รังสีรักษาในโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง
            บทบาทของการฉายแสงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น ในโรคบางประเภทการฉายแสงก็สามารถ
นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ โดยอาศัยการเกิดปฏิกริยาต่อเนื้อเยื่อเป้าหมายดังนี้
            1.    ผลต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โดยหวังผลต่อเซลล์ที่มีชื่อว่า ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะเพิ่ม 
จำนวนมากขึ้น ในขณะที่มีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การฉายแสงมีผลทำให้เซลล์เหล่านี้ลดการเพิ่มจำนวนลง จึงมีประโยชน์ 
ในการรักษาภาวะที่แผลเป็นหนาตัวผิดปกติ หรือที่เรียกว่า คีลอยด์ (Keloids) นั่นเอง
            2.    ผลต่อระบบหลอดเลือด โดยถ้าให้รังสีปริมาณน้อยๆ จะเป็นการยับยั้งการสร้างสารที่กระตุ้นให้เกิดการ
อักเสบ
 และการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาโรค Heterotopic ossification ได้ แต่ถ้าให้ปริมาณรังสีสูง
จะสามารถทำลายเยื่อบุหลอดเลือดได้ ทำให้นำมารักษาภาวะหลอดเลือดผิดปกติ เช่น
Arteriovenous malformation
หรือ
Veterbral hemangioma เป็นต้น
            3.    ผลต่อปฏิกริยาการอักเสบ โดยอาศัยการใช้รังสีปริมาณน้อยดังที่ได้กล่าวข้างต้น
            4.    ผลต่ออาการระงับปวด ในกรณีที่เนื้อเยื่อของร่างกายเกิดความเสื่อม สามารถทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง
ได้
มีรายงานว่า การฉายแสงสามารถช่วยลดอาการปวดเหล่านี้ได้เช่นกัน
            ดังนั้นก่อนที่จะรักษาโรคที่ไม่ใช่มะเร็งโดยใช้รังสีรักษานั้นจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเหตุผลและเป้าหมายของการ
รักษาว่าเหมาะสมหรือสามารถทำได้หรือไม่ รวมทั้งต้องอธิบายโอกาสของการ ตอบสนองของการรักษา และ
ผลข้างเคียง
ของการฉายแสงในระยะยาวให้ผู้ป่วยรับทราบ ก่อนที่จะทำการรักษาใดๆ ด้วย จะขอยกตัวอย่างของ
โรคที่ไม่ใช่มะเร็งที่
สามารถใช้รังสีรักษาได้บางโรค
                    
เนื้องอกของเยื่อหุ้มสมอง (Meningioma)
            การรักษาหลักของโรคนี้คือ การผ่าตัดออกให้หมด แต่ในกรณีที่ผ่าตัดแล้วยัง เหลือก้อนอยู่, ตัวโรคกลับเป็นซ้ำ
หลังจากผ่าตัด
, ไม่สามารถผ่าตัดออกได้เนื่องจากก้อนติด กับอวัยวะสำคัญ, เป็นเนื้องอกที่มีลักษณะเซลล์รุนแรง หรือ
ผู้ป่วยไม่แข็งแรงพอที่จะผ่าตัด การฉายแสงจะมีประโยชน์ในกรณีเหล่านี้ โดยฉายแสง
54-60 เกรย์(Gy) ใน 27-30 ครั้ง      
ภาวะตาโปนของฮอร์โมนธัยรอยด์ทำงานมากเกินปกติ (Grave’s opthalmopathy)
            ภาวะนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังที่ก่อให้เกิดผังผืดบริเวณกล้ามเนื้อและช่องว่างรอบๆ ลูกตา ซึ่งเกิดจากภาวะ
ไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ เมื่อเป็นนานๆ จะทำให้ตาโปนและเจ็บได้ การฉายแสงมีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งการอักเสบ
และผังผืด โดยส่วนใหญ่ ฉายแสง
20 Gy ใน 10 ครั้ง ส่วนผลของการรักษานั้นต้องใช้เวลาหลายเดือนจนถึงปีจึงจะ
เห็นผลชัดเจน
ภาวะที่แผลเป็นหนาตัวผิดปกติ (Keloids and hypertrophic scars)
            Keloids แตกต่างจาก hypertrophic scars ตรงที่ขอบเขตที่ไม่ชัดเจนและขนาดใหญ่ ร่วมกับมีปฏิกริยาการ
อักเสบ และอาการปวดร่วมด้วยได้ พบได้ที่ผิวหนังมีความตึงมาก เช่นหน้าอกตรงกลาง หรือ ติ่งหู เป็นต้น สาเหตุยัง
ไม่ทราบชัดเจน
การรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัด ร่วมกับการใช้แรงกดที่แผล, การฉีดสเตียรอยด์, ส่วนการรักษา
ด้วยการฉายแสงนั้นมีข้อบ่งชี่ในกรณีที่เป็นซ้ำบ่อยๆ หรือแผลในตำแหน่ง ที่มีโอกาสเป็นสูง เช่น ที่หน้าอก บริเวณที่
ผิวตึงมาก เป็นต้น  โดยกรณีที่ทำการผ่าตัดแล้ว ควรให้รังสีหลังผ่าภายใน
24 ชั่วโมง อาศัยรังสีที่มีการทะลุทะลวง
ต่ำ ที่แผลและบริเวณใกล้เคียง ห่างจากแผล
1 เซนติเมตร ปริมาณรังสี 12-20 Gy ใน 3-4 ครั้ง หรือ 7.5-10 Gy
ใน
1 ครั้ง ซึ่งได้ผลดีมากในการควบคุมภาวะนี้
            ในกรณีที่เป็นมานานแล้ว ควรให้รังสีภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่เกิดแผล




ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน