|
|
อาการคลื่นไส้อาเจียนกับการรักษาโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งเป็นโรคที่สำคัญ การรักษาต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีวิทยาการรักษาที่พัฒนาไปมากทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การฝังแร่และการฉายแสง แต่ก็มีอาการข้างเคียงจากการรักษาพยาบาลที่พบได้บ่อยคืออาการคลื่นไส้อาเจียนซึ่งพบประมาณ 50% ของผู้เข้ารับการรักษาทั้งหมด จึงจัดเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดภาวะขาดสารอาหารและเกลือแร่ และมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการรักษาจนอาจมี ผลต่อการรักษาได้ การคลื่นไส้และอาเจียน มีความหมายที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้ - “คลื่นไส้” หมายถึง อาการดังต่อไปนี้ รู้สึกไม่สบายท้อง มีน้ำลายมาก วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด กลืนอาการลำบาก อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลง และชีพจรเต้นเร็วขึ้น - “อาเจียน” หมายถึง การหดรัดตัวของกระเพาะอาหารซึ่งจะบีบเอาอาหารและน้ำย่อยในกระเพาะให้ไหลย้อนขึ้นมาที่ปาก หรืออาจจะไม่มีอาหาร ออกมาก็ได้ ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ - การให้ยาเคมีบำบัดรักษา - การฉายรังสี (การฉายรังสี) - โรคมะเร็งที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ - สาเหตุอื่นๆ เช่น ยา การติดเชื้อ โรคหรือความเจ็บป่วยอื่นๆ
ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่ออาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย คือ • ชนิดของยาเคมีบำบัด ที่ผู้ป่วยได้รับ • ขนาดของยาเคมีบำบัด ที่ผู้ป่วยได้รับ ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณมากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะคลื่นไส้อาเจียนได้มาก • ความถี่ในการให้ยาเคมีบำบัด หากถี่มากก็จะทำให้ระยะเวลาระหว่างการให้ยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบน้อยผู้ป่วยก็จะมีเวลาฟื้นตัวจาก อาการคลื่นไส้อาเจียนก่อนจะได้รับยาเคมีบำบัดในรอบต่อไปสั้นลงด้วย • วิธีการให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาโดยวิธีการฉีดเข้าหลอดเลือดดำจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เร็วกว่าการรับประทานเนื่องจากตัวยา ถูกดูดซึมได้เร็วกว่า • ประวัติการคลื่นไส้อาเจียนหลังรับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่เคยได้รับยาเคมีบำบัดและมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก โอกาสที่จะมีอาการในครั้งต่อไป จะมีมากขึ้น • ปัจจัยอื่นๆ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจเกิดผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัดที่แตกต่างกันได้ เช่น o เพศและอายุ ผู้หญิงและอายุน้อยจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า o ดื่มแอลกอฮอล์มาก อาจมีความเสี่ยงในการมีอาการได้น้อยกว่า อาการคลื่นไส้อาเจียนชนิดต่างๆ ที่พบจากการให้ยาเคมีบำบัด มีหลายแบบ ดังนี้ 1. อาการคลื่นไส้อาเจียนเฉียบพลัน หมายถึง เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียนภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับยาเคมีบำบัด โดยมากจะมีอาการภายในไม่กี่นาทีหรือ หลายชั่วโมงหลังได้รับยาเคมีบำบัด และส่วนใหญ่จะมีอาการแย่ที่สุดในช่วง 5-6 ชั่วโมงหลังได้รับยา 2. อาการคลื่นไส้อาเจียนที่ไม่ได้เกิดโดยทันที เริ่มมีอาการหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดเกิน 24 ชั่วโมง และอาจมีอาการต่อไปอีก6-7 วัน เช่นยาในกลุ่ม platinum-based, anthracyclines, cyclophosphamide 3. อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้า เป็นชนิดที่พบได้ไม่บ่อยนักเกิดในผู้ป่วยที่เคยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการไม่พึงประสงค์ จากการ ให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งมักมีอาการก่อนการให้ยาในรอบต่อไป เนื่องจากผู้ป่วยคาดการณ์ว่าจะเกิดอาการไม่พึงประสงค์เช่นเดิมเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด 4. อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นระหว่างการได้ยาป้องกันการอาเจียน คือ อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นแม้ผู้ป่วยจะได้รับยาเพื่อป้องกันแล้ว 5. อาการคลื่นไส้อาเจียนที่ไม่ตอบสนองต่อยา ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แม้ว่าจะได้รับยาเพื่อป้องกันและรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เหมาะสมแล้ว กลไกของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน 1.) กลไกที่ 1 เมื่อยาเคมีบำบัดถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ผ่านไปที่ส่วนต้นของลำไส้เล็ก ยาเคมีบำบัดจะไปกระตุ้นเซลล์ในลำไส้เล็กให้สร้างสารสื่อประสาท เช่น 5-HT (5-hydroxytrptamine) ซึ่งสารนี้จะไปจับกับตัวรับสารสื่อประสาทที่ผนังของลำไส้ แล้วส่งกระแสประสาทไปยังสมอง (Nucleus Tractus Solitaries เป็นส่วนใหญ่และบางส่วนไปที่ Area Postrema) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นให้มีอาการอาเจียนแบบฉับพลัน - สารสื่อประสาทที่สำคัญ เช่น 5-HT, Dopamine, Substance P ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการคิดค้นยาเพื่อการป้องกันและรักษาอาการอาเจียน จากยาเคมีบำบัด 2.) กลไกที่ 2 ยาเคมีบำบัดจะไปกระตุ้นที่ระบบประสาทส่วนกลางโดยตรงที่บริเวณ Amygdala 3.) กลไกที่ 3 ตัวยาในกลุ่มมอร์ฟีนจะผ่านเข้าไปทางกระแสเลือดหรือน้ำไขสันหลังเข้าไปยังสมองบริเวณ Area Postrema และกระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียนได้ ในปัจจุบันมีการแบ่งยาเคมีบำบัดชนิดต่างๆ ตามร้อยละของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด เมื่อไม่ได้ใช้ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน เป็น 5 ระดับด้วยกัน ดังตารางต่อไปนี้
การฉายแสงกับอาการคลื่นไส้อาเจียน การฉายแสงสามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เช่นเดียวกับการให้ยาเคมีบำบัด โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำการฉายแสง ปริมาณรังสีที่ฉาย และความถี่ของการฉายแสง ตำแหน่งของการฉายแสงที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากคือบริเวณท้อง ซึ่งทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ประมาณ 50% ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงบริเวณท้อง การได้รับการฉายแสงร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดจะเพิ่มโอกาสเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากยิ่งขึ้นและ การฉายแสงที่มีปริมาณรังสีมากในครั้งเดียวจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากกว่าการแบ่งฉายหลายๆ ครั้ง การฉายแสงในบริเวณต่างๆ ของร่างกายจะมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป ดังนี้
การรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน ในปัจจุบันมียารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนหลายชนิดด้วยกัน แต่ก็ไม่มียาตัวใดที่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ 100 % เนื่องจากยาเคมีบำบัด แต่ละชนิดมีกลไกที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนที่แตกต่างกัน และผู้ป่วยแต่ละคนก็ตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน โดยมีหลักการเลือกยารักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียนดังนี้ • ยาเคมีบำบัดชนิดนั้นๆ กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงมากน้อยเพียงไร • ยาเคมีบำบัดชนิดนั้นๆ มีโอกาสทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากหรือน้อย • ประวัติการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วย และยาที่ใช้ในการรักษาอาการดังกล่าว • ติดตามการตอบสนองต่อยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วย • ผลข้างเคียงของยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน • ใช้ยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนขนาดน้อยที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้ • ควรเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ในการป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นควรเริ่มให้ยาป้องกันตั้งแต่ก่อนการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องไปจนกระทั่งเลยช่วงเวลาที่ยาเคมีบำบัดจะทำให้เกิด อาการคลื่นไส้อาเจียน โดยการให้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน มีวิธีการให้ยาได้หลายทางขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ เช่น ชนิดรับประทาน การฉีดเข้าหลอดเลือด การฉีดเข้ากล้าม การสอดเข้าทางทวารหนัก การอมใต้ลิ้น
หรือแบบแผ่นแปะผิวหนัง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาทางปากได้ ยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน 1.) 5-HT3 Antagonists - ใช้ป้องกันการเกิดอาเจียนจากยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการปานกลางถึงมาก - ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดศีรษะ มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติได้ชั่วคราว ท้องผูก - การใช้ปริมาณยาเพียงครั้งเดียวได้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับหลายครั้งในหนึ่งวัน - รูปแบบยาแบบรับประทานได้ผลเท่ากับยาฉีด - ได้ผลเล็กน้อยในการป้องกันอาการอาเจียนที่อาจเกิดภายหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว จากยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการปานกลาง เช่น Platinum-based - Palonosetron เป็นตัวยาล่าสุด มีค่าชีวิตประมาณ 40 ชั่วโมง 2.) Neurokinin-1 receptor Antagonists - เป็นตัวยากลุ่มใหม่ที่ได้ผลในการป้องกันการอาเจียนจากยาเคมีบำบัด - Aprepitant เป็นยากิน ใช้ได้ผลดีกับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการมาก - Fosaprepitant เป็นยาฉีด ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น Aprepitant ในกระแสเลือดหลังฉีด 30 นาที - ผลข้างเคียงจากยา เช่น อ่อนเพลีย สะอึก จุกแสบ แน่นท้อง - ยาจะถูกเปลี่ยนที่ตับโดนผ่าน Cytochrome P-450 ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากต้องระมัดระวังการใช้ยาที่ต้องผ่านประบวนการที่ตับ แบบเดียวกัน เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Warfarin) แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดในการต้องปรับยา เมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดอื่นๆ 3.) ยาสเตียรอยด์ - ใช้เป็นยาแก้อาการอาเจียนมามากกว่า 25 ปีแล้ว - สามารถใช้ยากลุ่มนี้ได้ดีกับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการน้อย - ผลการรักษาจะดีมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาแก้อาเจียนประเภทอื่นๆ - ใช้ได้ดีกับอาการที่เกิดก่อนและภายหลัง 24 ชั่วโมง (Acute + Delayed emesis) - เมื่อใช้ร่วมกับยา Aprepitant ควรจะลดระดับของสเตียรอยด์ลงประมาณ 50% 4.) ยาแก้คลื่นไส้อื่นๆที่ออกฤทธิ์ไม่แรง - ประสิทธิภาพต่ำ และอาจมีผลข้างเคียงได้มากกว่า - Phenothiazines ยากลุ่มเก่า ใช้ค่อนข้างกว้างขวาง - Metoclopremide ประสิทธิภาพเพิ่มตามปริมาณยาที่ได้รับ - Synthetic cannabinoids - Olanzapine - Benzodiazepines การให้ยาเคมีบำบัดแบบฉีดวันเดียว หรือแบบฉีดหลายวันก็มีหลักการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนเหมือนกันเพราะว่าการให้ยาแคมีบำบัดแบบหลายวันนั้น มักจะให้ยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการมากในวันแรก จะให้ยาป้องกันและรักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างไรก็ขึ้นกับระดับความเสี่ยงที่จะเกิดอาการ ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ยาเคมีบำบัดในรูปแบบการรับประทานมากขึ้น ซึ่งถึงแม้จะมีการจัดลำดับของความสามารถก่อให้เกิดการอาเจียนของยา แต่ยังไม่มี ข้อมูลที่แน่ชัดในการให้ยาแก้อาเจียน ความเสี่ยงสูง • รายที่ได้รับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการมาก เช่น Platinum-based • ให้ยารักษาชนิดที่ออกฤทธิ์แรง 3 กลุ่มแรกร่วมกัน โดยให้ก่อนยาเคมีบำบัด • ให้ยากลุ่มที่ 2 (Aprepitant) ต่อในวันที่ 2 - 3 • ให้ยากลุ่มที่ 3 (ยาสเตียรอยด์) ต่อในวันที่ 2 - 4 ความเสี่ยงปานกลาง • รายที่ได้รับยาเคมีบำบัดชนิดที่ก่อให้เกิดอาการปานกลาง เช่น Anthracyclines และ Cyclophosphamide • ให้ยารักษาชนิดที่ออกฤทธิ์แรง 3 กลุ่มแรกร่วมกัน โดยให้ก่อนยาเคมีบำบัด • ให้ยากลุ่มที่ 2 (Aprepitant) ต่อในวันที่ 2 - 3 • หรืออาจให้แค่กลุ่มที่ 1+3 ในวันแรกและกลุ่มที่ 1 หรือ 3 ในวันที่ 2 - 3 ความเสี่ยงต่ำ • ให้ยากลุ่มที่ 1 หรือ 3 ครั้งเดียวก่อนให้ยาเคมีบำบัด • ไม่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยาเพื่อป้องกันอาการในวันที่ 2-4 ความเสี่ยงต่ำมาก • ไม่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยาเพื่อป้องกันอาการอาเจียน นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนโดยนักจิตบำบัดซึ่งสามารถทำควบคู่ไปกับการให้ยาได้อีกด้วย เช่น การสะกดจิต , การฝึกการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ (Progressive muscle relaxzation) , การฝึกสมาธิในการควบคุมร่างกาย (Biofeedback) , การฝึกจินตภาพ (Guided Imagery) และ การสร้าง ความเคยชินกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Systematic desensitization) ภาวะโภชนาการของผู้ป่วย ภาวะโภชนาการที่ดีมีความสำคัญกับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งจะรับประทานอาหารได้น้อยอยู่แล้วจากตัวโรค ที่เป็นอยู่และจากการรักษา ดังนั้นทีมผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยควรร่วมมือกันวางแผนเพื่อให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ดีในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมี ประโยชน์ต่อผู้ป่วย ดังนี้ • มีกำลังใจที่ดี • ร่างกายแข็งแรง และได้รับพลังงานเพียงพอ • น้ำหนักไม่ลด และมีสารอาหารสะสมในร่างกายเพียงพอ • ทำให้ร่างกายสามารถทนต่อผลข้างเคียงจากการรักษาได้ดีขึ้น • ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ • ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด • เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเป็นผู้ป่วยนอก ดังนั้นจึงควรเตรียมอาหารและของว่างมาด้วยหากการให้ยาเคมีต้องใช้ระยะเวลาที่นาน บางโรงพยาบาลมีการอำนวยความสะดวกโดยมีตู้เย็น และเครื่องไมโครเวฟไว้ให้บริการ • ควรรับประทานอาหารว่างหรืออาหารเบาๆ ก่อนให้ยาเคมีบำบัด • การพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี • หากรู้สึกไม่อยากอาหารหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด ก็ไม่ควรฝืนรับประทานซึ่งแก้ไขได้ด้วยการรับประทานทีละน้อย บ่อยๆ หรือเลือกรับประทาน อาหารที่ชอบในระหว่างการรักษา • ควรรับประทานอาหารตามปกติหากสามารถทำได้ ที่สำคัญคือไม่ควรฝืนรับประทานอาหารที่ไม่ชอบหรือเมื่อยังรู้สึกอิ่มอยู่ • อย่าเกรงใจที่จะขอให้ญาติและเพื่อนๆ มีส่วนช่วยในการเลือกซื้อ และเตรียมอาหาร หรือหากอยู่คนเดียวก็อาจสั่งอาหารมารับประทานที่บ้าน หรือออกไปรับประทานอาหารกับเพื่อนบ้าน หรือชมรมผู้สูงอายุเป็นต้น • ผลข้างเคียงจากการรักษาส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวเท่านั้น หากอาการไม่หายไปผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสง • ไม่ควรไปฉายแสงขณะท้องว่าง และรับประทานอาหารก่อนไปฉายแสงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง • หากระยะทางไปฉายแสงไกลมากอาจต้องเตรียมอาหารและเครื่องดื่มไปทานระหว่างทางด้วย • ควรให้ญาติหรือเพื่อนเตรียมอาหารที่ผู้ป่วยอยากกินในวันนั้นให้ เพราะอาหารที่รสชาติไม่ดี กลืนลำบาก หรืออาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง • ตัวผู้ป่วยเองไม่ควรคิดไปก่อนว่าตนจะมีผลข้างเคียงจากการรักษาเหมือนผู้ป่วยคนอื่นๆ เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนก็จะมีผลข้างเคียงจากการรักษา แตกต่างกันแม้ว่าจะได้รับการรักษาที่เหมือนกัน • การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการให้กำลังใจกันในหมู่ผู้ป่วยด้วยกันเองจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น การดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน • ในผู้ป่วยที่ต้องควบคุมอาหารเช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารตามความเหมาะสม โดยปรึกษากับทีมแพทย์ ผู้ให้การรักษา • ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ และบ่อยๆ แทนที่จะเป็นมื้อหลัก 3 มื้อตามปกติ • ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง • สามารถรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทีมผู้ให้การรักษา • ในแต่ละวันหากช่วงเวลาใดที่สามารถทานได้ควรรับประทานให้เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่มื้อเช้าจะเป็นมื้อที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้มาก • หากไม่สามารถรับประทานอาหารได้เพียงพอ ควรบอกแก่ทีมผู้ให้การรักษาหรือนักโภชนาการเพื่อรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง • หากยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ผล ควรแจ้งทีมผู้ให้การรักษาทราบเพื่อพิจารณาปรับยาให้เหมาะสม • ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น น้ำซุป โจ๊ก • ไม่ควรฝืนรับประทานหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน • ไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนจัด • ควรหาคนช่วยเตรีมอาหารแทนหากคุณมีอาการคลื่นไส้อาเจียน • ควรทำความสะอาดช่องปากทุกครั้งหลังอาเจียน • สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก • หลีกเลี่ยง เสียง ภาพ กลิ่น ที่อาจทำให้คลื่นไส้ได้ • แจ้งแพทย์หรือพยาบาลหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก และไม่สามารถควบคุมได้ หากตัวผู้ป่วยเอง ญาติ หรือผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในภาวะดังกล่าวและสามารถช่วยดูแลอาการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วยให้บรรเทาลง ก็ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการที่ดี มีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคต่อไป |
![]() |