|
1. การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม
เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด
สามารถลด
อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้
เป็นการตรวจเอกซเรย์เต้านมโดยใช้เครื่องมือเฉพาะ
กดเต้านมให้แบนราบมากที่สุดและถ่ายภาพเต้านมข้างละ 2 ท่า
อาจมีการทำอัลตราซาวด์เพิ่ม
เพื่อช่วยในการวินิจฉัยหรือยืนยันว่าสิ่งที่พบผิดปกติในแมมโมแกรม
ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัย
มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
แนะนำให้สตรีอายุ 40 ปี ขึ้นไปตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี
สตรีที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าสตรีทั่วไป
ได้แก่
-
มีประวัติมะเร็งเต้านมและ/หรือมะเร็งรังไข่ในครอบครัว
โดยเฉพาะในญาติสายตรง
ได้แก่ ยาย มารดา
พี่สาวหรือน้องสาว
และจะมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นถ้าญาติเหล่านี้เป็นก่อน
อายุ 50 ปี
หรือมีญาติเป็นกัน หลายคน เคยได้รับการฉายแสงบริเวณหน้าอก
โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งตั้งแต่อายุน้อย
-
เคยได้รับการเจาะชิ้นเนื้อหรือผ่าตัดเต้านมแล้วเป็น Lobular
carcinoma in situ หรือ
Atypical ductal hyperplasia
-
มีประวัติมะเร็งเต้านมในเต้านมอีกข้าง
- สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์มีบุตร
หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี
-
ผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเสริมทดแทนในวัยทองเป็นเวลานานกว่า 5 ปี
สตรีที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมดังกล่าวนี้ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมทุกปีเพราะ
ชนิดของมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีการตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศหญิง
การได้รับฮอร์โมนเสริม
อาจทำให้มะเร็งที่ซ่อนอยู่โตเร็วขึ้น
ดังนั้นจึงควรตรวจแมมโมแกรมทุกปี ช่วงเวลาที่เหมาะสม
ที่สุดสำหรับการตรวจแมมโมแกรมคือ
7-14 วัน หลังหมดประจำเดือนเพราะช่วงนี้ฮอร์โมนใน
ร่างกายเริ่มลดลง
ทำให้เต้านมไม่คัดตึง เวลาใช้แผ่นกดขณะตรวจแมมโมแกรมก็ไม่เจ็บ
บางรายที่มีก้อนเนื้องอกธรรมดาหรือถุงน้ำ (ซีสต์)
ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เล็กน้อยหรือ
อาจมีถุงน้ำเพิ่มขึ้นเมื่อใกล้มีประจำเดือนเนื่องจากมีฮอร์โมนมากระตุ้นก็อาจยุบลงไปได้เอง
การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม
อาจมี ผลลบลวง
คือ มีสิ่งผิดปกติแต่แมมโมแกรม
ตรวจไม่พบความผิดปกติ
ส่งผลให้การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมล่าช้าออกไป ผลลบลวงพบได้
4-34%
แต่ถ้ามีการตรวจอัลตร้าซาวด์ร่วมด้วยมีรายงานว่าผลลบลวงเหลือเพียง 2-3%
การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม
อาจมีผลบวกลวง คือ ไม่มีความผิดปกติ แต่
แมมโมแกรมบอกว่าผิดปกติ พบได้ 3-6%
ผลบวกลวงทำให้ต้องมาติดตามผลระยะสั้น เช่น
ตรวจแมมโมแกรมและหรืออัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน หรือต้องเจาะตรวจ/
ผ่าตัดตรวจชิ้นเนื้อ
โดยไม่จำเป็น
การรายงานผลแมมโมแกรม
จะใช้แนวทางการแปลงผลที่เรียกว่า BI-RADS (Breast
Imaging Reporting and data system)
ซึ่งเสนอโดยสมาคมรังสีแพทย์อเมริกัน จะแบ่งเป็น
Category 0 -
ยังรายงานผลแน่นอนไม่ได้
ต้องการเปรียบเทียบกับแมมโมแกรม
ครั้งก่อน หรือต้องการการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม
เช่น อัลตร้าซาวด์
Category
1 - ไม่พบความผิดปกติใด
Category
2 -
มีสิ่งตรวจพบแต่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น
หินปูนชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง
สำหรับ Category 1 และ 2
แนะนำให้มาตรวจแมมโมแกรมในอีก 1
ปีถัดไป
Category
3 -
สิ่งที่ตรวจพบน่าจะไม่ใช่มะเร็ง
(โอกาสเป็นมะเร็งไม่เกิน 2%) กรณีนี้
แนะนำให้มาตรวจแมมโมแกรมในอีก 6 เดือน
เพื่อติดตามผล
Category
4 -
สิ่งที่ตรวจพบไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
จำเป็นต้องเจาะ
ชิ้นเนื้อ หรือ
ผ่าตัดเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบัน
Category 4 ยังไม่แยกเป็น 4A, 4B
และ 4C
ตามความสงสัยมาก-น้อยว่าจะเป็นมะเร็ง
Category
5 -
ความผิดปกติที่พบสงสัยอย่างยิ่งว่าเป็นมะเร็งเต้านม
(โอกาสเป็น
มะเร็งเต้านมมากกว่าหรือเท่ากับ 95%)
กรณีนี้ต้องทำการเจาะชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน
Category 6 -
ได้รับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่ระหว่าง
การรักษา เช่น ให้เคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด
แพทย์ส่งตรวจแมมโมแกรมเพื่อประเมินการตอบ
สนองต่อยาเคม หรือวางแผนผ่าตัด
เป็นต้น
2.
การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการตรวจเต้านม
| - |
|
สมาคมโรคมะเร็งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้สตรีอายุ
20-39 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจ |
|
|
เต้านมอย่างน้อยทุก
3 ปี ส่วนสตรีอายุ 40 ปี และ 40 ปีขึ้นไปให้ตรวจทุก 1 ปี |
| - |
|
สำหรับประเทศไทยแนะนำให้เริ่มตรวจเต้านมโดยแพทย์และบุคลากรทาง |
|
|
การแพทย์
เมื่ออายุ 40 ปี และตรวจทุก 1 ปี |
| - |
|
การตรวจเต้านมโดยแพทย์เมื่อใช้ร่วมกับแมมโมแกรมจะช่วยเพิ่มความไวและความ |
|
|
ถูกต้องในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมมากกว่าการใช้แมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว |
3. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
| - |
|
การตรวจเต้านมด้วยตนเองจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้ตรวจต้องทราบวิธีการตรวจ |
|
|
ที่ถูกต้อง |
| - |
|
แนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมสำหรับสตรีไทยโดยสถาบันมะเร็ง |
|
|
แห่งชาติ
ยังแนะนำให้สตรีไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุก 1 เดือน |
4. การตรวจเต้านมด้วย MRI (ภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เนื่องจากการตรวจ MRI มีราคาแพง ปัจจุบันแนะนำให้ทำ MRI ร่วมกับแมมโมแกรม เฉพาะในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติของยีน BRCA ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปหรือ เคยมีประวัติได้รับการฉายรังสีปริมาณสูงบริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุน้อย สรุปแนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมสำหรับสตรีไทย
| - |
|
การทำแมมโมแกรม
โดยแนะนำให้เริ่มทำตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยทำทุก 1 ปี |
| - |
|
การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการอบรมด้าน |
|
|
การตรวจเต้านมแนะนำให้
เริ่มเมื่ออายุ 40 ปี โดยตรวจทุก 1 ปี |
| - |
|
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป |
|
|
โดยตรวจทุกเดือน |
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง

ภาพ MRI เต้านม

ภาพวิธีทำแมมโมแกรม 
ภาพแมมโมแกรม 
|