ชนิดของรังสีที่ใช้ในการรักษา

ชนิดของรังสีที่ใช้ในการรักษา ได้แก่ รังสีเอกซ์, รังสีแกมมา และพวกอนุภาคต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วมักนิยมใช้รังสีแกมม่าจากเครื่อง

โคบอลต์-60, รังสีเอกซ์พลังงานสูงจากเครื่องเร่งอนุภาคและนิยมใช้อนุภาคอิเล็กตรอนรักษาบริเวณพื้นผิวตื้นๆ การเลือกชนิดและพลังงาน

ของรังสีรักษาผู้ป่วย ต้องพิจารณาลักษณะรูปร่างตลอดจนตำแหน่งที่ตั้งของก้อนมะเร็ง

ชนิดของรังสีที่ใช้

รังสีเอกซ์

ก. รังสีเอกซ์ชนิดสัมผัส (Contact x-rays) 40-60 กิโลโวลท์ (kV) ระยะต้นกำเนิดรังสีห่างจากผิวผู้ป่วย 5-15 ซม. ใช้รักษาแผลเป็น

หลังการผ่าตัด

 

ภาพแสดงเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ชนิดสัมผัสที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ข. รังสีเอกซ์ชนิดผิว (Superficial x-rays) 60-140 กิโลโวลท์ ระยะต้นกำเนิดรังสีห่างจากผิวผู้ป่วย 15-20 ซม. สามารถรักษา

เนื้อร่ายในความลึกจากผิวไม่เกิน 5 มม.

ภาพแสดงเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ชนิดผิวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ค. รังสีเอกซ์ชนิดลึก (Orthovoltage หรือ Deep x-rays) 150-500 กิโลโวลท์ ระยะต้นกำเนิดรังสีห่างจากผิวผู้ป่วย 30-50 ซม.

สามารถรักษาเนื้อร้ายได้ในความลึกจากผิวไม่เกิน 2 ซม. ซึ่งในปัจจุบันใช้น้อยมากเพราะมะเร็งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ลึกกว่านี้

ง. รังสีเอกซ์ชนิดพลังงานสูง (Megavoltage x-rays) พลังงานมากกว่า 1 ล้านโวลท์ เรียกว่า megavoltage beem ซึ่งหลอด

เอกซเรย์ธรรมดา ไม่สามารถผลิตเอกซเรย์ในช่วงล้านโวลท์ได้ ต้องใช้เครื่องเร่งอนุภาค เช่น เครื่อง Linear accelerator เร่ง

อิเล็กตรอนโดยใช้ไมโครเวฟ ขนาดความถี่ประมาณ 3,000 เมกกะไซเกิล/วินาที เป็นตัวที่ทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและเร่งอิเล็กตรอนให้มี

พลังงานตามต้องการเมื่อให้ไปชนเป้าก็จะได้รังสีเอกซ์ตามต้องการ นิยมใช้รังสีเอกซ์รักษาในช่วง 4-25 ล้านโวลท์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและ

ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง รังสีพลังงานสูงเหมาะกับก้อนมะเร็งที่อยู่ลึกและผู้ป่วยมีรูปร่างใหญ่โต

รังสีแกมมา

รังสีพลังงานสูงอาจใช้รังสีแกมมาจากสารกัมมันตรังสีได้ เช่น เครื่องโคบอลต์-60 ให้รังสีแกมมาพลังงานเฉลี่ย 1.25 

ล้านอิเล็กตรอนโวลท์ (MeV) โดยทั่วไปโคบอลต์-60 สามารถใช้รักษามะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอได้ดี การใช้และบำรุงรักษาเครื่อง

ง่ายไม่ยุ่งยาก

อนุภาค

ที่นิยมใช้คือ อิเล็กตรอน ซึ่งได้จากเครื่องเร่งอนุภาคโดยจะมีระบบแม่เหล็กแยกอิเล็กตรอนออกมาเมื่อต้องการใช้




ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน