Ductal carcinoma in situ

หลักในการรักษา Ductal carcinoma in situ

คำถาม guideline

  • การผ่าตัดแบบใดที่เพียงพอสำหรับมะเร็งเต้านมระยะ DCIS (Ductal carcinoma in situ)
  • ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ DCIS หลังจากผ่าตัดสงวนเต้านม(ตัดเฉพาะก้อนโดยมีขอบเขตรอบก้อนที่เพียงพอ)
    จำเป็นต้องฉายแสงหรือไม่
  • ยาต้านฮอร์โมนเพศหญิง tamoxifen มีบทบาทในการรักษา DCIS อย่างไร

ผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมาย

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ DCIS

สรุปคำแนะนำและ Key Evidence

    1. การผ่าตัด

    • ผู้ป่วยDCIS ซึ่งสามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านมได้ ควรจะเลือกผ่าตัดแบบสงวนเต้านมหรือ
      ผ่าตัดทั้งเต้านม
    • การผ่าตัดเต้านมทั้งเต้าร่วมกับผ่าตัดเสริมเต้านม (reconstruction) เป็นทางเลือกหนึ่งของ
      ผู้ป่วยที่ต้องการให้มีการควบคุมของโรคที่ดีกว่า
    • ปัจจุบันนี้ยังไม่มีงานวิจัยแบบสุ่มที่ศึกษาเปรียบเทียบผ่าตัดทั้งเต้านมกับผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
      ในผู้ป่วยDCIS  มีงานวิจัยของต่างประเทศ - The National Surgical Adjuvant Breast
      Project (NSABP) B-06 trial ศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแบบ invasive แต่อย่างไรก็ตาม
      จำนวนของผู้ป่วยในการศึกษาที่มีผลพยาธิสภาพเป็นเฉพาะ DCISมีน้อย และจากการวิเคราะห์
      ผู้ป่วยกลุ่ม DCIS พบว่ามีอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคเฉพาะที่สูงในผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบสงวน
      เต้านมอย่างเดียว (9/21; 43%), เปรียบเทียบกับการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม ร่วมกับการฉายแสง
      (2/27; 7%) หรือผ่าตัดทั้งเต้านม
นอกจากนี้มีการศึกษาแบบ meta analyses 2 การศึกษา( non-randomized trials ) ซึ่งพบว่ามีอัตราการ
กลับเป็นซ้ำของโรคเฉพาะที่สูงในผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบสงวนเต้านมเทียบกับผ่าตัดทั้งเต้านม มีเพียงหนึ่งรายงาน
ที่พบว่าอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคเฉพาะที่ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยที่รักษาโดยการผ่าตัด
แบบสงวนเต้านม ร่วมกับการฉายแสงเทียบกับการผ่าตัดทั้งเต้านม
ปัจจุบันนี้ได้มีรายงานออกมาว่าอัตราการมีชีวิตอยู่ไม่ได้ต่างกัน ดังนั้นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม
ในต่างประเทศแนะนำให้ผ่าตัดแบบสงวนเต้านมตามด้วยการฉายแสง

ข้อกำหนด

- การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมจะต้องตัดตัวก้อนออกและมีขอบโดยรอบอย่างพอเพียง
- การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมผ่าตัดเสริมเต้านม (reconstruction) แนะนำในกรณีที่ก้อนขนาดใหญ่
ทำให้การผ่าตัดแบบสงวนเต้านมออกมาไม่สวยงามได้

    2. การฉายแสง

- ผู้ป่วย DCIS ที่รับการรักษาโดยการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมแล้วจำเป็นต้องรับการฉายแสงเสริมหรือไม่
- มีงานวิจัยแบบสุ่มเกี่ยวกับการฉายแสงหลังผ่าตัดเทียบกับไม่ฉาย ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงการกลับเป็นโรคต่ำ
ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา ในระหว่างที่รอผลการศึกษาควรจะส่งผู้ป่วยพบแพทย์เฉพาะทางรังสีรักษาและ
มะเร็งวิทยา เพื่อวิเคราะห์เรื่องการฉายแสง ประโยชน์และผลข้างเคียงจากการฉายแสง
- มี 3 การวิจัยแบบสุ่มที่ศึกษาบทบาทของการฉายแสงหลังผ่าตัดแบบสงวนเต้านมในผู้ป่วย DCIS พบว่า
ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องของการกระจายไปอวัยวะอื่นและอัตราการมีชีวิต

    3. ยาต้านฮอร์โมนเพศหญิง Tamoxifen

- ในขณะที่มีบางหลักฐานที่ยืนยันว่ายา  tamoxifen มีประสิทธิภาพในการลดการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง
ของเต้านมข้างเดียวกันและข้างตรงข้าม แต่ผลประโยชน์จริงๆมีน้อยและจากหลักฐานยังโต้แย้งกันอยู่
- ผู้ป่วยควรจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับการให้ยา tamoxifen 5ปี ผลข้างเคียงและประโยชน์จากยา
- มี 2 งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการให้และไม่ให้ยา tamoxifen ในผู้ป่วย DCIS  ที่รักษาโดยการผ่าตัด
แบบสงวนเต้านมตามด้วยการฉายแสง พบว่างานวิจัยแรกอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมด้านเดียวกันและด้าน
ตรงข้ามลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่ได้ยา tamoxifen เทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก  ส่วนอีกงานวิจัยพบว่า
อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมด้านเดียวกันและด้านตรงข้ามไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อกำหนด

- จากงานวิจัยแบบสุ่มเมื่อวิเคราะห์ย่อยเป็นกลุ่มเล็กพบว่ายา tamoxifen มีประโยชน์ในกลุ่มที่ตัวรับ
ฮอร์โมนเป็นบวก ดังนั้นควรพิจารณาตรวจตัวรับฮอร์โมน (hormone receptor) ประกอบการตัดสินใจใช้
ยา tamoxifen
- จากงานวิจัยแบบสุ่มพบว่า ผู้ป่วยที่จะได้ประโยชน์จากการใช้ยา tamoxifen สูงเมื่อเทียบกับอัตรา
เสี่ยง ได้แก่ผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 50ปี, ผ่าตัดมะเร็งมะเร็งที่ขอบออกไม่หมดและปฎิเสธการผ่าตัดซ้ำ ผู้ป่วย
ที่มีข้อห้ามของการฉายแสง หรือผู้ป่วยที่ปฎิเสธการรักษา ไม่ผ่าตัด ควรจะพิจารณาการใช้ยา tamoxifen







ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน