การรักษาด้วยการผ่าตัด
เคมีบำบัด หรือรังสีรักษาวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว
มักจะไม่สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิต
ของผู้ป่วยจากโรคมะเร็งได้ เห็นได้จากมะเร็งบางตำแหน่งไม่สามารถให้รังสีปริมาณสูง
เพราะจะเกิดผลแทรกซ้อนต่อเนื้อเยื่อปกติ
ข้างเคียง
หรือการใช้ยาเคมีบำบัดอย่างเดียวก็ไม่สามารถกำจัดก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ได้
นอกจากนี้ปัจจุบันมีความต้องการรักษา
ผู้ป่วยแบบสงวนอวัยวะมากขึ้น
หรือผู้ป่วยบางรายสุขภาพไม่แข็งแรงพอที่จะผ่าตัดได้หรือเป็นมะเร็งขนาดใหญ่เกินกว่าจะผ่าตัดได้
หมด
เหตุผลต่างๆเหล่านี้ทำให้การใช้การรักษาแบบผสมผสาน (Combined
modality therapy) เป็นทางออกที่ดีในการรักษา
มะเร็งให้ได้ผลที่ดีขึ้น
โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการควบคุมโรคเฉพาะที่
และป้องกันการแพร่กระจายของโรค
ประโยชน์ของรังสีร่วมกับเคมีบำบัด
1.
ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งที่ดื้อต่อการรักษา (Resistant clone)
การใช้การรักษาวิธีเดียวอาจเกิดเซลล์ที่ดื้อต่อการรักษาได้ง่าย
การรักษาเสริมอีกวิธีหนึ่งสามารถช่วยป้องกันการดื้อ
ต่อการรักษาได้
ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดสูตรผสม
หรือการใช้รังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด
2.
การร่วมกันกำจัดเซลล์มะเร็งในตำแหน่งต่างกัน
(Spatial cooperation)
โดยรังสีรักษามีบทบาทในการกำจัดเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ที่ได้รับรังสี
ขณะที่ยาเคมีบำบัดมีบทบาทกำจัดเซลล์
มะเร็งบริเวณอื่นด้วย
3.
การเพิ่มการตอบสนองของเซลล์มะเร็ง
(Enhance tumor
response)
การเพิ่มการตอบสนองมี 3 ชนิด คือ Supraadditivity, Additivity และ
Subadditivity ซึ่งจะไม่กล่าวรายละเอียด
ในที่นี้
อย่างไรก็ตามจะมีประโยชน์มากกว่าการให้การรักษาเพียงวิธีเดียว
อย่างไรก็ดีบางครั้งการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา
อาจให้ผลการตอบสนองของก้อนมะเร็งน้อยกว่าการให้การรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
เรียกปฏิกิริยาดังกล่าวว่า diminution
4.
การมีปฏิกิริยาทางชีววิทยาจากการใช้รังสีเคมีบำบัด
การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีทำให้
DNA ถูกทำลายหลายตำแหน่ง
และทำให้เซลล์ตายได้ง่ายขึ้นและ
ยาเคมีบำบัดสามารถยับยั้งการซ่อมแซมของเซลล์ที่ถูกทำลายหลังได้รับรังสี
รวมถึงยับยั้งการแบ่งตัวใหม่ของเซลล์มะเร็งระหว่าง
การฉายรังสี
นอกจากนี้เซลล์มะเร็งที่ขาดออกซิเจนหรือในบางช่วงวงจรชีวิตจะดื้อต่อรังสีรักษา
แต่ยาเคมีบำบัดสามารถออกฤทธิ์
จำเพาะต่อเซลล์เหล่านี้ได้
ข้อเสียของการให้รังสีเคมีบำบัด
แม้ว่าการให้รังสีเคมีบำบัดจะมีประโยชน์ดังได้อธิบายข้างต้น
แต่ความล้มเหลวอาจเกิดขึ้นได้
ไม่ว่าจะเป็นจากเซลล์
มะเร็งมีการดื้อต่อทั้งยาเคมีบำบัดและรังสีรักษา
ซึ่งอาจเกิดตั้งแต่ก่อนหรือหลังการรักษา
การเกิดพังผืดที่เส้นเลือดจากรังสีรักษา
ทำให้ยาเคมีบำบัดเข้าถึงก้อนมะเร็งได้ยากขึ้น
นอกจากนี้การให้รังสีพร้อมกับยาเคมีบำบัด
อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย
ผู้ป่วยมากขึ้น
จนต้องมีการปรับลดปริมาณยาหรือรังสีลง ซึ่งอาจทำให้ผลการรักษาลดลง
ตารางเวลาที่เหมาะสมในการให้รังสีเคมีบำบัด
การใช้รังสีเคมีบำบัด
อาจมีการใช้ยาเคมีบำบัดแบบสลับหรือแบบต่อเนื่องกัน
หรือใช้พร้อมกันกับการฉายรังสี
ทั้งนี้ขึ้นกับเป้าหมายการรักษา
เมื่อมีการใช้รังสีพร้อมกับยาเคมีบำบัด
ถ้าใช้ในปริมาณและตารางการให้แบบปกติ อาจมีผลข้างเคียงจากการรักษา
สูงขึ้น
ดังนั้นการปรับเปลี่ยนตารางการฉายรังสีหรือปรับปริมาณยาเคมีบำบัดเพื่อช่วยลดผลข้างเคียงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่เนื่อง
จากมนุษย์มีความหลากหลายระดับเซลล์
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยทางคลินิกเพื่อพัฒนาแผนการรักษาและตารางเวลา
ที่เหมาะสมสำหรับมะเร็งแต่ละชนิด
ปัจจุบันมีมะเร็งหลายชนิดที่มีหลักฐานสนับสนุนการใช้รังสีเคมีบำบัด
ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็ง
ปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งลำไส้ตรง
มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
มะเร็งหลังโพรงจมูกรวมถึงมะเร็งศีรษะและลำคอบริเวณอื่น
เป็นต้น ทั้งนี้การเลือกใช้ขึ้นกับระยะของ
โรครวมทั้งสภาพร่างกายของผู้ป่วย