แนวทางในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก
ในปี ค.ศ.
2002 American Cancer
Society ได้จัดประชุมร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ที่ดูแลด้านสุขภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ American
College of Obstetricians and Gynecologists, American Society of Colposcopy and Cervical Pathology
(ASCCP), American Social Health Association เป็นต้น ได้ข้อสรุปดังนี้
1. ควรเริ่มการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก
ในสตรีภายหลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 3 ปี หรือเมื่อมีอายุครบ 21 ปี
2. ระยะห่างของการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก ถ้าเป็นการตรวจด้วย
conventional Pap smear ควรทำทุกปี แต่ถ้าตรวจด้วย
liquid-based cytology ควรตรวจทุก 2 ปี
3. ถ้าผลการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง
และสตรีนั้นไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ต่อการเกิดมะเร็ง ปากมดลูก เช่น ประวัติเคยได้รับ diethylstilbestrol (DES) ตั้งแต่อยู่ในครรภ์, มีการติดเชื้อ HIV
หรือมีภูมิต้านทานบกพร่อง จากการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือได้รับยาเคมีบำบัด,
สูบบุหรี่, มีคู่นอนหลายคน,
มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นต้น
อาจจะเว้นระยะ ห่างของการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นทุก 2-3 ปี
4. ในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น
ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ, รับยาเคมีบำบัด, รับยา steroid
อย่างต่อเนื่องหรือติดเชื้อ HIV ควรได้รับการตรวจปีละ 2 ครั้งในปีแรก หลังจากนั้นปีละ 1 ครั้ง
5.
ผู้ที่ได้รับการตัดมดลูกแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจมะเร็งปากมดลูก
ยกเว้นผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CIN 2/3 หรือ ผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก กรณีดังกล่าวยังได้รับการตรวจภายในอีกอย่างน้อย 10 ปี
การเตรียมตัวก่อนรับการตรวจ
-
ต้องไม่มีการตรวจภายในมาก่อน 24
ชั่วโมง
-
ไม่มีการเหน็บยาในช่องคลอดมาก่อน
48 ชั่วโมง
-
ห้ามล้างหรือทำความสะอาดภายในช่องคลอดมาก่อน
24 ชั่วโมง
วิธีการตรวจ
Pap smear technique
-
ใส่ปลายแหลมของ Modified Ayre
Spatula เข้าในรูปากมดลูก
-
ดันส่วนโค้งของ Spatula ชิดปากมดลูก
-
หมุน Spatula ด้วยแรงกด
จนคิดว่าได้เซลล์จากทุกจุดในบริเวณปากมดลูกทั้งข้างนอกและใน
-
ป้ายลงบนแผ่นกระจกโดยวางขนาน
-
ค่อย ๆ ลาก Spatula
ไปปลายใสของแผ่นกระจก ป้านไปทางเดียว
-
ทำอย่างรวดเร็วและเกลี่ยให้บาง
-
แช่ในขวดน้ำยา Alcohol
|