การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก

การฉายรังสีบริเวณทรวงอกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอด หลอดอาหาร เต้านม ต่อมน้ำเหลืองในช่องทรวงอก ผลของรังสีอาจจะทำ

ให้เกิดความไม่สุขสบายอันเนื่องมาจากส่วนต่างๆ ของร่างกายบริเวณนี้ เช่น ผิวหนัง หลอดอาหาร หลอดลม ปอด ข้อต่อต่างๆ ได้รับ

รังสี ฉะนั้นผู้ป่วยควรทราบข้อมูลเพื่อปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันหรือลดอาการที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมี

สุขภาพที่สมบูรณ์ และสามารถทนต่อการรักษาได้ดีตามที่แพทย์ได้วางแผนไว้ ทำให้มีโอกาสหายจากโรคได้มากที่สุด

การดูแลผิวหนัง

ระหว่างรับการฉายรังสี การดูแลผิวหนังที่ถูกต้อง จะทำให้ผิวหนังไม่ถลอกเป็นแผลไม่เกิดความเจ็บปวด ผิวหนังส่วนที่จะต้อง

ระมัดระวังให้มากคือ ผิวหนังบริเวณซอกรักแร้เพราะอ่อนนุ่ม มีเหงื่อออกมา และมักจะได้รับการเสียดสีกับเองอยู่เสมอ ผู้ป่วยควร

ปฏิบัติดังนี้

1. ควรสวมเสื้อผ้าหลวมๆ เนื้อผ้าอ่อนนุ่ม ควรเป็นเสื้อผ่าหน้า หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อชั้นในที่รัดหรือคับเกินไป ถ้าจำเป็นต้อง

ใส่ควรใส่เสื้อคอกระเช้า เสื้อยกทรงควรงดโดยเด็ดขาด 

2. ไม่ควรสวมใส่เสื้อที่มีโลหะ หรือเครื่องประดับต่างๆ ในขณะฉายรังสี เช่น สร้อยคอ ฯลฯ

3. ในระหว่างสัปดาห์ที่ 1-3 ผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีมักจะไม่มีอาการผิดปกติ

4. ในระหว่างสัปดาห์ที่ 4-5 ผิวหนังจะมีสีแดงคล้ำ ผิวแห้งเป็นขุย หรือรู้สึกคันควรดูแลให้ผิวหนังแห้ง และสะอาดอยู่เสมอ

5. ในระหว่างสัปดาห์ที่ 6 ผิวหนังจะมีสีคล้ำขึ้น บางแห่งจะมองเห็นรูขุมขนเป็นจุดๆ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดา ในระยะนี้ไม่ควรให้

ผิวหนังบริเวณดังกล่าวถูกแสงแดดจัด เพราะจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนขึ้นได้ ผิวหนังบางแห่ง เช่น ในบริเวณซอกรักแร้อาจจะ

ถลอกเป็นแผลแฉะ ถ้ามีการเสียดสีกันอยู่เสมอๆ ควรพยายามเปิดรักแร้อยู่เสมอๆ ในสถานที่ที่เหมาะสม เช่น ที่บ้าน ปล่อยให้ลม

โกรก หรือพัดลมเป่าก็ได้ เวลาเดินควรกางแขนมากกว่าปกติหรือเท้าเอวเดิน เพื่อป้องกันมิให้ผิวหนังเกิดการเสียดสี ในระหว่างนี้

ควรระวังไม่ให้แผลถูกน้ำและแจ้งให้แพทย์ทราบ ห้ามทายา และครีมทุกชนิดยกเว้นแพทย์สั่ง ถ้าท่านดูแลผิวหนังดี แผลจะแห้ง

และหายเป็นปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์

การปฏิบัติตัวเรื่องอาหาร

ในการฉายรังสีบริเวณทรวงอก หลอดอาหารบางส่วนอาจได้รับรังสีด้วย ทำให้เกิดอาการกลืนแล้วเจ็บ บางครั้งจะรู้สึกกลืน

ลำบากซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปภายในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ภายหลังสิ้นสุดการรักษา  ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวเพื่อบรรเทา

อาการได้โดย

1. รับประทานอาหารอ่อน ลื่น และกลืนได้ง่าย มีโปรตีนและพลังงานสูง เช่น ลอดช่อง ซ่าหลิ่ม เฉาก๊วย ไอศกรีม ฯลฯ

2. หลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุหลอดอาหาร เช่น อาหารร้อนจัด หรือเย็นจัด อาหารเผ็ด

รสจัด เหล้า น้ำอัดลม ฯลฯ

3. ควรดื่มนม น้ำผลไม้ น้ำหวาน เสริมระหว่างมื้อ

ผู้ป่วยโรคเนื้องอกหลอดอาหาร มักจะกลืนอาหารลำบากหรือกลืนไม่ได้ แพทย์มักจะเจาะกระเพาะ เพื่อใส่อาหารเหลว

ผ่านสายยางสู่กระเพาะอาหารโดยตรง กรณีเช่นนี้ผู้ป่วยและญาติควรเรียนรู้วิธีทำอาหารเหลว และวิธีการให้อาหารทางสายยาง 

จากพยาบาลจนเข้าใจดี ระหว่างมื้ออาหารควรจะเพิ่มน้ำสะอาด น้ำหวาน น้ำผลไม้ และน้ำผสมน้ำผึ้ง ครั้งละ 1 แก้ว ให้ทาง

สายยางทุก 2 ชั่วโมง แม้ว่าร่างกายจะได้รับอาหารทางสายยางแล้วเป็นส่วนใหญ่ ทางปากก็ควรดื่มน้ำ เครื่องดื่ม หรือน้ำแข็ง

บ้างถ้าผู้ป่วยสามารถกลืนอาหารได้ไม่สำลักและแพทย์อนุญาต จะช่วยให้ปากและคอชุ่มชื้นและยังทำให้หลอดอาหารไม่ตีบตัน

อีกด้วย ซึ่งเป็นผลดีในระยะหลัง

การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการไอ

การฉายรังสีบริเวณทรวงอก อาจทำให้เกิดการอักเสบบริเวณส่วนบนของหลอดลมทำให้อาจเกิดการระคายเคือง และมี

อาการไอ ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวเพื่อทุเลาอาการได้โดย

1. ดื่มน้ำบ่อยๆ วันละ 8-10 แก้ว

2. งดสารระคายเคืองต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่

3. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน

4. ควรบริหารปอด เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของปอด โดยปฏิบัติดังนี้ วางมือ 2 ข้างที่ชายโครงด้านข้างเหนือเอว เริ่มต้นด้วย

การหายใจออกให้สุด แล้วหายใจเข้าช้าๆ ทางจมูก เพื่อให้ท้องป่องออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กลั้นหายใจไว้สักครู่หนึ่ง

จึงหายใจออกมาทางปากช้าๆ สังเกตว่าซี่โครงยุบตัวให้แขม่วท้องเข้าเต็มที่จนกระทั่งสุดลมหายใจ ทำซ้ำอีก 4 ครั้ง การบริหาร

ปอด ควรทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ถ้ามีอาการไอมากหรือมีไข้ ควรปรึกษาแพทย์ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

การบริหารข้อต่อและไหล่

การฉายรังสีบริเวณนี้ มีโอกาสยึดติดของข้อต่างๆ จากการหดรั้งของกล้ามเนื้อรวมทั้งการบวมของแขนข้างเดียวกับการ

ที่ได้รับการผ่าตัดเต้านม หรือฉายรังสี อาจเกิดขึ้นจากการไหลเวียนที่ผิดปกติของเลือดและน้ำเหลืองซึ่งสามารถ ป้องกันและลด

ภาวะแทรกซ้อนได้โดยการบริหารแขน ดังนี้

ท่าที่ 1 ยืนหันหน้าเข้าหาฝาผนัง ใช้ฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง แตะฝาผนังในระดับเดียวกัน กับหัวไหล่ใช้ปลายนิ้วไต่ไปตามผนังจน

สุดแขน

               

        ท่าที่ 2 ยกมือทั้ง 2 ข้างแตะที่หัวไหล่ ข้อศอกแนบกับลำตัว ยกข้อศอกให้แขนทั้ง 2 ข้าง ตั้งฉากกับลำตัว

               

        ท่าที่ 3 การแขนทั้ง 2 ข้างออกไปในระดับเดียวกับหัวไหล่ หมุนปลายแขนทั้ง 2 ข้างเป็นวงกลม

                

        ท่าที่ 4 จังหวะที่ 1  กางแขนทั้ง 2 ข้างในระดับเดียวกับไหล่


                    จังหวะที่ 2 งอแขนทั้ง 2 ข้าง ตั้งฉากกับลำตัว ใช้ฝ่ามือทั้ง 2 ข้างแตะที่ต้นคอด้านหลัง

                

                    จังหวะที่ 3 งอแขนไปข้างหลัง ให้หลังมือทั้ง 2 ข้างแตะบริเวณเอว


        ท่าที่ 5 วางแขนข้างที่ไม่ได้ฉายรังสีไว้ที่เอว ยกมือและแขนข้างที่ฉายรังสีวางไว้บนศีรษะค่อยๆ เลื่อนมือและแขนไปตามศีรษะ

ทางด้านข้างจนสุดแขน

            

        ท่าที่ 6 วางมือข้างที่ไม่ได้ฉายรังสีไว้ที่เอว งอแขนข้างที่ไม่ได้ฉายรังสีไว้ข้างหลังให้หลังมืออยู่ระดับเอว ค่อยๆ เลื่อนมือ

ไปข้างหลังให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

            

        ท่าที่ 7 ยืดตัวตรงหันด้านข้างเข้าหาฝาผนัง มือข้างที่ไม่ได้ฉายรังสีไว้ที่เอว ใช้มือข้างที่ฉายรังสีแตะฝาผนังระดับเดียวกับ

หัวไหล่ค่อยๆ ไต่ไปตามฝาผนังจนสุดแขน

            







ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน