การรักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีทางด้านฮอร์โมน มีวิธีอย่างไรบ้าง การใช้ฮอร์โมนในการรักษามะเร็งเต้านม สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ 1. การใช้ยาที่เข้าไปแย่งที่กับตัวรับสัญญาณที่เซลล์มะเร็ง (เอสโตรเจน
รีเซบเตอร์) เพื่อไม่ให้ฮอร์โมนสามารถกระตุ้น เซลล์มะเร็งให้เติบโตได้ กลุ่มนี้ได้แก่การใช้ยาที่เป็น anti-estrogen 2. การทำลาย
หรือยับยั้งไม่ให้มีฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย
ในกลุ่มนี้ประกอบด้วยวิธีการหลายอย่างเช่น - การทำลายรังไข่
ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนในหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน - การยับยั้งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชาย ที่จะเปลี่ยนมาเป็นฮอร์โมนเพศหญิง
ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของ ฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไต - การยับยั้งการกระตุ้นจากต่อมใต้สมอง
ที่จะมากระตุ้นให้รังไข่ผลิตฮอร์โมนออกมา Anti-estrogen (ยาที่แย่งที่กับตัวรับสัญญาณ เอสโตรเจน รีเซบเตอร์) การค้นพบยากลุ่ม anti-estrogen เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว
นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการแพทย์ในด้านการรักษา มะเร็งเต้านม ที่สามารถช่วยให้ผลการรักษามะเร็งเต้านมได้ผลดีขึ้นอย่างมาก โดยที่ผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าวมีไม่มากนัก ยาที่สำคัญที่ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มนี้คือ Tamoxifen ซึ่งสามารถบริหารยาโดยการกิน ยา Tamoxifen จะออกฤทธิ์
โดยการแย่งจับกับตัวรับสัญญาณของเซลล์มะเร็งเต้านม ดังนั้น
ภายหลังจากการผ่าตัดรักษา การให้เคมีบำบัด หรือการฉายรังสีหากมีเซลล์มะเร็งยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายจำนวนน้อยและเซลล์นั้นเป็นเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณ ของฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ ยา tamoxifen จะเข้าไปแย่งที่กับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีอยู่ในร่างกายไม่ให้มีโอกาสกระตุ้นให้เซลล์มะเร็ง ที่เหลืออยู่นั้นเติบโตได้ หรือหากจะได้ก็จะช้ากว่าปกติ ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่จะได้ประโยชน์จากยานี้จะต้องเป็นกลุ่มที่ ER postivie หรือ PR positive เท่านั้น การใช้ยา tamoxifen
ยังเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ใช้ได้กับทั้งสตรีที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และสตรีที่หมดประจำเดือน แล้วสามารถใช้ได้อย่างดีในการลดการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม ภายหลังการรักษาด้วยวิธีอื่น โดยกินยาดังกล่าววันละ 1 เม็ด (20 มิลลิกรัม) นาน 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีการใช้ยานี้ก่อนผ่าตัดเพื่อลดขนาดของมะเร็งลง (มักใช้ในผู้สูงอายุที่ร่างกายไม่สามารถรับ เคมีบำบัดได้) หรือ ใช้ป้องกันมะเร็งเต้านม ในสตรีที่มีความเสื่อมของการเกิดมะเร็งสูงมากกว่าคนทั่วไป ผลข้างเคียงที่มักจะได้รับการกล่าวถึงของการใช้ยาดังกล่าว คือ
อาจทำให้เกิดมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูกได้ และอาจมีผลทำให้ เกิดเส้นเลือดดำอุดตันได้ แต่พบในอุบัติการณ์ที่ต่ำมาก Ovarian ablasion (การทำลายรังไข่) การทำลายรังไข่ เพื่อลดการผลิตฮอร์โมน เอสโตรเจน
ซึ่งรังไข่เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยการ ทำลายรังไข่ จะเกิดประโยชน์เฉพาะในหญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือน ส่วนหญิงที่หมดประจำเดือนแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องทำลายรังไข่ เพราะรังไข่หยุดการทำงานตามธรรมชาติอยู่แล้ว วิธีทำลายรังไข่ สามารถทำได้ 2 แบบ คือ การผ่าตัดและการฉายรังสี 1. วิธีการผ่าตัด (Surgical castration)
โดยผ่าตัดเปิดหน้าท้องเข้าไปตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้างออก (bilateral
oophorectomy) หรือในปัจจุบันอาจใช้วิธีผ่าตัด โดยการส่องกล้อง วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถลดระดับของฮอร์โมนเพศหญิงได้เร็วมาก และสามารถสำรวจ ดูอวัยวะอื่น ๆ ภายในช่องท้องได้ด้วยว่ามีมะเร็งแพร่กระจายไปแล้วหรือยัง แต่ก็มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยจะต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน และ อาจจะมีอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัดเปิดหน้าท้องได้ เช่น เกิดลำไส้อุดตันจากพังผืดมารัด 2. วิธีฉายแสง (Radiation castration)
โดยใช้รังสีไปทำลายเซลล์ของรังไข่ วิธีนี้มีข้อดีคือ
ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล และอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย (ปกติฉายรังสี 5 ครั้งใน 1 สัปดาห์ ครั้งละ 2 นาที) แต่ก็มีข้อเสีย เล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัด การทำลายรังไข่ทั้ง 2 วิธีจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการต่าง ๆ
เช่นเดียวกับคนวัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) ซึ่งบางครั้งการเข้าสู่อาการ วัยทองโดยกะทันหัน อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวได้มาก Aromatase inhibitors (การยับยั้งการเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนเพศชายที่ต่อมหมวกไตมาเป็นเอสโตรเจน) ในหญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วนั้น
อาจจะยังมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ได้ในปริมาณเล็กน้อย
โดยที่ฮอร์โมนที่พบในหญิงวัยหมด ประจำเดือน ไม่ได้มาจากรังไข่แต่เป็นฮอร์โมนที่มาจากต่อมหมวกไต ซึ่งจะแปลงฮอร์โมนเพศชาย มาเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้น การลดประมาณฮอร์โมนเพศหญิงให้เหลือต่ำที่สุดในหญิงวัยหมดประจำเดือน ก็คือการทำลายต่อมหมวกไต หรือยับยั้งการเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไต ในอดีตการผ่าตัดเพื่อทำลายต่อหมวกไต (Adrenalectomy)
ได้เคยถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่วิธีนี้มีภาวะแทรกซ้อน ค่อนข้างมาก เนื่องจากต่อมหมวกไตยังทำหน้าที่อีกหลายประการ ทั้งในด้านการควบคุมระดับสารน้ำในร่างกายระดับออร์โมน cortisol ซึ่งหากขาดฮอร์โมนดังกล่าวระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะผิดปกติไปอย่างมาก วิธีการผ่าตัดต่อมหมวกไตจึงไม่ได้รับ ความนิยม ในปัจจุบันมีการคิดผลิตยาที่จะยับยั้งการทำงานของต่อมหมวกไต
ในส่วนที่เฉพาะเจาะจงในการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชายเป็น เอสโตรเจน
ซึ่งได้มีการพัฒนามาถึง 3 รุ่น ในรุ่นที่ 3 นี้ เรียกว่ายากลุ่ม Aromatase
inhibitors ซึ่งได้ผลในการยับยั้งการเปลี่ยนออร์โมน ขณะเดียวกันผลข้างเคียงก็มีน้อยมาก จึงได้รับการยอมรับในปัจจุบันและกำลังมีที่ใช้แทนหรือ ใช้ต่อเนื่องจากยากลุ่ม anti-estrogen Pituitary-ovarian axis inhibitions (การยับยั้งการกระตุ้นรังไข่จากต่อมใต้สมอง) ต่อมใต้สมองเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนที่จะกระตุ้นให้รังไข่ผลิต ฮอร์โมนเพศหญิง
ดังนั้นในหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน จึงมีอีก หนทางหนึ่งที่จะลดปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ ยับยั้งการทำงานของต่อมใต้สมอง ในอดีตอาศัยการผ่าตัดต่อมใต้สมอง (Hypophysectomy) หรือการฉายรังสี ซึ่งมีผลแทรกซ้อนข้างเคียงมาก เนื่องจากต่อมใต้สมองจะควบคุมระบบฮอร์โมนอีกหลายอย่าง ทั้งของไทรอยด์ ต่อมหมากไต ฯลฯ ปัจจุบันจึงไม่นิยมใช้การผ่าตัดทำลายต่อมใต้สมอง ขณะเดียวกันก้มีการคิดค้นยาที่สามารถลดการ ทำงานของต่อมใต้สมอง ในกลุ่ม gonadotropin releasing hormone analog (GnRH analog) ซึ่งได้ผลในการยับยั้งการกระตุ้น รังไข่ได้ดี แต่เป็นยาฉีด ซึ่งต้องฉีดเดือนละครั้ง สรุป การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนมีหลายวิธี
และหลายลำดับขั้นตอน
แต่โดยรวมแล้วผู้ป่วยที่จะได้รับผลดีจากการรักษาด้วยฮอร์โมนนั้น จะต้องเป็นผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อมะเร็งเต้านมชนิดที่มีตัวรับสัญญาณกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen or progesterone receptor-positive) ส่วนจะเลือกใช้วิธีไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยเป็นหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนแล้ว และ ยอมรับข้อดีข้อเสีย ของการรักษา แต่ละชนิด ความโดดเด่นของวิธีการรักษามะเร็งเต้านมด้วยฮอร์โมน ก็คือ การบริหารยาง่าย
ส่วนใหญ่เป็นยาที่รับประทานได้ และผลข้างเคียงมีไม่มาก ขณะที่ผลการรักษาได้ผลดี |