|
ยาคุมกำเนิดและความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง (Oral contraceptives and
cancer risk)
ยาคุมกำเนิดถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ช่วยแรกของทศวรรษ 1960 เพราะเป็นยาที่ทานได้สะดวก ประสิทธิภาพดี
และมีการกลับมาปกติของฮอร์โมน ได้สิ่งเหล่านี้ทำให้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ถูกยกมาคำนึงถึงคือ
ความเกี่ยวข้องของฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิดกับความเสี่ยงของ การเกิดมะเร็ง
และวิธีการก่อให้เกิดนั้นเป็นอย่างไร
ซึ่งถ้านับจากการใช้ในช่วงแรกถึงปัจจุบัน
นักว่าเป็นระยะเวลานานพอที่จะมีรายงานผลการศึกษาในผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุม กำเนิดเป็นระยะเวลานาน ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
แต่ไม่ได้กล่าวถึงผลข้างเคียงรุนแรงอื่น ๆ เช่น
การเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ในช่วงที่ ผ่านมามีการใช้ฮอร์โมนเพื่อการคุมกำเนิดในหลาย
ๆ รูปแบบ เช่น แผ่นแปะ ห่วงคุมกำเนิด และการฝังยาในโพรงมดลูก
แต่ยาหลายรูปแบบเหล่านี้ยังไม่ได้มีการทำการศึกษาใน ระยะยาวและผลข้างเคียงอื่น ๆ จึงยังไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ 1. มียาคุมกำเนิดชนิดใดบ้าง แล้วทำไมผู้วิจัยจึงเชื่อว่ายาเม็ดคุมกำเนิดอาจมีอิทธิพลต่อการเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง? ปัจจุบันมีอยุ่ 2 ประเภท
ส่วนใหญ่ยาเม็ดคุมกำเนิดประกอบด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ 2 ตัว ได้แก่
เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรค ซึ่งจะคล้ายกับฮอร์โมนที่รังไข่สร้างขึ้น ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้เรียกว่า
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนผสม (combined oral contraceptive)
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่สองเป็นยาฮอร์โมนเดี่ยว เรียกว่า minipill ซึ่งจะประกอบไปด้วยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนเอสโตรเจนกระตุ้นการเจริญเติบโตของมดลูกในช่วงวัยเจริญพันธุ์
ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของประจำเดือน
และยังส่งผลต่อ เนื้อเยื่อเต้านมตลอดช่วงชีวิต แต่เฉพาะตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยหมดประจำเดือน ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
ซึ่งจะสร้างในช่วงหลังของประจำเดือน
เพื่อเตรียมพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการรับไข่
และถ้าไข่มีการผสมพันธุ์ฮฮร์โมน โปรเจสเตอโรนก็จะผลิตอย่างต่อเนื่อง
ป้องกันไม่ให้มีการปล่อยไข่ออกจากรังไข่อีก ด้วยเหตุผลเหล่านี้
จึงเรียกฮอร์โมนนี้ว่า ฮอร์โมนส่งเสริมการตั้งครรภ์ (pregnancy supporting
hormone) และนักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่ามันให้ผลดีในการคุมกำเนิด
ซึ่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเรียกว่า
โปรเจสโตเจนหรือโปรเจนติน การศึกษาทางการแพทย์
แนะนำว่ามะเร็งบางชนิดขึ้นกับฮอร์โมนเพศตามธรรมชาติในช่วงการเจริญเติบโตของชีวิต
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะหาความสัมพันธ์ ระหว่างยาเม็ดคุมกำเนิดและความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
นักวิจัยได้มุ่งไปที่ผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ตั้งแต่ 40 ปีก่อน
ได้มีการพิจารณาถึงข้อมูลมากมายของผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และการเติบโตของมะเร็ง
ผลของการศึกษาบางส่วนไม่เห็นพ้องต้องกันว่า
ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งรังไข่ลดลงเมื่อใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
และใน ขณะเดียวกัน มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น บทสรุปของการวิจัยในแต่ละมะเร็งนั้นจะได้กล่าวต่อไป 2. ยาเม็ดคุมกำเนิดมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมอย่างไร? ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมนั้นเกิดจากหลายปัจจัย
บางรายเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนตามธรรมชาติ
ซึ่งฮอร์โมนที่เพิ่มความเสี่ยงนั้นต้องเป็นภาวะที่มีระดับสูงติดต่อ กันเป็นระยะเวลานาน
เช่น ประจำเดือนมาเร็ว (ก่อนอายุ 12 ปี), ประจำเดือนหมดช้า
(หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี), มีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปี หรือไม่มีบุตร ในปี 1996
มีการวิเคราะห์จากกลุ่มความร่วมมือที่ศึกษาฮอร์โมนที่มีผลกับการเกิดมะเร็งเต้านม
(Collaborative Group on Hormonal Factors in Breast
Cancer)
พบว่าผู้หญิงที่มีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นในผู้ที่เริ่มใช้ยาตั้งแต่วัยรุ่น
อย่างไรก็ตาม หลังมีการหยุดใช้ยาตั้งแต่
10 ปีขึ้นไป
ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมจะกลับมาเท่ากับผู้ที่ไม่เคยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ยกเว้นว่าจะมีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว ชาติพันธุ์
พื้นที่ที่อาศัย ประวัติการตั้งครรภ์ ความแตกต่างในแต่ละการศึกาา
ปริมาณและชนิดของฮอร์โมนที่ใช้ และระยะเวลาที่ใช้ นอกจากนี้
การวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง เต้านมหลังหยุดการใช้ฮอร์โมนมานานกว่า
10 ปีนั้น
จะมีตัวโรคที่แย่น้อยกว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ไม่เคยมีประวัติการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ซึ่งที่กล่าวมานั้นได้มาจากผลการวิจัย 54
การวิจัยเป็นการวิเคราะห์ผลการศึกษาเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
53,297 คน และที่ผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นมะเร็งเต้านม 100,239 คน
ซึ่งมีนักวิจัยมากกว่า 200 คน ที่เข้าร่วม ซึ่งการวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาจากทั่วโลกถึงความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ของยาเม็ดคุมกำเนิดและมะเร็งเต้านม แต่มีผลการศึกษาของ Women's
Contraceptive and Reproductive Experiences (Women's CARE)
ที่ได้ผลตรงข้ามกับการวิจัยข้างต้น การวิจัยนี้ได้ศึกษาในผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดระหว่างอายุ
35-64 ปี นักวิจัยได้สัมภาษณ์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 4,575 คนระหว่างปี
1994-1998 และที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง เต้านม
4,682 คน
นักวิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ประวัติการตั้งครรภ์ สุขภาพและประวัติในครอบครัว
ซึ่งได้รายงานผลการวิจัยในปี 2002 ชี้ว่าความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ว่าจะเคยใช้มาก่อน
หรือกำลังใช้อยู่ และผลไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ใช้ผิวขาว หรือผิวดำ
ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ระยะเวลาการใช้, ปริมาณ, การเริ่มใช้ยาก่อนอายุ 20
ปี หรือผู้ใช้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมนั้น
ล้วนแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ในการศึกษาของ National Cancer
Institute (NCI) ที่ลงตีพิมพ์ในปี 2003
นักวิจัยทำการศึกษาความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอายุ 20-34
เปรียบเทียบ กับอายุ
35-54 ปี ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
ได้ถูกถามเรื่องการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดระยะเวลามากกว่า 6 เดือน
ก่อนจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง และถ้าใช่ จะถูกถามต่อว่าใช้ยามาเป็น ระยะเวลาภายใน
5 ปี, 5-10 ปี หรือมากกว่า 10 ปี
ผลการศึกาาชี้ว่าความเสี่ยงสูงสุดในผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในช่วง 5
ปี ก่อนถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีอายุน้อย 3. ยาเม็ดคุมกำเนิดมีผลต่อความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างไร? มีหลายการศึกษาที่มีผลสอดคล้องกันว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่ได้
ในปี 1992 มีการศึกษา 20 การศึกษา โดยนักวิจัย จากมหาวิทยาลัย
Harvard Medical School
ว่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่ลดลงเมื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ผลแสดงว่า ลดความเสี่ยงลง 10-12% หลังการใช้ยา 1 ปี และลดประมาณ 50% เมื่อใช้ไปประมาณ 5 ปี นักวิจัยยังศึกษาปริมาณของฮอร์โมนหรือชนิดในยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีผลต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่
มีการศึกษาหนึ่งที่ร่วมในการศึกาาของมหาวิทยาลัย Harvard
คือ การศึกษาของ Cancer and Steroid hormone Study (CASH)
ซึ่งพบว่าการลดลงของความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่นั้นไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณ หรือชนิดของฮอร์โมนเอสโตรเจน
หรือโปรเจสเตอโรนในยาเม็ดคุมกำเนิด แต่มีการศึกษาของ CASH
ล่าสุดว่าปริมาณฮอร์โมนโปรเจสตินที่สูงจะลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ ได้มากกว่าปริมาณที่ต่ำ
ในอีกการศึกษาของ Steroid Hormones and Reproductions (SHARE) study
ซึ่งนักวิจัยระบุว่าปริมาณฮอร์โมนโปรเจสตินที่ต่ำจะมี คุณสมบัติของผลที่คล้ายฮอร์โมน
เทสโทสเตอโรนแตกต่างกันไป (testosterone-like effects)
และพบว่าไม่มีความแตกต่างของความเสี่ยงการเกิดมะเร็งรังไข่ระหว่าง ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชายกับไม่มี มีการศึกษาในผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่เพิ่มขึ้นจากการมีการผ่าเหล่าของยีน
BRCA1 และ BRCA2 ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งมีหนึ่งการศึกษาที่ระบุว่า ช่วยลดความเสี่ยง แต่ในการศึกาาอื่น ๆ นั้นไม่พบว่ามีผล การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดให้ผลการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่อย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งผลการป้องกันจะเพิ่มเมื่อมีการใช้ยาที่นาน และยังคงมีผลไปอีกหลายปีหลัง การหยุดใช้ 4. การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีผลต่อความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกอย่างไร?
มีการศึกษาที่แสดงว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูก
ถึงแม้ว่าจะกล่าวว่ายาเม็ดคุมกำเนิดมีผล แต่เชื้อ
HPV หรือ human papilloma ยังเป็นสาเหตุหลักของโรคอยู่
ได้มีการค้นคว้าเชื้อ HPV 14 ชนิดที่อาจเป็นสาเหตุของโรค
ซึ่งเชื้อนี้พบได้ 99% ในชิ้นเนื้อของ ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก
สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อ HPV และมะเร็งปากมดลูกได้ใน Human
Papilloma and Cancer ทางอินเตอร์เน็ท ในการศึกษาของ International
Agency for Research on Cancer (IARC) ปี 2003
พบว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของ การเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกาา 28
การศึกษาซึ่งรวมผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก 12,531 คน
ข้อมูลระบุว่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลดลง หลังการหยุดใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ในรายงานอีกชิ้นของ IARC ได้ผลการศึกษามาจาก 8
การศึกษาซึ่งประเมินผลของยาเม็ดคุมกำเนิดต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก คือว่าเชื้อ
HPV (HPV positive) พบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 4
เท่าในผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมากกว่า 5 ปีขึ้นไป และ IARC
มีโครงการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้งเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างยาเม็ดคุมกำเนิดต่อมะเร็งปากมดลูก 5. ผลกระทบของยาเม็ดคุมกำเนิดต่อมะเร็งตับเป็นอย่างไร? หลายการศึกษาระบุว่ายาเม็ดคุมกำเนิดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในประชากรทั่วไปที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ
เช่น ผู้หญิงผิวขาวในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งไม่มีโรคตับมาก่อน
ในการศึกษาเหล่านี้พบว่าผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดระยะเวลานานมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับมากขึ้น
อย่างไรก็ตามยาไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในประชากรชาว เอเชียหรือแอฟริกัน
ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมาก
นักวิจัยเชื่อว่าเป็นเพราะความเสี่ยง เช่น
การติดเชื้อที่ตับนั้นสำคัญมากกว่าปัจจัยจากการใช้ยาคุมกำเนิด 6. การคัดกรองมะเร็งดังกล่าว มีอะไรบ้าง? หลายการศึกษาระบุว่าการตรวจเต้านมเป็นประจำโดยแมมโมแกรม
จะสามารถลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมได้ในผู้หญิงอายุ 40-69 ปี
ในผู้ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น สามารถสอบถามแพทย์เพิ่มเรื่องระยะเวลาการเริ่มตรวจ
และความถี่การตรวจ
การใช้แมมโมแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงควบคู่กับการตรวจจากบุคลากรทางการแพทย์
เป็นวิธี การคัดกรองมะเร็งเริ่มต้นได้ดี ผลผิดปกติของ pap smear
สามารถคัดกรองและเริ่มต้นการรักษาได้ก่อนเกิดมะเร็งปากมดลูก
ในผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรืออายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไปสามารถ
สอบถามแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ pap test ได้ และนักวิจัยกำลังค้นคว้าวิธีการคัดกรองมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ความรู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
|