ควรดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม? ผู้หญิงที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
จะมีอุบัติการของการเกิดมะเร็งในชีวิตผู้นั้นสูงกว่าคนปกติ 2 ถึง 5
เท่า เช่น
แม่เป็นมะเร็งเต้านม ลูกสาวจะ มีโอกาสเป็นประมาณ 2
เท่า อุบัติการนี้สูงขึ้นเป็น 2.5 เท่า
ถ้าหากพี่สาวหรือน้องสาวเป็น
และในครอบครัวที่มีทั้งแม่และพี่สาวหรือน้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมอุบัติการ ผู้นั้นจะสูงถึง 5.6
เท่า นอกลูกสาวจะมีโอกาสจากนี้ในตัวผู้ป่วยเองซึ่ง เป็นมะเร็ง เต้านมข้างหนึ่ง
และได้รับการรักษาแล้วจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งได้ใน อัตรา
0.5% ถึง 1% ต่อปี ดังนั้นผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
หรือตัวผู้ป่วยเอง
ควรจะเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งเต้านมขึ้นกับตัวเอง
และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การตรวจมะเร็งใน ระยะแรกเริ่มมีหลักฐานจากการศึกษาพบว่า การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกเริ่มสามารถลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านมได้ การตรวจมะเร็งในระยะแรกเริ่มทำได้ 3 วิธี คือ 1. ตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
ควรตรวจอย่างสม่ำเสมอ และทำให้เป็นนิสัย เช่น ตรวจเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า หรืออาบน้ำ ในผู้ที่ยังมีประจำเดือนควรตรวจในสัปดาห์ หลังหมดประจำเดือนของเดือนนั้น ส่วนในผู้ที่ประจำเดือนหมดแล้ว ควรจะตรวจ ในวันแรกของทุกๆ เดือน พบแพทย์ทันทีถ้าหากท่านพบก้อนในเต้านม หัวนมบุ๋ม ผิวหนังของเต้านมหนาขึ้นหรือบุ๋ม มีสารเหลวออกจากหัวนม หรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนไป เป็นต้น 2.
พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอในผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 40 ปี
อาจตรวจทุกๆ 3 ปี ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจทุกๆ ปี 3. การตรวจเอกซเรย์เต้านม
(แมมโมแกรม) เป็นการตรวจที่สำคัญเพราะสามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ยังคลำก้อนไม่ได้ หรือไม่มีอาการ แต่การตรวจนี้ ไม่สามารถใช้แทนการตรวจด้วยตัวเอง หรือการตรวจจากแพทย์ เพราะไม่มีการตรวจวินิจฉัยชนิดใดๆ ที่จะให้ผล 100% ควรจะทำแมมโมแกรมครั้งแรกในช่วง อายุ
35-39 ปี เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับใช้เปรียบเทียบในการทำครั้งต่อๆ ไป
ในช่วงอายุ 40-49 ปี ควรตรวจทุกๆ 1 หรือ 2 ปี ตั้งแต่อายุ 50
ปีขึ้นไป ควรตรวจ ทุกๆ ปี นอกจากนี้ควรลดอาหารประเภทไขมัน
อาหารหมักดอง อาหารรมควัน ลดปริมาณสุราที่ดื่ม รับประทานผัก ผลไม้ มากขึ้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ |