วัยหมดประจำเดือน (อายุมากกว่า 50 ปี)
มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำสูง
(ขนาดมากกว่า 3ซม. หรือ
ขนาดน้อยกว่า 1 ซม.ร่วมกับ high grade หรือมี
lymphatic/vascular invasion) และมี estrogen- receptor เป็นบวก ควรให้ยา
tamoxifen ร่วมกับยาเคมี สำหรับข้อดี
ข้อเสียของยาเคมีควรจะพูดคุย กับผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยปฎิเสธยาเคมี การให้
tamoxifen อย่างเดียวควรพิจารณาวัยหมดประจำเดือนและมี ความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำสูง และมี
estrogen-receptor เป็นลบ ควรจะพิจารณาให้ยาเคมี
- วัยหมดประจำเดือน (อายุมากกว่า 50 ปี)
มีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำปานกลาง (ขนาดก้อน 1-3 ซม.
และเป็น
intermediate grade หรือ 2-3 ซม. และ well-differentiated)
ร่วมกับestrogen-receptor เป็นบวกควรจะได้รับ tamoxifen
การให้ยาเคมีร่วมกับ tamoxifen ดีกว่าการให้ tamoxifen
อย่างเดียว ขึ้นกับการตัดสินใจและแต่ละสถาบัน
- ควรให้ tamoxifen แบบกิน 20 mg วันละครั้ง
เป็นเวลา 5 ปี
- สูตรของยาเคมี : cyclophosphamide
(แบบกิน)/methotrexate/fluorouracilให้ 6 cycles หรือ
doxorubicin/cyclophosphamide 4 cycles
- เกี่ยวกับการตัดสินใจในผู้ป่วยที่ต่อมน้ำเหลืองเป็นลบ
(node-negative)
ควรจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มยา
เคมีต่างๆแก่ผู้ป่วย,โอกาสของการเกิดเป็นโรคซ้ำถ้าไม่ได้รักษา,ประสิทธิภาพของยาและผลข้างเคียง
2.3บทบาทของการให้ยาต้านฮอร์โมน
(aromatase inhibitor) ในการรักษาเสริม (adjuvant
therapy)สำหรับผู้ป่วยวัยหมด
ประจำเดือนและมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก (hormone receptor positive)
- คำแนะนำสำหรับทางเลือกในการรักษาของผู้ป่วยวัยหมดประจำเดือนและมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก
- การให้ Adjuvant tamoxifen (20 มก./วันเป็นเวลา
5 ปี) เป็นทางเลือกหนึ่งที่แนะนำในผู้ป่วยที่มี
ตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก, เป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก (early stage)
- การให้ Adjuvant anastrozole (1
มก./วันเป็นเวลา 5 ปี) หรือ letrozole
(2.5 มก./วัน เป็นเวลา 5 ปี)
เป็นทางเลือกหนึ่งที่เปลี่ยนจากการให้
adjuvant tamoxifen 5 ปี
- การให้ Adjuvant tamoxifen (20 mg เป็นเวลา 2-3
ปี)
แล้วตามด้วยการเปลี่ยนยาเป็น adjuvant
exemestane (25 mg
ทุกวันจนครบทั้งหมด 5 ปี) หรือให้ adjuvant anastrozole (1 mg
ทุกวัน ครบทั้งหมด 5 ปี)เป็นทางเลือกหนึ่งที่เปลี่ยนจากการให้ adjuvant
tamoxifen 5 ปี
- การให้ Adjuvant letrozole (2.5
มก./วันเป็นเวลา 5 ปี) ควรพิจารณาในผู้ป่วยที่ได้ adjuvant
tamoxifen ครบ
5 ปีแล้วในผู้ป่วยที่ได้ยา aromatase inhibitors
ควรตรวจติดตามความหนาแน่น ของมวลกระดูก (bone mineral density)
- สำหรับการใช้ยา aromatase inhibitorsใน HER2
เป็นบวก (positive) ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัย
ในปัจจุบันนี้
2.4บทบาทของการให้ยา taxanes
ก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant CMT)
สำหรับมะเร็งเต้านมที่ยังไม่มีการแพร่กระจายของโรค
สรุปคำแนะนำ
- การให้ยาเคมีก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant)
กลุ่ม5-fluorouracil, doxorubicin, and cyclophosphamide
(FAC) หรือ doxorubicin and cyclophosphamide (AC)
ในมะเร็งเต้านมที่ยังไม่มีการแพร่กระจายของโรค, การให้ neoadjuvant taxane (paclitaxel or docetaxel) ควรจะพิจารณาให้
จากงานวิจัยต่างๆควรให้สูตรยา ดังต่อไปนี้
- Paclitaxel (80 mg/m2), สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา
12 สัปดาห์ก่อนให้ยากลุ่ม
anthracycline-based regimen
- Docetaxel (100 mg/m2), ให้ทุก 3 สัปดาห์รวม 4
cycles ตามด้วยยากลุ่ม
anthracycline-based regimen
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับการให้
taxane ตัวเดียวว่าเหนือกว่ายา neoadjuvant กลุ่มอื่นๆ
2.5บทบาทของการให้ยา trastuzumab
ในการรักษาเสริม(adjuvant) และให้ก่อนผ่าตัด(neoadjuvant)ในผู้ป่วย
ที่ตรวจ HER2 positive
สรุปคำแนะนำ
- ยา Trastuzumab ควรจะให้เป็นเวลา 1 ปี
ในผู้ป่วยที่ HER2-positive, ต่อมน้ำเหลือง positive หรือ negative,
ก้อนขนาดมากกว่า 1 cm และกรณีที่ได้รับยาก่อนผ่าตัด (neoadjuvant CMT) ยา Trastuzumab
ควรให้หลัง จากให้ยาเคมี
- ในงานวิจัย Herceptin Adjuvant (HERA)
trial-เมื่อเพิ่มยาTrastuzumab
ตามหลังยา(neo)adjuvant CMT
พบว่าดีกว่าการให้ยาเคมีอย่างเดียว
(เพิ่มในรูปของ disease-free survival และ distant-disease-free survival)
- จากการวิเคราะห์ร่วมกันของงานวิจัย National
Surgical Adjuvant Breast and
Bowel Project (NSABP)
และ North Central Cancer Treatment Group (NCCTG)
พบว่าการให้ยาTrastuzumab 1 ปีร่วมกับการให้ยา เคมีกลุ่ม paclitaxel
(concurrent) ตามหลังยาเคมีกลุ่ม adjuvant doxorubicin และ
cyclophosphamide ดีกว่า กลุ่มที่ไม่ได้ Trastuzumabในด้านDFS และ overall
survival (OS)
|