บทบาทของการฉายรังสีรักษาโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง

การใช้รังสีเพื่อรักษาโรคเริ่มใช้อย่างกว้างขวางภายหลังการค้นพบรังสีเอ็กซเรย์เมื่อปี ค.ศ.1895 โดยเฉพาะการรักษาโรคมะเร็ง

ชนิดต่างๆ ส่วนโรคที่ไม่ใช่มะเร็งมีรายงานการใช้ครั้งแรกโดย ศาสตราจารย์ฟรอยด์เพื่อรักษาไฝที่ผิวหนังหลังจากนั้นก็มีการศึกษาเกี่ยวกับ

การ ใช้รังสีรักษาโรคที่ไม่ใช่มะเร็งตามมาอีกหลายโรคด้วยกัน

บทบาทรังสีรักษาในโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น การฉายรังสีปริมาณน้อยๆ ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกเพื่อป้องกันภาวะกระดูกงอก

ผิดปกติ (Heterotopic ossification : HO) , รักษาภาวะตาโปนในผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ, ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของแผลเป็นนูน

(Keloid), การวางแร่กัมมันตรังสีเพื่อรักษาต้อเนื้อ และการใช้รังสีปริมาณสูงเพียงครั้งเดียว (stereotactic radiosurgery) เพื่อรักษา

ภาวะกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติ (Arteriovenous malformations)

ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี

ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันในแต่ละโรคและผู้ป่วยแต่ละคนโดยขึ้นอยู่กับ อวัยวะที่ได้รับรังสี

ซึ่งทนต่อปริมาณรังสีได้ไม่เท่ากัน, ปริมาตรของอวัยวะที่โดนรังสี, ปริมาณรังสี และปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละคน แต่มักไม่พบในผู้ป่วยที่ใช้

การฉายรังสีรักษาโรคที่ไม่ใช่โรคมะเร็งเนื่องจากใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่ามาก

บทบาทของรังสีรักษาในโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง

1. ภาวะกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติ (Arteriovenous malformations)

ภาวะกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติในสมองเป็นภาวะผิดปกติแต่กำเนิดที่มีการสร้างกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติเชื่อมเส้นเลือดแดงและเส้น

เลือดดำโดยไม่ผ่านระบบเส้นเลือดฝอย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกประมาณ 2-3% ต่อปีและมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ

10% ในครั้งแรกที่มีภาวะเลือดออกและสูงขึ้นในครั้งต่อๆ มา

ทางเลือกในการรักษาภาวะกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติมีหลายวิธี ดังนี้ การสังเกตุอาการและตรวจติดตามเป็นระยะ, การผ่าตัด, การอุด

หลอดเลือด (endovascular embolization) หรือการใช้รังสีปริมาณสูงเพียงครั้งเดียว (stereotactic radiosurgery)

การเลือกใช้รังสีปริมาณสูงเพียงครั้งเดียว (stereotactic radiosurgery) ขึ้นอยู่กับอายุ, ประวัติภาวะเลือดออกในสมอง, โรค

ประจำตัวของผู้ป่วย, ตำแหน่งของกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติ และขนาดต้องไม่เกิน 3 เซนติเมตร หลังจากการฉายรังสีกลุ่มเส้นเลือดผิดปกติ

จะค่อยๆ ตีบและตันในที่สุดซึ่งใช้เวลา 3 ปีหลังจากฉายรังสี ระหว่างนี้ผู้ป่วยก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเลือดออกได้ ความสำเร็จใน

การรักษาอยู่ที่ 60-90% และอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างต่ำเนื่องจากฉายรังสีในปริมาณน้อย

2. แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)

แผลเป็นคีลอยด์ คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อการซ่อมแซมภายหลังจากผิวหนังได้รับบาดเจ็บโดยการสร้างคอลลาเจน และ

เส้นเลือดฝอยมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดตามหลังการผ่าตัด, แผลไฟไหม้, อุบัติเหตุ, การอักเสบ, ปฏิกิริยาจากสิ่งแปลกปลอม, ภาวะฮอร์โมนต์

ที่ผิดปกติ หรืออาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุได้ ทำให้เกิดแผลเป็นนูนและอาจจะรู้สึกคันหรือเจ็บได้ในผู้ป่วยบางราย แต่โดยทั่วไปจะไม่

รู้สึกเจ็บปวด

การรักษาแผลเป็นคีลอยด์มีหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัด, การฉายรังสี, การรัดแผลเป็นคีลอยด์, การประคบด้วยไฮโดรเจนเหลว,

การฉีดยาเสตียรอยด์เฉพาะจุด, การฉีดยาอินเตอร์เฟียรอน (Interferon), การให้ยาเคมีบำบัด, การทาซิลิโคน หรือ การยิงเลเซอร์ขึ้นอยู่

กับปัจจัยต่างๆ คือ ขนาด, ตำแหน่ง, ความลึกของแผลเป็นคีลอยด์, อายุของผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีวิธี

ที่เป็นมาตรฐานในการรักษาโรคนี้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก

การฉายรังสีภายหลังการรักษาด้วยการผ่าตัดช่วยให้มีความสำเร็จในการรักษาประมาณ 75-90% และสามารถลดอัตราการกลับ

มาเป็นซ้ำเหลือ 12.5-32% ภายใน 2 ปีหลังการรักษา ซึ่งถือเป็นวิธีการรักษาที่ให้ผลดีที่สุด ส่วนผลข้างเคียงจากการรักษา คือ ผิวหนังสี

คล้ำขึ้น, คัน และเป็นผื่นแดงได้ ผู้ป่วยที่มีแผลเป็นคีลอยด์อยู่แล้วไม่สามารถฉายรังสีให้ยุบไปได้ แต่จะต้องทำการผ่าตัดแผลเป็นออก

ก่อนแล้วรับการฉายรังสีภายใน 1 สัปดาห์ จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดคีลอยด์ได้สูงสุด โดยปกติจะฉายรังสีประมาณ 3 ครั้ง

(ครั้งละ 2 นาที) ใน 3 วัน

3. การรักษาภาวะตาโปนในโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Graves’ ophthalmopathy)

ภาวะตาโปนในโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ

และเนื่อเยื่อรอบๆ ลูกตา โดยมักพบในผู้หญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดในผู้ป่วยที่มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงแต่ก็สามารถพบ

ในผู้ป่วยที่มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำหรือปกติได้ ภาวะนี้อาจรุนแรงทำให้เกิดการทำลายของกล้ามเนื้อรอบลูกตาหรือกดทับเส้นประสาท

การมองเห็นได้

การรักษาภาวะนี้ทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น ยา, การผ่าตัดเพื่อลดการกดทับเส้นประสาทการมองเห็น, การฉายรังสี หรือใช้หลาย

วิธีร่วมกัน ในช่วงแรกรักษาโดยใช้เสตียร์รอยด์ขนาดสูงเพื่อลดอาการบวมซึ่งให้ผลเป็นที่น่าพอใจประมาณ 60% ของผู้ป่วย การผ่าตัด

เป็นวิธีที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะตาโปนหรือการมองเห็นแย่ลงอย่างรุนแรง และเมื่อเกิดภาวะตาโปนที่รุนแรงควรมีการควบคุมระดับฮอร์โมน

ไทรอยด์ด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ หรือการกลืนน้ำแร่ไอโอดีนรังสี (I-131 treatment) ควบคู่ไปกับการรักษาภาวะตาโปนด้วย

การฉายรังสีพิจารณาให้ในกรณีที่การรักษาโดยยาเสตียร์รอยด์ไม่ได้ผลหรือผู้ป่วยมีข้อห้ามในการให้ยาเสตียร์รอยด์ หรือให้พร้อม

กับยาเสตียร์รอยด์ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีมาก การฉายรังสีจะเห็นผลการรักษาภายหลังจากฉายรังสีประมาณ2-3 สัปดาห์และในระหว่างที่

ฉายรังสีอาจพบอาการอักเสบมากขึ้นได้ดังนั้นระหว่างการฉายรังสีจึงควรให้ยาเสตียร์รอยด์ร่วมด้วย โดยปกติจะฉายรังสีประมาณ 10 ครั้ง

ใน 2 สัปดาห์

ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีที่อาจพบ ได้แก่ ต้อกระจก, จอประสาทตาเสื่อมจากการฉายรังสี (radiation retinopathy) และ

เส้นประสาทตาเสื่อมจากการฉายรังสี (radiation optic neuropathy) มักจะเกิดในช่วง 6 เดือนถึง 3 ปีภายหลังจากการฉายรังสี

เนื่องจากปริมาณรังสีน้อยมาก โอกาสเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวจึงน้อยมากเช่นกัน

4. Orbital pseudotumor

Orbital pseudotumorเป็นภาวะที่เกิดการอักเสบบวมของเนื้อเยื่อบริเวณรอบดวงตา ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการ เจ็บ,

บวม, ตาโปน, ไม่สามารถกลอกตาได้ตามปกติ, มองเห็นภาพซ้อน หรือคลำพบก้อนบริเวณดวงตา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่มะเร็งและสามารถ

หายได้เองแต่เนื่องจากก้อนที่มีขนาดโตมากอาจไปกดทับเส้นประสาทตาจนทำให้การมองเห็นแย่ลงได้ รอยโรคนี้อาจจะเป็นที่ตาข้าง

เดียวหรือตาทั้งสองข้างก็ได้ สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้และไม่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ อัตราการเกิดโรคไม่ขึ้นกับเพศ อายุหรือเชื้อชาติ

ซึ่งการวินิจฉัยโรคนั้นมีความจำเป็นจะต้องแยกจากโรคมะเร็งและภาวะอักเสบติดเชื้ออื่นๆ

การรักษาโรค Orbital pseudotumor ใช้ยาเสตียร์รอยด์เป็นหลักซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วันภายหลังการรักษาและ

การรักษาด้วยยาเสตียร์รอยด์เพียงอย่างเดียวมีโอกาสหาย 50% การผ่าตัดรักษาเป็นวิธีการที่มักเลือกใช้เป็นวิธีการสุดท้ายในผู้ป่วยที่กลับ

มาเป็นซ้ำ ส่วนการฉายรังสีปริมาณต่ำเป็นการรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการให้เสตียร์รอยด์ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา

ด้วยยาเสตียร์รอยด์ หรือกลับมาเป็นซ้ำ และอาจพิจารณาให้ร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยบางราย

5. ภาวะเสื่อมของจอประสาทตา (Macular degeneration)

ภาวะเสื่อมของจอประสาทตาถือเป็นโรคที่พบได้บ่อย

ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการมองเห็นไม่ชัด หรือเห็นจุดสีดำ

บริเวณตรงกลางภาพ มักจะพบในผู้ป่วยอายุ 65 ปี

ขึ้นไป และเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วย 30 ล้านคน ทั่วโลก

ตาบอดและสาเหตุของการเกิดโรคยังไม่ ชัดเจน

ภาวะเสื่อมของจอประสาทตาไม่สามารถ รักษาให้

หายเหมือนปกติได้แต่สามารถชลอหรือ หยุดการ

เสื่อมของจอประสาทตาโดยการยิงเลเซอร์ การ

ผ่าตัด, ยากลุ่ม Targeted therapy และการ

ฉายรังสี

macular degeneration

 

6. ต้อเนื้อ (Pterygium)

ต้อเนื้อเป็นโรคที่พบได้บ่อยบริเวณหัวตาซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเยื่อบุบริเวณหัวตาแล้วขยายออกไปบนกระจกตา

ด้านนอกซึ่งอาจจะทำให้บังลานสายตาได้หากปล่อยให้เป็นนานๆ มักเกิดกับผู้ที่ต้องออกแดดบ่อยๆ และสามารถลดอัตราการเกิดได้โดย

การใส่แว่นตากันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง

การรักษาโดยการผ่าตัดเป็นการรักษาหลักและได้ผลดี แต่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ประมาณ 20-67% หากพิจารณารักษาโดย

การวางแร่กัมมันตรังสี (Brachytherapy) ภายหลังการผ่าตัดจะสามารถลดอัตราการกลับเป็นซ้ำเหลือน้อยกว่า 20% และเริ่มมีการใช้

การวางแร่กัมมันตรังสีเป็นการรักษาหลักเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดขนาดต้อเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลข้างเคียงจากการรักษา

ด้วยสารกัมมันตรังสีพบได้ประมาณ 4-5% ได้แก่ การระคายเคืองเยื่อบุตา และภาวะฝ่อของเยื่อบุลูกตาในระยะเฉียบพลัน และยังไม่มี

รายงานผลข้างเคียงจากการรักษาในระยะยาว

7. ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (Gynecomastia)

ภาวะเต้านมโตในผู้ชายเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเนื่อเยื่อเต้านมซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ คืออัตราส่วนของระดับฮอร์โมน

เพศหญิงต่อฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้น มักพบในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับยาต้านฮอร์โมนเพศชายซึ่งผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยภาวะ

เต้านมโตทั้งสองข้างร่วมกับอาการเจ็บ การฉายรังสีปริมาณน้อยๆ จะช่วยป้องกันและรักษาภาวะนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยการ

ผ่าตัด และการรักษาโดยฮอร์โมน ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีอาจพบผื่นแดงได้เล็กน้อยเนื่องจากเป็นการฉายรังสีปริมาณน้อย

8. การใช้รังสีรักษาระยะใกล้ในหลอดเลือด (Endovascular Brachytherapy)

ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาภาวะหลอดเลือดตีบโดยการใส่ขดลวดถ่างหลอดเลือดนั้นมีโอกาสที่เนื้อเยื่อรอบๆ หลอดเลือดแบ่งตัว

เพิ่มทำให้เกิดการตีบซ้ำได้ประมาณ 20-40% จากงานวิจัยพบว่าการฉายรังสีสามารถลดอัตราการตีบซ้ำได้ถึง 4 เท่า แต่เนื่องจากใน

ปัจจุบันมีวิวัฒนาการของยาป้องกันการตีบของเส้นเลือดที่ได้ผลดียิ่งขึ้น ทำให้บทบาทของการฉายรังสีลดลง

9. Histiocytosis

Langerhans’ cell histiocytosis (LCH) เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวแบ่งตัวผิดปกติและลุกลามเข้าไปในอวัยวะอื่น

เช่น กระดูก, ต่อมใต้สมอง และปอด การดำเนินโรคของ LCH นั้นมีหลากหลายผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง การรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัด

ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคประมาณ 70 – 90% แต่สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือไม่สามารถผ่าตัดได้หมด หรือมีรอยโรคหลาย

ตำแหน่ง หรือรอยโรคอยู่ในกระดูก ก็มีข้อบ่งชี้สำหรับการฉายรังสีปริมาณน้อยซึ่งการฉายรังสีจะได้ผลดีหากเริ่มฉายภายใน 1 สัปดาห์หลัง

จากมีอาการจะสามารถควบคุมโรคได้ประมาณ 80 – 90%

10. ภาวะกระดูกงอกผิดปกติ (Heterotopic ossification : HO)

ภาวะกระดูกงอกผิดปกติเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดหลังจากที่ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม หรือข้อสะโพกได้รับบาดเจ็บหรือ

ระบบประสาทส่วนกลางได้รับบาดเจ็บ ซึ่งมีสาเหตุจากเซลล์ต้นกำเนิดของร่างกาย (Primitive mesenchymal) เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่

ทำหน้าที่สร้างกระดูก (Osteoblast) ทำให้เนื่อเยื่อรอบๆ ข้อสะโพกเปลี่ยนเป็นกระดูก อุบัติการณ์ของโรคนี้พบได้ประมาณ 43 % ในผู้ป่วย

ที่ได้รับการเปลี่ยนข้อสะโพก และจะสูงถึง 80% ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นภาวะกระดูกงอกผิดปกติ

อาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ คือข้อสะโพกติด หรือมีอาการปวดร่วมด้วยได้ อาจพบอาการอักเสบรุนแรงรอบๆ ข้อได้ การวินิจฉัยโรค

ทำได้จากการเอกซเรย์ และการสแกนกระดูก (Bone scan)

การรักษาภาวะกระดูกงอกผิดปกติ ทำได้โดยการผ่าตัดแต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้นสำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงสูงควร

ได้รับการป้องกันโดยการกินยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ได้แก่ ยาอินโดเมททาซิน (Indomethacin) และการฉายรังสีภายใน 24 – 48

ชั่วโมง หรือไม่เกิน 5 วันหลังจากการผ่าตัด ซึ่งลดโอกาสของการเกิดภาวะกระดูกงอกผิดปกติเหลือน้อยกว่า 10% ในปัจจุบันพบว่าการฉาย

รังสีเพื่อป้องกันก่อนการผ่าตัดให้ผลเท่ากับการฉายรังสีหลังการผ่าตัด เมื่อผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมงหลังการฉายรังสี การฉายรังสีมีข้อควร

ระวังในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติข้อสะโพกเคลื่อนร่วมกับหัวกระดูกต้นขาหัก (Posterior hip dislocation with femoral head fracture)

เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะกระดูกตายจากการขาดเลือด (Avascular necrosis : AVN)

11. โรคไพโรนี (Peyronie’s disease)

โรคไพโรนีตั้งชื่อตามกษัตริย์ฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยผู้ป่วยจะมีอวัยวะเพศโค้งงอมากขณะแข็งตัวซึ่งอาจจะมีสาเหตุจาก

ประวัติการได้รับบาดเจ็บ หรือการอักเสบรุนแรงบริเวณองคชาติ ซึ่งพบได้ประมาณ 3% ในผู้ชายอายุระหว่าง 40 – 60 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่

จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเวลาอวัยวะเพศแข็งตัว, อวัยวะเพศโค้งงอผิดรูป, ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ หรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัวซึ่ง

พบได้ถึง 40% ในผู้ป่วยโรคไพโรนี

การรักษาโดยการตรวจติดตามเป็นระยะก็เพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการปวดและอวัยวะเพศไม่ผิดรูปมากเกินไป ซึ่งพบว่าผู้ป่วย

ประมาณ 40% มีอาการแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป, อีก 40% อาการดีขึ้น และ 13% โรคจะหายได้เอง ในผู้ป่วยที่อาการไม่มากจะใช้วิธีรักษา

ตามอาการโดยการให้ยาแก้ปวด, ผู้ป่วยที่อวัยวะเพศโค้งงอจนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้นั้นก็ควรได้รับการผ่าตัด ส่วนผู้ป่วยที่อวัยวะเพศ

ไม่แข็งตัวก็เป็นข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัดเสริมองคชาติ การฉายรังสีสามารถช่วยลดความเจ็บปวด และการดึงรั้งขององคชาติได้ โดยต้องใช้

ความระมัดระวังในการฉายรังสีเพื่อป้องกันไม่ใช้อัณฑะได้รับปริมาณรังสีมากเกินไป

 

 


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน