|
มะเร็งต่อมลูกหมาก
การป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่เจริญเติบโตช้า และ ในระยะแรกของโรคมักไม่มีอาการ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีอาการ ของโรคแล้ว แสดงว่าตัวมะเร็งได้มีการเจริญเติบโตมานานและมักเป็นโรคที่เป็นมากแล้ว มะเร็งต่อมลูกหมาก ก็เหมือนมะเร็งหลายๆชนิด ตรงที่ถ้าให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะมีประสิทธิภาพดี ที่สุด มีการตรวจที่สำคัญ 2 อย่างที่ช่วยให้สามารถค้นหาโรคในระยะแรกๆ ได้ คือ การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก และการตรวจเลือดเพื่อหาสาร PSA (Prostate specific antigen) การป้องกันการเกิดมะเร็ง การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก จัดเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปี โดยเป็นการตรวจที่สำคัญ ที่สุดในการค้นหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้น เนื่องจากต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณด้านหน้าต่อไส้ตรง จึงไม่สามารถตรวจพบจากการตรวจร่างกายภายนอกได้ สำหรับวิธีการตรวจ แพทย์ผู้ตรวจจะสวมถุงมือ และสอดนิ้วที่ป้ายสารหล่อลื่น เข้าไปในไส้ตรงของผู้ป่วย เพื่อจะ ตรวจดูลักษณะของต่อมลูกหมากที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งถึงโรคมะเร็ง เช่น มีก้อน, โตขึ้น หรือ แข็งผิดปกติ การตรวจใช้เวลา เพียงเล็กน้อย ไม่ถึงนาที อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ไม่ทำให้เกิดอาการปวด หากมีอาการปวดระหว่างการตรวจอาจบ่ง ถึงภาวะต่อมลูกหมากอักเสบได้ แพทย์ผู้ตรวจสามารถกะขนาดของต่อมลูกหมาก ตัวมะเร็งมักเกิดที่ข้างใดข้างหนึ่งของ ต่อมลูกหมาก แต่ก็อาจมีการแพร่กระจายมาอีกข้างได้เช่นกัน และยังสามารถแพร่กระจายออกไปภายนอกต่อมลูกหมากได้ การตรวจทางทวารหนักไม่สามารถตรวจพบมะเร็งที่มีขนาดเล็กมากหรืออยู่ไกลออกไปจากบริเวณที่เข้าถึงจาก การตรวจได้สมาคมโรคมะเร็งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนักและการตรวจเลือดหาสาร PSA เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปี สำหรับ ผู้ชายอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือ ผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 50 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น มีประวัติญาติใกล้ชิด (พ่อ, พี่ชาย/น้องชาย, ลุง, ปู่ , ตา) เป็นมะเร็ง ต่อมลูกหมาก หรือเป็นผู้ชายชาวแอฟริกัน-อเมริกัน การตรวจทางทวารหนัก สามารถตรวจต่อมลูกหมากได้เฉพาะบริเวณผนังด้านหลังของต่อมลูกหมากเท่านั้น ส่วนความผิดปกติบริเวณส่วนกลางและส่วนหน้าไม่สามารถตรวจพบได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้การตรวจทางทวารหนัก ร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อหาสาร PSA ในขณะเดียวกัน การตรวจหาสาร PSA จะสามารถสืบค้นโรคมะเร็งได้ใน ผู้ป่วยที่ไม่พบความผิดปกติจากการตรวจทางทวารหนัก แต่ในบางครั้งการตรวจทางทวารหนักอาจพบโรคมะเร็งโดย ที่ไม่พบความผิดปกติของสาร PSA ในกระแสเลือดเลยก็ได้ การตรวจหาสาร PSA สาร PSA หรือ Prostate-specific antigen เป็นเอนไซม์ที่ผลิตจากต่อมลูกหมาก ในคนปกติจะมีสาร PSA ปริมาณน้อยๆ ในกระแสเลือด แต่จะพบสาร PSA ปริมาณสูงในภาวะมะเร็งต่อมลูกหมาก, มีการติดเชื้อของ ต่อมลูกหมากหรือในภาวะโรคใดๆ ของต่อมลูกหมาก การตรวจหาระดับของ PSA ทำได้ง่ายจากการเจาะเลือดเพียง ครั้งเดียว การรายงานผลระดับ PSA ในเลือดมีหน่วยเป็น นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ค่าปกติอยู่ในช่วง 0-4 นาโนกรัมต่อ มิลลิลิตร เนื่องจากค่า PSA แปรตามอายุและเชื้อชาติ ดังนั้นในกรณีที่ค่า PSA สูงกว่าปกติไม่มาก เช่น ค่าระหว่าง 4-10 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร จะรายงานผลเป็นค่าที่ก้ำกึ่ง ส่วนค่าที่สูงผิดปกติ คือ ค่าPSA ที่มากกว่า 10 นาโนกรัม ต่อมิลลิลิตร ซึ่งอาจบ่งบอกถึงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การศึกษาของ Mayo Clinic พบว่าภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hyperplasia) เป็น ผลให้มีค่า PSA สูงกว่า 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรได้ ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงอาจมีค่า PSA ที่สูงกว่าคนในวัยหนุ่มได้ | อายุ | ระดับ (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) | | 40-49 | 2.5 | | 50-59 | 3.5 | | 60-69 | 4.5 | | 70-79 | 6.5 |
จากการศึกษาพบว่าชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ทั้งในคนปกติหรือเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มีระดับ PSA ในเลือดสูงกว่าคนในเชื้อชาติอื่น โดยชาวแอฟริกัน-อเมริกัน อายุช่วง 50-60 ปี ที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง มีค่า PSA เฉลี่ยมากกว่าชาวคอเคเชี่ยน 1 หน่วย
สมาคมโรคมะเร็งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ตรวจเลือดหาระดับ PSA ทุกปี สำหรับ - ผู้ชายอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป - ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปี และมีประวัติญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก - ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปี และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน การแปลผลค่า PSA การเปรียบเทียบระดับ PSA ปีต่อปีเป็นการประเมินสุขภาพของต่อมลูกหมากที่สำคัญ ระดับ PSA มักไม่ เปลี่ยนแปลง ในผู้ชายที่สุขภาพดี ต่อมลูกหมากปกติ ภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hyperplasia) อาจเป็นเหตุให้ระดับ PSA สูงขึ้นในแต่ละปีได้ แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่โรคมะเร็งต่อมลูกหมากมักมีการ เพิ่มขึ้นของค่า PSA อย่างรวดเร็วกว่าภาวะต่อมลูกหมากโต อัตราความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของค่า PSA คือ อัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงของค่า PSA ต่อระยะเวลาที่ผ่านไป ส่วนใหญ่เป็นอัตราส่วนต่อปี โดย ปกติโรคมะเร็ง ต่อมลูกหมากมีอัตราความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของค่า PSA มากกว่าภาวะต่อมลูกหมากโต อัตราความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของค่า PSA ที่มากกว่า 0.75 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในระยะเวลา 12- 18 เดือน จากการตรวจ 3 ครั้งขึ้นไป มักบ่งถึงภาวะโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก แม้ว่าค่า PSA จะยังอยู่ในระดับปกติ ก็ตาม PSA อิสระ/ PSA รวม ส่วนหนึ่งของสาร PSA ในกระแสเลือดจะจับอยู่กับโปรตีน ในขณะที่อีกส่วนไม่ได้จับกับสิ่งใดในกระแส เลือด เรียกค่า PSA ส่วนนี้ว่า ค่า PSA อิสระ การหาสัดส่วนของค่า PSA อิสระต่อPSA รวม คือการหาสัดส่วนของค่า PSA อิสระในกระแสเลือด กับค่า PSA รวม (ค่า PSA อิสระ + ค่า PSA ที่จับกับโปรตีน) โดยค่า PSA อิสระ มักบ่งบอกถึงโรคของต่อม ลูกหมากที่ไม่ร้ายแรง ส่วนค่า PSA ที่จับกับโปรตีนมักสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง ดังนั้น สัดส่วนของค่า PSA อิสระ ที่น้อย ไม่เกิน 25% บ่งบอกถึง มีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็ง ได้มากกว่า สัดส่วนของค่า PSA อิสระที่สูง ภาวะต่อมลูกหมากโต ภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hyperplasia) เป็นภาวะที่ต่อมลูกหมากโตขึ้น โดยที่ไม่ ได้เป็นการเจริญเติบโตผิดปกติอย่างโรคมะเร็ง โอกาสเกิดภาวะต่อมลูกหมากโตเพิ่มมากขึ้นตามอายุ มากกว่า 50% ของผู้ชายอายุมากกว่า 50 ปีมีภาวะต่อมลูกหมากโต และพบภาวะต่อมลูกหมากโตถึง 80% ในผู้ชายอายุ 80 ปี อาการของภาวะต่อมลูกหมากโต ได้แก่ ปัสสาวะไม่ค่อยออก,ปัสสาวะไม่พุ่ง,ปัสสาวะกระปริดกระปรอย,ปัสสาวะรด, ปัสสาวะไม่สุด, ปัสสาวะบ่อย , อั้นปัสสาวะไม่อยู่ โรคต่อมลูกหมากอักเสบ โรคต่อมลูกหมากอักเสบ อาจเกิดได้จากการติดเชื้อหรือจากสาเหตุอื่นซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด อาการของโรค ต่อมลูกหมากอักเสบได้แก่ ปัสสาวะลำบาก, ปัสสาวะบ่อย, อั้นปัสสาวะไม่อยู่, ปวดหรือแสบร้อนเวลาปัสสาวะ, ปวด บริเวณหลังส่วนล่าง,เชิงกราน,อวัยวะเพศชาย, ถุงอัณฑะ หรือ บริเวณหัวหน่าว การตรวจโรคต่อมลูกหมากอักเสบคือการสืบค้นหาภาวะการอักเสบหรือการติดเชื้อในสารคัดหลั่งจากต่อม ลูกหมากหรือในปัสสาวะ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก หากการเพิ่มขึ้นของค่า PSA ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยภาวะต่อมลูกหมากโตหรือโรคต่อมลูกหมากอักเสบ สิ่งที่ควรทำในขั้นต่อไป คือสืบค้นหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งในระยะแรกของโรคมักไม่ก่อให้เกิดอาการ สำหรับ ผู้ป่วยที่มีอาการ อาจมีอาการผิดปกติของการปัสสาวะ, ปัสสาวะบ่อย, อั้นปัสสาวะไม่อยู่, อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือ มีอาการปวดบริเวณเชิงกราน, สะโพก, หลัง
|