|
มะเร็งตับอ่อน
มะเร็งตับอ่อนรักษาอย่างไร วิธีรักษามีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ (1) การผ่าตัด (2) การฉายแสง และ (3) การให้ยาเคมีบำบัด ทั้งนี้วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับ ระยะของโรคเป็นสำคัญ การผ่าตัด การผ่าตัดมี 2 วิธีในการรักษามะเร็งตับ คือ 1. การผ่าตัดแบบหวังผลหายขาด คือเอาก้อนเนื้อออกได้หมด 2. การผ่าตัดประคองอาการ คือ การผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการ เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่มาก หรือกระจายเกินกว่า จะผ่าตัดได้หมด หรือเพื่อป้องกันภาวะปัญหาบางอย่าง เช่น การอุดตันของท่อน้ำดี เป็นต้น จากการศึกษาพบว่า การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเพียงบางส่วนไม่ช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ได้นานขึ้น การผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน เป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่ยากที่สุดของศัลยแพทย์ และผู้ป่วยต้องรักษาตัวหลังผ่าตัด ซึ่งอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในตลอด หลายสัปดาห์ในระยะพักฟื้น การผ่าตัดแบบหวังผลเอาก้อนเนื้อออกได้หมด เป็นการผ่าตัดที่ชื่อว่า วิปเปิ้ล (Whipple procedure) เป็นการผ่าตัดเอาบางส่วนของตับอ่อน บางส่วนของกระเพาะ อาหาร ตลอดจนบางส่วนของลำไส้เล็กส่วนต้น, ท่อน้ำดี, ท่อน้ำดีรวม และต่อมน้ำเหลือง ซึ่งการผ่าตัดนี้เป็นผ่าตัดใหญ่ จึงต้อง อาศัยศัลยแพทย์และทีมที่มีความชำนาญ มีเพียงส่วนน้อยของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน (ร้อยละ 10) ที่ตรวจพบว่ามีเพียงก้อนเนื้อขนาดเล็กในตับอ่อนเพียงอย่างเดียว โดยไม่พบการกระจายของโรค หลังการผ่าตัดแล้ว พบว่าอัตราการมีชีวิตอยู่ได้ใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 20 การผ่าตัดแบบประคองอาการ เนื่องจากมะเร็งตับอ่อนมีการกระจายของโรคค่อนข้างเร็ว พิจารณาทำเพื่อบรรเทาอาการจากโรค เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง จากท่อน้ำดีรวมอุดตัน ซึ่งอาจจะปวดหรือมีอาการทาง ทางเดินอาหารร่วมด้วยได้ การระบายท่อน้ำดีรวมอุดตัน มี 2 วิธี 1. การเปลี่ยนทางระบายน้ำดีให้ออกทางลำไส้เล็กแทน ซึ่งการผ่าตัดนี้อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในการฟื้นตัว ข้อดีคือ ในขณะผ่าตัด ศัลยแพทย์สามารถตัดเส้นประสาทที่มาที่ตับอ่อน ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดได้ด้วย 2. การใส่ท่อเทียมผ่านการส่องกล้อง บริเวณที่ท่อน้ำดีรวมมาเปิดตรงลำไส้เล็กส่วนต้น เมื่อเวลาผ่านไป บางครั้งท่อเทียม อาจจะตัน ซึ่งได้รับการเปลี่ยนใหม่ ในปัจจุบันการใส่ท่อเทียม ได้รับความนิยมมากขึ้น ทดแทนการผ่าตัดเปลี่ยนทางระบายน้ำดี การผ่าตัดแบบอื่นๆ เป็นการผ่าตัด ที่เรียกว่าการเผาผลาญแบบต่างๆ เพื่อทำลายก้อนมะเร็งที่กระจายไปที่อื่นเพียงเล็กน้อย เพื่อลดอาการและ อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น การเผาผลาญโดยใช้คลื่นวิทยุ RFA (Radiofrequency ablation) เป็นการใช้คลื่นวิทยุ เพื่อสร้างความร้อนไป ทำลายเนื้อเยื่อ ตรงบริเวณที่ต้องการ เช่น มะเร็งที่กระจายไปที่ตับ เป็นต้น การเผาผลาญโดยใช้คลื่นไมโครเวฟ (Microwave thermotherapy) เป็นการใช้คลื่นไมโครเวฟ สร้างความร้อน ไปทำลายเนื้อเยื่อตรงบริเวณที่ต้องการ การผ่าตัดแบบไครโอ (Cryosurgery) หรือการเผาผลาญโดยใช้ความเย็น เป็นการผ่าตัดที่ใช้ความเย็นโดย ไนโตรเจน เหลว หรือ คาร์บอนไดออกไซด์เหลว เพื่อไปแช่แข็งเนื้อเยื่อนั้นๆ และทำลายมัน การอุดเส้นเลือด (Embolization) เป็นการใช้สายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดแดงคล้ายทำการเอกซเรย์หลอดเลือด จากนั้นนำสายสวนเข้าไปยังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็ง แล้วนำสารที่ใช้อุดหลอดเลือดไปอุดหลอดเลือดนั้น เพื่อไม่ให้มีเลือดไป เลี้ยงก้อนมะเร็ง ซึ่งจะทำให้ก้อนมะเร็งนั้นตายไป สารที่ใช้อุดหลอดเลือดนั้นมีขนาดเล็กมาก บางครั้งสารอุดหลอดเลือดนั้นสามารถ ติดฉลากกับสารกัมมันตรังสี เพื่อให้ปล่อยแสงบริเวณที่ไปอุดได้ด้วย และสายสวนนั้นเองก็สามารถใช้ประโยชน์ในการให้ยาเคมี บำบัดไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรงได้ การฉายแสง (การฉายรังสี, รังสีรักษา) เป็นการรักษาโดยใช้รังสีพลังงานสูง เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง การฉายแสงนั้นคล้ายกับการถ่ายเอกซเรย์ แต่ใช้เวลานาน กว่าเพื่อรับรังสี การรักษาโดยทั่วไปจะฉายแสงสัปดาห์ละ 5 ครั้ง เป็นเวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่พิจารณา ให้ ในปัจจุบันมีการฉายแสงก่อนการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ให้ก้อนมะเร็งเล็กลงลดการกระจายและนำไปสู่การผ่าตัดที่ง่ายขึ้น ผลข้างเคียงของการฉายแสง คือ ผิวหนังอาจจะคล้ำ คลื่นไส้ ถ่ายเหลว น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลีย โดยทั่วไปผลข้างเคียง เหล่านี้จะหายไป เมื่อหยุดรับการฉายแสงแล้ว ดังนั้นระหว่างฉายแสง จึงต้องมีการพบแพทย์สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อดูผลการตอบ สนองและผลข้างเคียงของรังสี และพิจารณาให้ยาบรรเทาอาการข้างเคียงเหล่านั้น การให้ยาเคมีบำบัด เป็นยาที่เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดสามารถให้ได้สองวิธีหลักๆ คือ ให้ทางหลอดเลือดดำ และเป็น ยารับประทาน ซึ่งเมื่อได้รับยาหรือรับประทานยาแล้ว ยาจะสามารถออกฤทธิ์ไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งที่กระจายไป ตามอวัยวะต่างๆ ยาเคมีบำบัดใช้ในทุกระยะของมะเร็งตับอ่อน รวมไปถึงระยะที่ผ่าตัดไม่ได้และใช้หลังจากผ่าตัดแล้ว เพื่อไปทำลายเซลล์ มะเร็งที่เหลือ และในทำนองเดียวกับการฉายแสง ยาเคมีบำบัดสามารถให้ก่อนการผ่าตัดได้เพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งลง เพื่อ เพิ่มโอกาสให้การผ่าตัดในการเอาก้อนมะเร็งออกได้หมด ผลข้างเคียงของยาเคมี ขึ้นอยู่กับชนิดของเคมีที่ได้รับ ปริมาณ และระยะเวลา ผลข้างเคียงระยะสั้น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง ปากเป็นแผล อ่อนเพลีย และการทำงานของเม็ดเลือดลดลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื่อง่ายขึ้น หรือ เลือดออกง่ายผิดปกติ และฟกช้ำง่าย ผลข้างเคียงทั้งหลายมักจะหมดไปหลังหยุดรับยาเคมี ในระหว่างที่ได้รับยาเคมี แพทย์จะจ่าย ยาเพื่อประคองอาการของผลข้างเคียงต่างๆ การรักษาแบบจำเพาะ (Targeted therapy) จากการศึกษาในปัจจุบัน มียาบางชนิดซึ่งสามารถออกฤทธิ์ได้จำเพาะกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น โดยที่ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ แตกต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไป และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า เช่น ยาเออโลทินิบ (erlotinib) ที่ใช้ในมะเร็งตับออ่อน ถ้านำไปรับยา รวมกับเจ็มไซตาบีน (Gemcitabine) พบว่า ช่วยเพิ่มผลการรักษาดีกว่าใช้ยาเจ็มไซตาบีน ตัวเดียว ผลข้างเคียงทั่วๆ ไปของยา ชนิดนี้คือ ผื่นคล้ายสิว ถ่ายเหลว เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย
|