|
ภาวะแขนบวมหลังการรักษามะเร็งเต้านม
(Lymphedema and Breast Cancer)
Lymphedema คือ
ภาวะที่มีการคั่งของน้ำเหลือง ซึ่งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ
พันธุกรรมหรือหลังการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกไปในบริเวณนั้น ๆ
ภาวะนี้ยังถือว่าเป็น
ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นปัญหาหลังการรักษามะเร็งเต้านม
(1)
อุบัติการณ์
พบภาวะแขนบวมประมาณ
30% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามะเร็งเต้านมทั้งหมด
(อัตราแตกต่างกันไปในแต่ละสถาบัน ระหว่าง 2-83%) ประมาณ 58% มีอาการเป็น ๆ
หาย
ๆ และมีอาการไม่เกิน 3 เดือน, 39% มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ แต่มีอาการนานกว่า
3 เดือน, 63% มีอาการตั้งแต่ 6 เดือนหลังการผ่าตัด และประมาณ 63%
ที่มีภาวะน้ำเหลืองคั้ง
ตลอดชีวิตจะมีบางช่วงที่ไม่มีอาการ
(1)
ระยะเวลาการเกิด
ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นทันทีหรือหลายปีหลังการรักษา
ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดที่ประมาณ 18 เดือนหลังการรักษา
แต่มีการศึกษาหลายการศึกษาทั้งแบบย้อนหลังและการศึกษา
แบบไปข้างหน้าว่ามีรายงานการเกิดภาวะนี้ได้ช้าถึง
3 ปี หลังการรักษาและ 10 ปี หลังการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม (1)
การประเมินการเกิดภาวะคั่งของน้ำเหลือง
เนื่องจากจะเกิดอาการประมาณ 6
เดือนหลังการผ่าตัดเป็นต้นไป จึงน่าจะมีการประเมินอาการในช่วงนี้
โดยถ้าประเมินเร็วไปอาจสับสนกับการบวมซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิด
ขึ้นได้จากหลังการผ่าตัด
(1)
อาการ
มีได้ตั้งแต่ปวด รู้สึกยิบ ๆ ยับ ๆ
อ่อนแรง แขนติด เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ หรือชา ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่
คือ อาการชา ปวด อ่อนแรง และรู้สึกว่าแขนติด นอกจากนี้ยังมี
การศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริการายงานอาการต่าง
ๆ ของภาวะนี้ ซึ่งได้แก่ รู้สึกว่าเครื่องประดับ
หรือเสื้อผ้าที่ใส่คับขึ้น หรือหนักมากขึ้น มีแขนบวม
เห็นเส้นเลือดหรือกระดูก
ข้อนิ้วมือไม่ชัด
ความรู้สึกที่ผิวหนังเปลี่ยนไป เช่น หนาหนักขึ้น
มีอาการบวมหลังออกกำลังกายหรือใช้มือในการเขียนยากขึ้นแล้วให้ผู้ป่วยใส่คะแนนความถี่
ความรุนแรง
ผลกระทบกับชีวิตประจำวัน
ผลได้ว่าผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการทุกอย่างที่กล่าวมา
เฉลี่ยคะแนนมากกว่าผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มี
และอาการที่พบบ่อยสุด คือ
รู้สึกเครื่องประดับคับ ผิวหนังหนาหนัก
ไม่เรียบ และแขนบวม
นอกจากนี้อาการรู้สึกว่าเครื่องประดับคับนั้นสามารถคาดการณ์การเกิดภาวะน้ำเหลืองคั่งได้ในอนาคต
(2)
ปัจจัยที่เพิ่ม
ความเสี่ยงของการเกิดภาวะการคั่งน้ำเหลือง
1. อายุมากกว่า 50 ปี (1)
2. ผู้ป่วยที่ทำงานแบบนั่งโต๊ะมีความเสี่ยงมากกว่าผุ้ที่ต้องออกแรงทำงาน (1)
3. การผ่าตัดเต้านม
โดยการผ่าตัดทั้งเต้ามีความเสี่ยงมากกว่าการผ่าตัดเฉพาะก้อน (1)
4. การผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง
การศึกษาจากออสเตรเลียรายงานว่าการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่มากกว่า 20
ต่อมจะเพิ่มความเสี่ยง แต่ไม่พบความสำคัญทางสถิติ (1)
การศึกษาจากประเทศอิตาลี
พบว่าจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ผ่าตัดที่มากกว่า
30 ต่อมขึ้นไปจะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3)
และอีกการศึกษาจาก Eastern Virginia Medical
School
ประเทศสหรัฐอเมริกา
รายงานจำนวนต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 14
ต่อมในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำเหลืองคั่งเปรียบเทียบกับ 9
ต่อมในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ (4)
5. ขนาดของก้อนมะเร็ง โดยการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา
พบว่าก้อนที่ใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นทำให้มีโอกาสมีภาวะคั่งน้ำเหลืองทั้งที่บริเวณเต้านมและแขน
(4) และการ
ศึกษาจากอิตาลีก็พบว่าถ้าก้อนตั้งแต่
2 ซม. ขึ้นไปจะเพิ่มโดกาสมากกว่าเมื่อเทียบกับก้อนขนาดเล็กว่า 2 ซม. (3)
6. การฉายแสง
การศึกษาจากประเทศออสเตรเลียไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการฉายแสงกับการเกิดภาวะการคั่งของน้ำเหลือง
(1) ซึ่งผลไม่ตรงกับการศึกษาอื่น ๆ เช่น การศึกษาจากตุรกี
อิตาลี และสหรัฐอเมริกา (3,5,6)
ที่พบว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยส่วนใหญ่การฉายแสงที่บริเวณรักแร้
จะเพิ่มโอกาสเกิดอาการมากกว่าการฉายเฉพาะบริเวณ
ทรวงอก
หรือเต้านม ปัจจุบันแพทย์รังสีรักษามักไม่ฉายรังสีบริเวณรักแร้
7. ภาวะน้ำหนักเกิน หรืออ้วน ไม่พบว่าค่า Body mass index (BMI)
ซึ่งเป็นค่าแสดงภาวะน้ำหนักเกิน
ที่มีค่าสูงจะเกี่ยวพันกับการเพิ่มภาวะคั่งของน้ำเหลือง (1)
ในขณะที่การศึกษารายงานจากอื่น
ๆ พบความเกี่ยวข้องกัน (4,5)
ปัจจัยที่ลด
ความเสี่ยงของการเกิดภาวะการคั่งน้ำเหลือง
1. บุคคลมีรายได้ต่ำ เนื่องจากพบว่ามีการออกแรงของแขนข้างที่ผ่าตัดมากกว่า (1)
2. มารดาที่บุตรอายุน้อย คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับการต้องใช้แขนในการเลี้ยงดูบุตร
(1)
3. การได้รับเคมีบำบัด (1)
4. มีการออกแรงร่างกายส่วนบนมากกว่า (1)
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะการคั่งของน้ำเหลือง
โดยแจ้งให้ผู้รับบริการทางการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องทราบ
ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ
เพื่อขอรับคำแนะนำและวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
ซึ่งการปฏิบัติตัวสามารถทำได้
คือการใช้งานแขนข้างที่มีภาวะนี้ด้วยการนวด ใส่ปลอกแขน ใช้ผ่าพันแขน
และการยกแขนสูง
Reference
1. Hayes SC, Janda M, Cornish B, Battistutta D, Newman B. Lymphedema after
breast cancer: incidence, risk factors, and
effect on upper body function. J Clin
Oncol. 2008 Jul 20;26(21):3536-42.
2. Norman SA, Localio AR, Potashnik SL, Simoes Torpey HA, Kallan MJ, Meber
AL, et al. Lymphedema in breast cancer
survivors: incidence, degree, time
course,
treatment, and symptoms. J Clin Oncol. 2009 Jan 20;27(3):390-7
3. Herd-Smith A, Russo A, Muraca MG, Del Turco MR, Cardona G. Prognostic
factors for lymphedema after primary treatment
of breast carcinoma. Cancer. 2001 Oct
1;92(7):1783-7.
4. Goffman TE, Laronga C, Wilson L, Elkins D. Lymphedema of the arm and
breast in irradiated breast cancer patients: risk
in an era of dramatically changing
axillary surgery. Breast J. 2004 Sep-Oct; 10(5):405-11.
5. Ozaslan C, Kuru B. Lymphedema after treatment of breast cancer. Am J
Surg. 2004 Jan;187(1):69-72.
6. Coen JJ, Taghian AG, Kachnic LA, Assaad SI, Powell SN. Risk of
lymphedema after regional nodal irradiation with breast
conservation therapy. Int J Radiat Oncol
Biol Phys. 2003 Apr 1;55(5):1209-15.
|