อาการคลื่นไส้อาเจียนกับการรักษาโรคมะเร็ง
  

โรคมะเร็งเป็นโรคที่สำคัญ การรักษาต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีวิทยาการรักษาที่พัฒนาไปมากทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด 

การฝังแร่และการฉายแสง แต่ก็มีอาการข้างเคียงจากการรักษาพยาบาลที่พบได้บ่อยคืออาการคลื่นไส้อาเจียนซึ่งพบประมาณ 50% ของผู้เข้ารับการรักษาทั้งหมด

จึงจัดเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดภาวะขาดสารอาหารและเกลือแร่ และมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการรักษาจนอาจมี

ผลต่อการรักษาได้

การคลื่นไส้และอาเจียน มีความหมายที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

- “คลื่นไส้” หมายถึง อาการดังต่อไปนี้ รู้สึกไม่สบายท้อง มีน้ำลายมาก วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด กลืนอาการลำบาก อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลง 

และชีพจรเต้นเร็วขึ้น

- “อาเจียน” หมายถึง การหดรัดตัวของกระเพาะอาหารซึ่งจะบีบเอาอาหารและน้ำย่อยในกระเพาะให้ไหลย้อนขึ้นมาที่ปาก หรืออาจจะไม่มีอาหาร

ออกมาก็ได้ ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้

สาเหตุของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

- การให้ยาเคมีบำบัดรักษา

- การฉายรังสี (การฉายรังสี)

- โรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

- สาเหตุอื่นๆ  เช่น ยา การติดเชื้อ โรคหรือความเจ็บป่วยอื่นๆ


การได้ยาเคมีบำบัดกับอาการคลื่นไส้อาเจียน

        ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่ออาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย คือ

        •    ชนิดของยาเคมีบำบัด ที่ผู้ป่วยได้รับ

        •    ขนาดของยาเคมีบำบัด ที่ผู้ป่วยได้รับ ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณมากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะคลื่นไส้อาเจียนได้มาก

        •    ความถี่ในการให้ยาเคมีบำบัด หากถี่มากก็จะทำให้ระยะเวลาระหว่างการให้ยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบน้อยผู้ป่วยก็จะมีเวลาฟื้นตัวจาก 

อาการคลื่นไส้อาเจียนก่อนจะได้รับยาเคมีบำบัดในรอบต่อไปสั้นลงด้วย

        •    วิธีการให้ยาเคมีบำบัด  การให้ยาโดยวิธีการฉีดเข้าหลอดเลือดดำจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เร็วกว่าการรับประทานเนื่องจากตัวยา

ถูกดูดซึมได้เร็วกว่า

        •    ประวัติการคลื่นไส้อาเจียนหลังรับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่เคยได้รับยาเคมีบำบัดและมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก โอกาสที่จะมีอาการในครั้งต่อไป

จะมีมากขึ้น

        •    ปัจจัยอื่นๆ  ผู้ป่วยแต่ละคนอาจเกิดผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัดที่แตกต่างกันได้ เช่น

                o    เพศและอายุ  ผู้หญิงและอายุน้อยจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า      

                o    ดื่มแอลกอฮอล์มาก  อาจมีความเสี่ยงในการมีอาการได้น้อยกว่า

อาการคลื่นไส้อาเจียนชนิดต่างๆ ที่พบจากการให้ยาเคมีบำบัด มีหลายแบบ ดังนี้

        1.    อาการคลื่นไส้อาเจียนเฉียบพลัน  หมายถึง เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียนภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับยาเคมีบำบัด โดยมากจะมีอาการภายในไม่กี่นาทีหรือ 

หลายชั่วโมงหลังได้รับยาเคมีบำบัด และส่วนใหญ่จะมีอาการแย่ที่สุดในช่วง 5-6 ชั่วโมงหลังได้รับยา

        2.    อาการคลื่นไส้อาเจียนที่ไม่ได้เกิดโดยทันที  เริ่มมีอาการหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดเกิน  24 ชั่วโมง และอาจมีอาการต่อไปอีก6-7 วัน เช่นยาในกลุ่ม

platinum-based, anthracyclines, cyclophosphamide

        3.    อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้า เป็นชนิดที่พบได้ไม่บ่อยนักเกิดในผู้ป่วยที่เคยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการไม่พึงประสงค์

จากการ ให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งมักมีอาการก่อนการให้ยาในรอบต่อไป เนื่องจากผู้ป่วยคาดการณ์ว่าจะเกิดอาการไม่พึงประสงค์เช่นเดิมเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด

        4.    อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นระหว่างการได้ยาป้องกันการอาเจียน คือ อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นแม้ผู้ป่วยจะได้รับยาเพื่อป้องกันแล้ว

        5.    อาการคลื่นไส้อาเจียนที่ไม่ตอบสนองต่อยา ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แม้ว่าจะได้รับยาเพื่อป้องกันและรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เหมาะสมแล้ว

กลไกของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

        1.) กลไกที่ 1 เมื่อยาเคมีบำบัดถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ผ่านไปที่ส่วนต้นของลำไส้เล็ก ยาเคมีบำบัดจะไปกระตุ้นเซลล์ในลำไส้เล็กให้สร้างสารสื่อประสาท 

เช่น 5-HT (5-hydroxytrptamine) ซึ่งสารนี้จะไปจับกับตัวรับสารสื่อประสาทที่ผนังของลำไส้ แล้วส่งกระแสประสาทไปยังสมอง (Nucleus Tractus Solitaries

เป็นส่วนใหญ่และบางส่วนไปที่ Area Postrema) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นให้มีอาการอาเจียนแบบฉับพลัน

                -    สารสื่อประสาทที่สำคัญ  เช่น 5-HT, Dopamine, Substance P ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการคิดค้นยาเพื่อการป้องกันและรักษาอาการอาเจียน

                     จากยาเคมีบำบัด

        2.) กลไกที่ 2 ยาเคมีบำบัดจะไปกระตุ้นที่ระบบประสาทส่วนกลางโดยตรงที่บริเวณ Amygdala

        3.) กลไกที่ 3 ตัวยาในกลุ่มมอร์ฟีนจะผ่านเข้าไปทางกระแสเลือดหรือน้ำไขสันหลังเข้าไปยังสมองบริเวณ Area Postrema และกระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียนได้ 

        ในปัจจุบันมีการแบ่งยาเคมีบำบัดชนิดต่างๆ ตามร้อยละของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด เมื่อไม่ได้ใช้ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน 

เป็น 5 ระดับด้วยกัน ดังตารางต่อไปนี้

ระดับ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาเคมีบำบัด
5
(สูง)
>90% Carmustine-high dose
Cisplatin-moderate to high dose
Cyclophosphamide-high dose
Dacarbazine
Mechlorethamine
Streptozocin
4
(ปานกลาง)
60-90% Amifostine-high dose
Busulfan-high dose
Carboplatin
Carmustine
Cisplatin
Cyclophosphamide-moderate dose   
Cytarabine-high dose
Dactinomycin
Doxorubicin- high dose
Epirubicin-high dose
Melphalan-high dose
Methotrexate-high dose
3
(ปานกลาง)
30-60% Arsenic trioxide
Asparaginase
Cyclophosphamide
Cyclophosphamide (by mouth)
Doxorubicin
Epirubicin
Hexamethlymelamine (by mouth)   
darubicin
Ifosfamide
Irinotecan
Methotrexate – moderate to high dose
Mitoxantrone
Oxaliplatin
2
(ต่ำ)
10-30% Bexarotene
Capecitabine
Cytarabine
Docetaxel
Doxorubicin (Liposomal)
Etoposide
5-Fluorouracil   
Gemcitabine
Methotrexate-moderate dose
Mitomycin
Paclitaxel
Temozolamide
Topotecan
1
(ต่ำที่สุด)
<10% Alemtuzumab
Asparaginase
Alpha Interferon
Bleomycin
Busulfan
Chlorambucil(by mouth)
Cladribine
Dexazoxane
Denileukin deftitox
Fludarabine
Gemtuzumab
Imatinib   
Hydroxyurea
Melphalan
Methotrexate
Pentostatin
Rituximab
Thioguanine (by mouth)
Trastuzumab
Valrubicin
Vinblastin
Vincristine
Vinorelbine

การฉายแสงกับอาการคลื่นไส้อาเจียน

        การฉายแสงสามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เช่นเดียวกับการให้ยาเคมีบำบัด โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำการฉายแสง ปริมาณรังสีที่ฉาย

และความถี่ของการฉายแสง  ตำแหน่งของการฉายแสงที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากคือบริเวณท้อง ซึ่งทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ประมาณ 

50% ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงบริเวณท้อง การได้รับการฉายแสงร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดจะเพิ่มโอกาสเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากยิ่งขึ้นและ

การฉายแสงที่มีปริมาณรังสีมากในครั้งเดียวจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากกว่าการแบ่งฉายหลายๆ ครั้ง

การฉายแสงในบริเวณต่างๆ ของร่างกายจะมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป ดังนี้

บริเวณที่ได้รับการฉายแสง ผลข้างเคียง
สมอง, กระดูกสันหลัง คลื่นไส้อาเจียน
ลิ้น , กล่องเสียง , ต่อมทอนซิล , ต่อมน้ำลาย , โพรงจมูก , คอหอย เจ็บปาก , กลืนลำบาก/เจ็บ , ไม่รู้รสชาติอาหาร , เจ็บคอ , ปากแห้ง ,
น้ำลายเหนียว
ปอด , หลอดอาหาร , เต้านม กลืนลำบาก , แสบร้อนบริเวณหน้าอก
ลำไส้เล็ก/ใหญ่ , ต่อมลูกหมาก , ปากมดลูก ไม่อยากอาหาร , คลื่นไส้อาเจียน
มดลูก , ไส้ตรง , ตับอ่อน ท้องเสีย , ท้องอืด

การรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน

        ในปัจจุบันมียารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนหลายชนิดด้วยกัน แต่ก็ไม่มียาตัวใดที่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ 100 % เนื่องจากยาเคมีบำบัด 

แต่ละชนิดมีกลไกที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนที่แตกต่างกัน และผู้ป่วยแต่ละคนก็ตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน โดยมีหลักการเลือกยารักษาอาการคลื่นไส้

อาเจียนดังนี้

        •    ยาเคมีบำบัดชนิดนั้นๆ กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงมากน้อยเพียงไร

        •    ยาเคมีบำบัดชนิดนั้นๆ มีโอกาสทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากหรือน้อย 

        •    ประวัติการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วย และยาที่ใช้ในการรักษาอาการดังกล่าว

        •    ติดตามการตอบสนองต่อยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วย

        •    ผลข้างเคียงของยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน

        •    ใช้ยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนขนาดน้อยที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้

        •    ควรเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

        ในการป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นควรเริ่มให้ยาป้องกันตั้งแต่ก่อนการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องไปจนกระทั่งเลยช่วงเวลาที่ยาเคมีบำบัดจะทำให้เกิด

อาการคลื่นไส้อาเจียน โดยการให้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน มีวิธีการให้ยาได้หลายทางขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ เช่น ชนิดรับประทาน การฉีดเข้าหลอดเลือด

การฉีดเข้ากล้าม การสอดเข้าทางทวารหนัก การอมใต้ลิ้น หรือแบบแผ่นแปะผิวหนัง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาทางปากได้

ยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน

            1.)  5-HT3 Antagonists

                    -    ใช้ป้องกันการเกิดอาเจียนจากยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการปานกลางถึงมาก

                    -    ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดศีรษะ มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติได้ชั่วคราว ท้องผูก

                    -    การใช้ปริมาณยาเพียงครั้งเดียวได้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับหลายครั้งในหนึ่งวัน

                    -    รูปแบบยาแบบรับประทานได้ผลเท่ากับยาฉีด

                    -    ได้ผลเล็กน้อยในการป้องกันอาการอาเจียนที่อาจเกิดภายหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว จากยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการปานกลาง 

                          เช่น Platinum-based

                    -    Palonosetron เป็นตัวยาล่าสุด มีค่าชีวิตประมาณ 40 ชั่วโมง

            2.)  Neurokinin-1 receptor Antagonists    

                    -    เป็นตัวยากลุ่มใหม่ที่ได้ผลในการป้องกันการอาเจียนจากยาเคมีบำบัด

                    -    Aprepitant  เป็นยากิน ใช้ได้ผลดีกับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการมาก

                    -    Fosaprepitant เป็นยาฉีด ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Aprepitant ในกระแสเลือดหลังฉีด 30 นาที

                    -    ผลข้างเคียงจากยา เช่น อ่อนเพลีย สะอึก จุกแสบ แน่นท้อง

                    -    ยาจะถูกเปลี่ยนที่ตับโดนผ่าน Cytochrome P-450 ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากต้องระมัดระวังการใช้ยาที่ต้องผ่านประบวนการที่ตับ

                         แบบเดียวกัน เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Warfarin) แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดในการต้องปรับยา

                         เมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดอื่นๆ

            3.)  ยาสเตียรอยด์

                    -    ใช้เป็นยาแก้อาการอาเจียนมามากกว่า 25 ปีแล้ว

                    -    สามารถใช้ยากลุ่มนี้ได้ดีกับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการน้อย

                    -    ผลการรักษาจะดีมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาแก้อาเจียนประเภทอื่นๆ

                    -    ใช้ได้ดีกับอาการที่เกิดก่อนและภายหลัง 24 ชั่วโมง (Acute + Delayed emesis)

                    -    เมื่อใช้ร่วมกับยา Aprepitant ควรจะลดระดับของสเตียรอยด์ลงประมาณ 50%

            4.)  ยาแก้คลื่นไส้อื่นๆที่ออกฤทธิ์ไม่แรง

                    -    ประสิทธิภาพต่ำ และอาจมีผลข้างเคียงได้มากกว่า

                    -    Phenothiazines ยากลุ่มเก่า ใช้ค่อนข้างกว้างขวาง

                    -    Metoclopremide  ประสิทธิภาพเพิ่มตามปริมาณยาที่ได้รับ

                    -    Synthetic cannabinoids

                    -    Olanzapine

                    -    Benzodiazepines    

            การให้ยาเคมีบำบัดแบบฉีดวันเดียว หรือแบบฉีดหลายวันก็มีหลักการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนเหมือนกันเพราะว่าการให้ยาแคมีบำบัดแบบหลายวันนั้น

มักจะให้ยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการมากในวันแรก จะให้ยาป้องกันและรักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างไรก็ขึ้นกับระดับความเสี่ยงที่จะเกิดอาการ 

            ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ยาเคมีบำบัดในรูปแบบการรับประทานมากขึ้น ซึ่งถึงแม้จะมีการจัดลำดับของความสามารถก่อให้เกิดการอาเจียนของยา แต่ยังไม่มี 

ข้อมูลที่แน่ชัดในการให้ยาแก้อาเจียน

            ความเสี่ยงสูง

                •    รายที่ได้รับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการมาก เช่น Platinum-based

                •    ให้ยารักษาชนิดที่ออกฤทธิ์แรง 3 กลุ่มแรกร่วมกัน โดยให้ก่อนยาเคมีบำบัด

                •    ให้ยากลุ่มที่ 2 (Aprepitant) ต่อในวันที่ 2 - 3

                •    ให้ยากลุ่มที่ 3 (ยาสเตียรอยด์) ต่อในวันที่ 2 - 4

            ความเสี่ยงปานกลาง

                •    รายที่ได้รับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการปานกลาง เช่น Anthracyclines และ Cyclophosphamide

                •    ให้ยารักษาชนิดที่ออกฤทธิ์แรง 3 กลุ่มแรกร่วมกัน โดยให้ก่อนยาเคมีบำบัด

                •    ให้ยากลุ่มที่ 2 (Aprepitant) ต่อในวันที่ 2 - 3

                •    หรืออาจให้แค่กลุ่มที่ 1+3 ในวันแรกและกลุ่มที่ 1 หรือ 3 ในวันที่ 2 - 3

            ความเสี่ยงต่ำ

                •    ให้ยากลุ่มที่ 1 หรือ 3 ครั้งเดียวก่อนให้ยาเคมีบำบัด

                •    ไม่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยาเพื่อป้องกันอาการในวันที่ 2-4

            ความเสี่ยงต่ำมาก

                •    ไม่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยาเพื่อป้องกันอาการอาเจียน

            นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนโดยนักจิตบำบัดซึ่งสามารถทำควบคู่ไปกับการให้ยาได้อีกด้วย เช่น การสะกดจิต , การฝึกการผ่อนคลาย

กล้ามเนื้อ (Progressive muscle relaxzation) , การฝึกสมาธิในการควบคุมร่างกาย (Biofeedback) , การฝึกจินตภาพ (Guided Imagery)  และ การสร้าง 

ความเคยชินกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Systematic desensitization) 

ภาวะโภชนาการของผู้ป่วย

            ภาวะโภชนาการที่ดีมีความสำคัญกับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งจะรับประทานอาหารได้น้อยอยู่แล้วจากตัวโรค 

ที่เป็นอยู่และจากการรักษา ดังนั้นทีมผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยควรร่วมมือกันวางแผนเพื่อให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ดีในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมี

ประโยชน์ต่อผู้ป่วย ดังนี้

                •    มีกำลังใจที่ดี

                •    ร่างกายแข็งแรง และได้รับพลังงานเพียงพอ

                •    น้ำหนักไม่ลด และมีสารอาหารสะสมในร่างกายเพียงพอ

                •    ทำให้ร่างกายสามารถทนต่อผลข้างเคียงจากการรักษาได้ดีขึ้น

                •    ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

                •    ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด

                •    เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเป็นผู้ป่วยนอก ดังนั้นจึงควรเตรียมอาหารและของว่างมาด้วยหากการให้ยาเคมีต้องใช้ระยะเวลาที่นาน

บางโรงพยาบาลมีการอำนวยความสะดวกโดยมีตู้เย็น และเครื่องไมโครเวฟไว้ให้บริการ

                •    ควรรับประทานอาหารว่างหรืออาหารเบาๆ ก่อนให้ยาเคมีบำบัด 

                •    การพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

                •    หากรู้สึกไม่อยากอาหารหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ก็ไม่ควรฝืนรับประทานซึ่งแก้ไขได้ด้วยการรับประทานทีละน้อย บ่อยๆ หรือเลือกรับประทาน 

อาหารที่ชอบในระหว่างการรักษา

                •    ควรรับประทานอาหารตามปกติหากสามารถทำได้ ที่สำคัญคือไม่ควรฝืนรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือเมื่อยังรู้สึกอิ่มอยู่

                •    อย่าเกรงใจที่จะขอให้ญาติและเพื่อนๆ มีส่วนช่วยในการเลือกซื้อ และเตรียมอาหาร หรือหากอยู่คนเดียวก็อาจสั่งอาหารมารับประทานที่บ้าน

หรือออกไปรับประทานอาหารกับเพื่อนบ้าน หรือชมรมผู้สูงอายุเป็นต้น

                •    ผลข้างเคียงจากการรักษาส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวเท่านั้น หากอาการไม่หายไปผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป

คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสง

                •    ไม่ควรไปฉายแสงขณะท้องว่าง และรับประทานอาหารก่อนไปฉายแสงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

                •    หากระยะทางไปฉายแสงไกลมากอาจต้องเตรียมอาหารและเครื่องดื่มไปทานระหว่างทางด้วย

                •    ควรให้ญาติหรือเพื่อนเตรียมอาหารที่ผู้ป่วยอยากกินในวันนั้นให้ เพราะอาหารที่รสชาติไม่ดี กลืนลำบาก หรืออาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้

จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง

                •    ตัวผู้ป่วยเองไม่ควรคิดไปก่อนว่าตนจะมีผลข้างเคียงจากการรักษาเหมือนผู้ป่วยคนอื่นๆ เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนก็จะมีผลข้างเคียงจากการรักษา

แตกต่างกันแม้ว่าจะได้รับการรักษาที่เหมือนกัน 

                •    การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการให้กำลังใจกันในหมู่ผู้ป่วยด้วยกันเองจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น

การดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

                •    ในผู้ป่วยที่ต้องควบคุมอาหารเช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหัวใจ  ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารตามความเหมาะสม โดยปรึกษากับทีมแพทย์

ผู้ให้การรักษา

                •    ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ และบ่อยๆ แทนที่จะเป็นมื้อหลัก 3 มื้อตามปกติ 

                •    ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง

                •    สามารถรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทีมผู้ให้การรักษา

                •    ในแต่ละวันหากช่วงเวลาใดที่สามารถทานได้ควรรับประทานให้เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่มื้อเช้าจะเป็นมื้อที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้มาก

                •    หากไม่สามารถรับประทานอาหารได้เพียงพอ ควรบอกแก่ทีมผู้ให้การรักษาหรือนักโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

                •    หากยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ผล ควรแจ้งทีมผู้ให้การรักษาทราบเพื่อพิจารณาปรับยาให้เหมาะสม

                •    ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น น้ำซุป โจ๊ก 

                •    ไม่ควรฝืนรับประทานหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน

                •    ไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนจัด

                •    ควรหาคนช่วยเตรีมอาหารแทนหากคุณมีอาการคลื่นไส้อาเจียน

                •    ควรทำความสะอาดช่องปากทุกครั้งหลังอาเจียน

                •    สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก

                •    หลีกเลี่ยง เสียง ภาพ กลิ่น ที่อาจทำให้คลื่นไส้ได้

                •    แจ้งแพทย์หรือพยาบาลหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก และไม่สามารถควบคุมได้

                หากตัวผู้ป่วยเอง ญาติ หรือผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในภาวะดังกล่าวและสามารถช่วยดูแลอาการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วยให้บรรเทาลง

ก็ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ดี มีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคต่อไป