การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม (ไอ-เอ็ม-อาร์-ที หรือ IMRT) คืออะไร?
IMRT คือเทคนิคการฉายรังสีแบบ 3 มิติขั้นสูงซึ่งให้ความแม่นยำ และครอบคลุมต่อบริเวณที่เป็นรอยโรคมะเร็งได้
ดีกว่าการฉายรังสีแบบ 3 มิติทั่วไป เปรียบเสมือนช่างเย็บผ้าตัดเสื้อผ้าให้กับบุคคลได้พอเหมาะและพอดีต่อบุคคลนั้นๆ
โดยอาศัยภาพถ่ายจากเอ็กเซเรย์คอมพิวเตอร์ 3 มิติ หรือ 4 มิติ (ซึ่งแผนกรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาล
จุฬาลงกรณ์ได้เริ่มใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทยกว่า 3 ปี มาแล้ว) เพื่อให้แพทย์รังสีรักษากำหนดขอบเขตก้อนมะเร็ง
และอวัยวะปกติข้างเคียง หลังจากนั้นอาศัยการคำนวณในคอมพิวเตอร์วางแผนการฉายรังสี เพื่อปรับความเข้มของ
ลำรังสีที่จะให้กับผู้ป่วย ผลลัพธ์ก็คือ ก้อนมะเร็งได้ปริมาณรังสีสูงในขณะที่อวัยวะปกติข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีต่ำ
กว่ามาก จึงทำให้การควบคุมมะเร็งดีขึ้น และผลข้างเคียงต่ออวัยวะปกติลดลง

IMRT ใช้เวลาในการฉายนานขึ้นหรือไม่?
การฉายรังสีแบบปรับความเข้มมักจะใช้ปริมาณลำรังสีมากกว่าการฉายรังสีแบบ 3 มิติ และใช้เวลาในการฉายรังสี
ต่อวันประมาณ 7-15 นาทีขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง

บุคลากรใดเกี่ยวข้องกับการฉายรังสีแบบปรับความเข้มบ้าง?
การฉายรังสีแบบปรับความเข้มต้องอาศักยการทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่าง แพทย์รังสีรักษา แพทย์รังสีวินิจฉัย
นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีเทคนิค พยาบาลรังสีรักษา ซึ่งผ่านการอบรมเป็นพิเศษ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
มีความเชี่ยวชาญเรื่อง IMRT มากดังจะเห็นได้จากสถิติการรักษาผู้ป่วยด้วย IMRT และยังเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์
รังสีรักษา นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีเทคนิค ชั้นนำของประเทศไทยและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค มีแพทย์
จากประเทศเืพื่อนบ้านมาดูงานหลายครั้ง
แพทย์รังสีรักษาเป็นผู้นำในทีมการรักษาแบบ IMRT โดยเป็นผู้กำหนดขอบเขตของก้อนมะเร็งร่วมกับแพทย์รังสีวินิจฉัย
หลังจากนั้น นักฟิสิกส์การแพทย์จะเป็นผู้วางแผนลำรังสี คำนวณการกระจายปริมาณรังสี ตรวจสอบคุณภาพและความ
ถูกต้องของปริมาณรังสี นักรังสีเทคนิคจะเป็นผู้ฉายรังสีหรือฉายแสงให้ผู้ป่วยในแต่ละวันตามแผนที่แพทย์ และนักฟิสิกส์
การแพทย์วางแผนไว้ และพยาบาลรังสีรักษาจะช่วยดูแลเรื่องผลข้างเคียงในแต่ละวันและตรวจเลือดดูเม็ดเลือดขาว
และเกร็ดเลือดให้ผู้ป่วยในแต่ละสัปดาห์ของการฉายรังสี  สถิติผู้ป่วยฉายรังสี

ใช้เครื่องมือพิเศษอะไรบ้างในการฉายรังสีแบบ IMRT?
เครื่องฉายแสงหรือเครื่องฉายรังสีที่ใช้ในการรักษาแบบ IMRT เรียกวาเครื่องเร่งอนุภาค (Linear accelerator) ซึ่งให้
ลำรังสีเอ็กซ์ และต้องเป็นเครื่องชนิดพิเศษซึ่งมีวัตถุกำบังรังสีแบบซี่ (เีรียกย่อ ๆ ว่า MLC หรือ multileaf collimator)
เพื่อช่วยปรับความเข้มของลำรังสีที่ฉายให้ผู้ป่วย ผู้ป่วยนอนนิ่ง ๆ บนเตียงฉายรังสีขณะที่หัวฉายรังสีค่อย ๆ ฉายลำรังสี
แต่ละลำให้กับผู้ป่วย โดยควบคุมจากเครื่องคอมพิวเตอร์

ใครเป็นผู้ควบคุมเครื่องฉายรังสี IMRT?
นักรังสีเทคนิคที่เชี่ยวชาญจำเพาะ เป็นผู้ควบคุมเครื่องฉายรังสีจากห้องควบคุมด้านนอกซึ่งติดกับเครื่องฉายรังสี
ผู้ป่วยสามารถสื่อสารหรือพูดคุยกับนักรังสีเทคนิคได้ตลอดเวลาและนักรังสีเทคนิคยังช่วยดูแลผู้ป่วยจากด้านนอก
โดยอาศัยกล้องวงจรปิด

การฉายรังสี IMRT มีขั้นตอนอย่างไร?
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหลังจากได้พบแพทย์รังสีรักษาแล้ว แพทย์จะเป็นผู้วิเคราะห์และพิจารณาว่า
ผู้ป่วยนั้น ๆ ควรจะได้รับการฉายรังสีด้วยเทคนิคใดโดยพิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ ตำแหน่งของโรคมะเร็ง
ระยะของโรค สภาพร่างกายผู้ป่วย อายุ การรักษาที่เคยได้รับมาก่อนและเมื่อแพทย์ได้เลือกการฉายรังสี IMRT ให้กับ
ผู้ป่วยแล้วจะทำการนัดหมายผู้ป่วย เพื่อการจำลองการฉายรังสีด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ในบางครั้งอาจต้อง
อาศัยภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก (MRI) หรือภาพ PET scan เืพื่อช่วยให้เห็นก้อนมะเร็งชัดเจนขึ้น ในขั้นตอนนี้จะมีการ
ขีดเส้นบอกตำแหน่งบนผิวหนังผู้ป่วย ในบางครั้งอาจต้องใช้เครื่องมือยึดผู้ป่วยเช่น หน้ากากครอบศีรษะและหัวไหล่ หรือ
เตียงโฟม เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ขยับเขยื้อน หลังจากนั้นแพทย์จะเป็นผู้กำหนดขอบเขตของก้อนมะเร็งและอวัยวะปกติข้างเคียง
เพื่อให้นักฟิสิกส์การแพทย์วางแผนการฉายรังสีในคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน เมื่อแพทย์ตรวจสอบแผน
การรักษาในคอมพิวเตอร์แล้วจึงนัดหมายผู้ป่วยเพื่อเริ่มฉายรังสีต่อไป

ใช้เวลานานแค่ไหนในการฉายรังสี IMRT?
การฉายรังสี IMRT แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 7-15 นาทีขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ขนาดของก้อนมะเร็ง
ความซับซ้อนของลำรังสี ปริมาณรังสีที่จะใช้และสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยแพทย์รังสีรักษาจะเป็นผู้ตัดสินใจในการ
เลือกการฉายรังสี IMRT ปกติการฉายรังสีจะฉายวันละครั้ง สัปดาห์ละ 5 วัน เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และใช้เวลาการฉายรังสี
ทั้งหมดประมาณ 5-8 สัปดาห์ ทุกวันที่ผู้ป่วยฉายรังสี เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคจะให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงฉายรังสี ซึ่งอาจจะ
ต้องมีอุปกรณ์พิเศษป้องกันการขยับเขยื้อนของผู้ป่วย เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคจัดตำแหน่งให้ตรงกับเส้นที่ขีดไว้บนผิวหนัง
เอ็กซเรย์ตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่ง แล้วจึงเริ่มฉายรังสีซึ่งกินเวลาครั้งละ 7-15 นาที

ผู้ป่วยจะรู้สึกอย่างไรในขณะนอนบนเตียงฉายรังสี?
ไม่มีความเจ็บปวดในขณะที่ฉายรังสี ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกใด ๆ ในระหว่างนอนบนเตียงฉายรังสีเปรียบเสมือนกับการถ่ายภาพเอกซเรย์
ธรรมดา หากผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายระหว่างนอนบนเตียงฉายรังสีสามารถสื่อสารกับนักรังสีเทคนิคผ่านกล้องวงจรปิดและ intercom
ในห้องฉายรังสี ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงของการฉายรังสีหลังจากได้รับรังสีไปแล้ว 3-4 สัปดาห์ ผลข้างเคียงขึ้นกับตำแหน่ง
ที่ได้รับการฉายรังสี ปริมาณรังสี เทคนิค การได้รับยาเคมีบำบัดระหว่างการฉายรังสี และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ค่าใช้จ่ายในการฉายรังสี IMRT สูงไหม?
เนื่องจากการฉายรังสีแบบ IMRT ต้องใช้เครื่องมือพิเศษมากมายทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น ค่าเอกซเรย์คอมพิวเรอร์เพื่อจำลอง
การฉายรังสี ค่าสารทึบรังสี ค่าวางแผนด้วยคอมพิวเตอร์ ค่าเอกซเรย์เช็คตำแหน่งในแต่ละสัปดาห์ และค่าฉายรังสีต่อวันที่เพิ่มขึ้น
จากการฉายรังสี 2 มิติและ 3 มิติ   ประมาณการค่าฉายรังสี

ผู้ป่วยสามารถเบิกค่าฉายรังสี IMRT ได้หรือไม่?
    - ผู้ป่วยบัตรทอง บัตรประกันสังคม ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลต้นสังกัด และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิก
ค่าฉายรังสี IMRT ได้เกือบทั้งหมด
    - ผู้ป่วยข้าราชการ สามารถเบิกค่าฉายรังสี IMRT จากกรมบัญชีกลางได้เฉพาะโรคมะเร็งในสมอง มะเร็งหลังโพรงจมูก และ
มะเร็งต่อมลูกหมาก สำหรับโรคอื่นอาจต้องมีค่าใช้จ่ายที่เบิกไม่ได้บางส่วน

ทำไมต้องมาฉายรังสีแบบปรับความเข้มที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์?
สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับการยอมรับในระดับประเทศในด้านการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม
และมีเครื่องฉายรังสีแบบปรับความเข้มมากที่สุดในประเทศไทย มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการฉายรังสีแบบปรับความเข้มตีพิมพ์ใน
วารสารชั้นนำ มีค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล มีการตัดสินใจตามหลักวิชาการ และเป็นโรงเรียนอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขารังสีรักษา
ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ   10 เหตุผลที่ผู้ป่วยเลือกที่จะมารักษามะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

บทเรียนการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม (IMRT)


   


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน