ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งหลังโพรงจมูก

มะเร็งหลังโพรงจมูกคืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก

เราสามารถป้องกันมะเร็งหลังโพรงจมูกได้หรือไม่

มะเร็งหลังโพรงจมูกสามารถถูกตรวจพบใน
ระยะแรกๆ ได้หรือไม่

วินิจฉัยมะเร็งหลังโพรงจมูกได้อย่างไร

การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

การตรวจด้วยการถ่ายภาพทางรังสีวินิจฉัย

การตรวจหาสารประกอบในกระแสเลือด

แบ่งระยะของมะเร็งหลังโพรงจมูกอย่างไร

มะเร็งหลังโพรงจมูกรักษาอย่างไร


มะเร็งหลังโพรงจมูก

 

มะเร็งหลังโพรงจมูกรักษาอย่างไร

หลังจากที่ได้พบก้อนมะเร็ง และทราบระยะของโรคแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการปรึกษา

จากทีมแพทย์ผู้รักษาถึงวิธีการการรักษา ซึ่งได้แก่ การฉายรังสี การให้ยาเคมีบำบัดหรือ

ยาอื่นๆ และการผ่าตัด หรือต้องใช้วีธีการรักษาหลายอย่างร่วมกัน โดยวิธีการจะขึ้นกับระยะ

ของโรค ความพร้อมของร่างกายผู้ป่วย และปัจจัยร่วมอื่นๆ

1. การผ่าตัด

เนื่องจากบริเวณหลังโพรงจมูกนั้นเป็นบริเวณที่ทำการผ่าตัดยาก ดังนั้นการผ่าตัด

จึงไม่ไช่เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยส่วนใหญ่

วิธีการใหม่ๆ ในการผ่าตัดที่สามารถจะผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกได้หมดจะเหมาะ

กับผู้ป่วยบางกลุ่ม และสามารถทำได้ในโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่ง

ประโยชน์ของการผ่าตัด ได้แก่ สามารถนำชิ้นเนื้อดูได้ว่าผ่าตัดออกได้หมดหรือไม่

ผลข้างเคียงของการผ่าตัดขึ้นกับว่าผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน และสุขภาพของผู้ป่วย

ก่อนผ่าตัด การผ่าตัดทุกครั้งมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ทั้งจากเลือดออก การติดเชื้อ ผลข้างเคียง

จากการดมยาสลบ และปอดติดเชื้อ นอกจากนี้ผู้ป่วยจะยังมีอาการปวดอยู่ได้หลังผ่าตัด

ถึงแม้ว่าจะได้ยาลดอาการปวดแล้วก็ตาม ผลข้างเคียงอื่นๆอีกเช่น ปัญหาเรื่องการพูดและ

กลืนหลังผ่าตัด ดังนั้นก่อนการผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัดก่อนทุกครั้ง

- การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่คอ

มะเร็งหลังโพรงจมูกมักมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ซึ่งมะเร็ง

ชนิดนี้มักตอบสนองดีกับการฉายแสง และยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการฉายแสงหรือให้ยา

เคมีบำบัดไปแล้วยังมีก้อนมะเร็งบริเวณต่อมน้ำเหลืองเหลืออยู่ จะต้องได้รับการรักษาผ่าตัด

ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ซึ่งมีหลายแบบ แตกต่างไปตามจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ผ่าตัดออก

Partial or selective neck dissection

- ผ่าตัดเอาเฉพาะต่อมน้ำเหลืองที่มีการลุกลามของมะเร็งหรือน่าจะมีการแพร่

กระจายไปมากสุด

- Modified radical neck dissection ผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองข้างใดข้างหนึ่ง

ของคอ ระหว่างกระดูกขากรรไกรและกระดูกไหปลาร้า พร้อมกับเอากล้ามเนื้อและเส้น

ประสาทบางส่วนออกไปด้วย

- Radical neck dissection ผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองข้างใดข้างหนึ่งออก พร้อม

ทั้งกล้ามเนื้อ เส้นประสาทและเส้นเลือดดำ

- ความเสี่ยงที่อาจได้รับ

เป็นความเสี่ยงที่พบได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ โดย ปัญหาที่พบบ่อยสุด คือ

ชาบริเวณใบหู ซึ่งเกิดจากผ่าตัดเอาเส้นประสาทบริเวณนั้นออกไป ( greater auricular

nerve ) นอกจากนี้อาจมีกล้ามเนื้อแขนที่ใช้ยกเหนือศีรษะอ่อนแรงลง ซึ่งเกิดจากมีการ

บาดเจ็บของเส้นประสาทที่ชื่อ spinal accessory nerve หรือมีการอ่อนแรงของริมฝีปาก

ล่าง ซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บของแขนงของเส้นประสาทที่เลี้ยงใบหน้า (facial nerve)

สิ่งเหล่านี้อาจเกิดเป็นเพียงระยะสั้น หรือยาวก็ได้ และหลังจากการผ่าตัด จะมีแพทย์

กายภาพบำบัดสอนการออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ลำคอและไหล่

2. การฉายแสง (การฉายรังสี, รังสีรักษา)

โดยใช้แสงเอ็กซเรย์หรือ อนุภาค พลังงานสูงในการทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งมักเป็น

วิธีการรักษาหลัก เพราะส่วนใหญ่มักตอบสนองดีต่อการฉายแสง

การฉายแสงจะฉายไปที่ก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงที่คอ ซึ่งถึงแม้ว่า

ต่อมน้ำเหลืองจะไม่โตให้เห็น แต่ก็ยังใช้รังสีฉายไปต่อมน้ำเหลืองที่เชื่อว่ามีการแพร่

กระจายของมะเร็งไป (ฉายป้องกันการลุกลาม) และอาจต้องเพิ่มปริมาณรังสีสูงขึ้น ใน

บริเวณต่อมน้ำเหลืองที่มีการลุกลามของมะเร็ง

มีวิธีการในการฉายแสงหลายแบบ ดังนี้

2.1 การฉายรังสีระยะไกลจากภายนอก External beam radiation therapy

รังสีชนิดนี้ใช้รังสีเอกซเรย์จากเครื่องที่อยู่นอกตัวผู้ป่วย เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งเป็นชนิดที่นิยม

ใช้รักษา ซึ่งการรักษาจะคล้ายกับได้รับแสงเอกซเรย์ แต่ปริมาณเข้นข้นกว่ามาก แต่ไม่

เจ็บปวด ก่อนการเริ่มรักษา ทีมแพทย์รังสีรักษาจะมีการคำนวณวัดรูปแบบการฉาย และ

ปริมาณรังสี

การฉายแต่ละครั้งใช้เวลาไม่กี่นาที แต่ขั้นตอนอื่น เช่น การจัดวางตัวผู้ป่วยมักจะ

ใช้เวลานานกว่า โดยทั่วไปจะให้ฉายแสง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ไป 6-8 สัปดาห์

การฉายแสงตามแบบมาตรฐาน เริ่มใช้น้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจาก

ปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ๆที่แพทย์รังสีรักษาสามารถส่งปริมาณรังสีได้ตรงจุดมากขึ้นขณะที่

สามารถลดปริมาณรังสีไปที่อวัยวะปกติข้างเคียง ซึ่งทำให้โอกาสประสบความสำเร็จมาก

ขึ้น โดยลดผลข้างเคียงได้

2.2 การฉายรังสีแบบ3มิติ 3D-conformal radiation therapy ใช้คอมพิวเตอร์

เฉพาะด้าน ในการดูก้อนมะเร็ง ซึ่งรังสีที่ฉายจะมีรูปร่างไปตามก้อนมะเร็ง รังสีจะเข้าได้

หลายทิศทางไปสู่ก้อนมะเร็ง เพื่อลดโอกาสทำลายอวัยวะข้างเคียง

2.3 การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม Intensity-modulated radiation therapy

(IMRT) เป็นการฉายแสงสามมิติแบบซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมในการ

ฉายแสง โดยลำแสงจะไปตามขนาดรูปร่างของก้อน และมีหลายลำแสงที่มุ่งไปสู่ก้อน

มะเร็ง นอกจากนี้ยังสามารถปรับความเข้ม เพื่อให้บริเวณอวัยวะปกติที่ทนแสงน้อยได้

ปริมาณรังสีน้อยลง วิธีการฉายแสงนี้ มักมีในโรงพยาบาลหรือศูนย์มะเร็งขนาดใหญ่

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มใช้เทคนิค IMRT มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549

การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม (MRI)

2.3 การฉายรังสีศัลยกรรม Stereotactic radiosurgery การฉายรังสีศัลยกรรม

ยังไม่ถือเป็นการรักษาหลักในการรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก มักจะใช้ในกรณีมีก้อนมะเร็ง

เหลือหลังจากฉายรังสีมาแล้ว หรือมีการกำเริบของก้อนมะเร็งเฉพาะที่ ในขณะนี้ แพทย์มี

ความพยายามที่จะให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฉายแสง

ซึ่งมีผลการศึกษาแล้วว่าสามารถลดขนาดก้อนมะเร็งได้มากกว่า และโอกาสแพร่กระจาย

ลดลง เป็นวิธีการฉายแสงอีกแบบ ซึ่งให้รังสีปริมาณมาก และให้ตรงจุดมากสุดที่ก้อนมะเร็ง

เพียงครั้งเดียว (เห็นได้ว่าไม่มีการผ่าตัด เหมือนกับชื่อวิธีการนี้) การฉายแสงแบบนี้ให้ได้

สองแบบ โดยวิธีแรก ลำแสงจะเข้ามาในหลายๆร้อยมุมแสงมาที่จุดก้อนมะเร็ง โดยใช้เวลา

เพียงสั้นๆ เครื่องฉายแสงลักษณะนี้ ได้แก่เครื่องแกมมาไนฟ์ (Gamma Knife) อีกแบบ

คือใช้ เครื่องฉายแสงที่ผลิตลำแสงเอกซเรย์ ซึ่งจะควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ แทนที่เครื่องจะ

ฉายแสงแต่ละมุม หลายๆมุมในแต่ละครั้ง เครื่องนี้จะหมุนไปรอบๆผู้ป่วยเพื่อฉายแสงจาก

มุมต่างๆ เครื่องลักษณะนี้ได้แก่ เอกซ์ไนฟ์ X-knife, ไซเบอร์ไนฟ์ Cyberknife, Clinac

2.4 การใส่แร่ (brachytherapy) เป็นอีกวิธีในการใช้รังสีรักษา คือ การใส่หรือฝัง

เหล็กหรือลวดรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งข้างในบรรจุสารกัมมันตรังสี เข้าไปใกล้ก้อนมะเร็ง รังสีจะ

กระจายออกในระยะทางสั้นๆ ดังนั้นจึงมีผลกับก้อนมะเร็งโดยไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายกับ

อวัยวะปกติมากนัก อาจเลือกวิธีการใส่แร่ กรณีที่เกิดมะเร็งกลับเป็นซ้ำหลังจากที่ผู้ป่วยได้

ฉายแสงจากภายนอกไปแล้ว(ถึงแม้ว่าจะสามารถใช้ stereotactic radiosurgery ได้

เพราะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยกว่า) บางครั้งยังใช้การใส่แร่ร่วมกับการฉายแสงจาก

ภายนอก

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉายแสง

1. การฉายแสงที่มาจากภายนอก อาจทำให้เกิดผิวคล้ำขึ้นคล้ายโดนแสงแดด

คลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลีย แต่อาการมักดีขึ้น หลังจากการฉายแสงครบแล้ว

2. การทำลายต่อมน้ำลาย ทำให้ปากและจมูกแห้งถาวร ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการ

ทานอาหาร กลืนอาหารและฟันผุแพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจฟันก่อนได้รับ

การฉายแสงบริเวณศีรษะและลำคอ ในบางกรณีทันตแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันบางซี่ออก

ก่อนการฉายแสง เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดตามมาในภายหลัง ปัจจุบันมีวิธีการลดผลข้างเคียง

ของการฉายแสงต่อต่อมน้ำลาย โดยให้ยาเอมิฟอสทีน amifostine (ชื่อทางการค้า คือ

Ethyol) ซึ่งจะให้ก่อนการฉายแสง หรือใช้วิธีการฉายแสงแบบปรับความเข้ม (IMRT)

3. อาการเจ็บคอ เจ็บในปาก เสียงแหบ กลืนและทานอาหารได้ลำบาก สูญเสีย

รสชาดอาหาร หรือมีการทำลายกระดูกบริเวณกะโหลกที่แสงผ่าน 4. มีปัญหาการได้ยิน

การมองเห็นได้ ถ้าฉายแสงโดนบริเวณเส้นประสาทที่เกี่ยวข้อง

5. ถ้าบริเวณลำคอได้รับการฉายแสงจากรังสีภายนอก ก็อาจโดนที่ต่อมไทรอยด์ได้

ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาฮอร์โมนทานเสริมภายหลังการฉายแสง

6. ลำแสงอาจโดนบริเวณต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นบริเวณควบคุมการหลั่งฮอร์โมน

7. หลอดเลือดแดงแคโรติดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจตีบแคบลงได้ แต่ภายหลัง

ฉายแสงไปแล้วหลายปี ผลข้างเคียงจากการฉายแสงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับคำ

ปรึกษาจากแพทย์ก่อนรักษา

การปฏิบัติตัวขณะได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะ หู คอ จมูก ช่องปากและลำคอ

3. การให้ยาเคมีบำบัด

โดยอาจให้ยาทางหลอดเลือดดำ หรือยาทาน ยาจะเข้าสู่กระแสเลือดเข้าไปยัง

ตำแหน่งต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งจะได้ประโยชน์ในมะเร็งที่มีการแพร่กระจายออกนอก

บริเวณศีรษะและลำคอ ยาเคมีบางอย่างทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายได้ง่ายเมื่อให้ร่วมกับ

การฉายแสง มักใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงเป็นการรักษาหลักในมะเร็งระยะที่

2-4 หรืออาจให้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวในมะเร็งหลังโพรงจมูกที่มีการแพร่กระจาย

ไปปอด กระดูกหรือตับแล้ว

ยาเคมีบำบัดจะให้เป็นรอบๆ และให้เวลาพักในแต่ละรอบด้วย เพื่อให้ร่างกายได้

พักฟื้น โดยยาเคมีบำบัดแต่ละรอบอาจจะให้ทุกสามหรือ สี่สัปดาห์ ยาเคมีบำบัดจะไม่

แนะนำในผู้ป่วยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินก่อนเริ่มรักษา

ยาต่อไปนี้มักเป็นยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก โดยมักให้ยาร่วมกัน

สองชนิดขึ้นไป ดังนี้

- cisplatin

- carboplatin

- 5-fluorouracil (5-FU)

- methotrexate

- paclitaxel

- docetaxel

- gemcitabine

ผลข้างเคียงของการให้ยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดจะมีผลกับเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว นั่นทำให้ยามีผลต่อเซลล์มะเร็ง

และเซลล์อื่นในร่างกาย เช่น เซลล์ในไขกระดูก เซลล์เยื่อบุในปากหรือลำไส้ เซลล์รากผม

และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ นอกจากนี้ผลข้างเคียงยังขึ้นกับชนิด ปริมาณ และระยะ

เวลาของยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียง ได้แก่

- ผมร่วง

- แผลในปาก

- เบื่ออาหาร

- คลื่นไส้อาเจียน

- เสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากเม็ดเลือดขาวลดต่ำลง

- โอกาสเกิดเลือดออกง่าย จากเกล็ดเลือดขาวลดต่ำลง

- อ่อนเพลียได้ จากปริมาณเม็ดเลือดแดงต่ำลง

ผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดในระยะเวลาสั้นๆ และมักหายไปหลังจากการรักษา และ

ปัจจุบัน ก็มียาหลายตัวช่วยลดผลข้างเคียงเหล่านี้ เช่น ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน

ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงที่อันตรายกว่า เช่น Cisplatin ทำให้ภาวะการได้ยินน้อยลง หรือ

มีอาการที่มือเท้า เจ็บ ชา รู้สึกแสบไหม้ อ่อนแรง หรือมีความรู้สึกไวต่ออากาศหนาวร้อน

เนื่องมาจากการทำลายของเส้นประสาทส่วนปลาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการมักหายไปหลังจบ

การรักษา แต่มีบางส่วนที่อาการเป็นอยู่นาน ดังนั้นถ้ามีอาการควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อ

จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และบางครั้งอาจมีการปรับลดปริมาณ หยุด หรือเลื่อนการ

ให้ยาไปก่อนเพื่อป้องกันผลข้างเคียงมากขึ้น

การบริการยารักษามะเร็ง (เคมีบำบัด)

การรักษาเสริม และแพทย์ทางเลือก

การรักษาเสริม หมายถึงการรักษาที่ให้ควบคู่ไปกับการได้รับยากับทางแพทย์

แพทย์ทางเลือก หมายถึง การรักษาอื่นๆที่แทนที่การรักษาทางการแพทย์

- การรักษาเสริม มักไม่ใช่การรักษามะเร็งโดยตรง เพียงแต่ช่วยให้รู้สึกสบายหรือ

ดีขึ้น เช่น ลดอาการเครียด หรือฝังเข็มเพื่อลดอาการปวด หรือดื่มชาเขียวเพื่อลดอาการ

คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งบางวิธีก็ช่วยได้ บางวิธีก็ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ยืนยันและอาจมีอันตรายได้

- แพทย์ทางเลือก มีการเสนอทางรักษาที่หวังให้หาย วิธีการเหล่านี้ไม่ได้รับการ

พิสูจน์ว่าปลอดภัย หรือมีการศึกษายืนยันประสิทธิภาพ บางอย่างก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่

ชีวิต แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือ ผู้ป่วยจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาตามมาตรฐาน การหยุด

การรักษาหรือเลื่อนเวลาการรักษาออกไป อาจทำให้โรคมะเร็งโตขึ้น และโอกาสรักษาหาย

ขาดได้น้อยลง เนื่องจากว่าผู้ป่วยมะเร็งต้องการทั้งการรักษา แต่ไม่ต้องการผลข้างเคียง

ดังนั้นวิธีการใดๆก็ตามที่ระบุว่ารักษาได้ และไม่มีผลข้างเคียง จึงเป็นที่น่าสนใจ แต่อย่า

ลืมว่าวิธีการเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และยืนยันควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลก่อนรับ

การรักษาวิธีการนั้น

การรักษาตามระยะโรค

- ระยะ 0,1,2A (ระยะต้นๆ) รักษาโดยการฉายแสงไปที่ก้อนมะเร็ง และฉายรังสี

ป้องกันต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ

- ระยะ 2B,3,4A และ 4B (ระยะสอง,สาม หรือสี่ต้นๆ) ระยะนี้มีการแพร่กระจาย

ออกนอกหลังโพรงจมูก และมักมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้ว ซึ่งผู้ป่วยระยะนี้

มักต้องได้รับยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงที่ก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง และอาจ

ตามต่อด้วยยาเคมีบำบัด หลายการศึกษาพบว่าการให้การรักษาร่วมกันจะทำให้ผู้ป่วยมี

ชีวิตยืนยาวกว่าการฉายแสงเพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีผลข้างเคียง

หลายอย่าง จึงต้องเข้าใจก่อนเริ่มการรักษา

- ระยะ 4C ระยะนี้มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปร่างกายส่วนอื่น อาจรักษาได้

ยากขึ้น การักษามักเริ่มด้วยยาเคมีบำบัด มักเป็นชนิด cisplatin ร่วมกับยาตัวอื่น และ

ถ้าไม่มีมะเร็งเหลือ อาจให้ฉายแสงร่วมด้วยที่ก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองเพื่อฆ่าเซลล์

มะเร็งที่เหลืออยู่ แต่ถ้ายังมีมะเร็งเหลือ หรือมีการกลับมาเป็นซ้ำ อาจต้องเปลี่ยนยาเคมี

บำบัดเป็นชนิดอื่น วิธีอื่นนอกเหนือจากยาเคมีบำบัด คือยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง เป็นต้น

- ระยะกลับเป็นซ้ำ

1) การรักษาขึ้นกับบริเวณและการกระจายของก้อนมะเร็ง และวิธีการรักษา

ครั้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการฉายแสง ทั้งนี้ขึ้นกับจุดประสงค์ในการรักษาว่าต้องการ

กำจัดมะเร็งให้หมดไปหรือทำให้อาการผู้ป่วยดีขึ้นร่วมกับการพิจารณาข้อดีข้อเสียแต่ละวิธี

2) การกลับมาเป็นซ้ำของต่อมน้ำเหลือง อาจให้ฉายแสงเพิ่มได้ แต่ก็จะ

เพิ่มผลข้างเคียงด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ยังอาจเลือกวิธีการผ่าตัดแทน ถ้าไม่ตอบสนอง

ต่อการฉายแสง

3) ส่วนการกลับมาเป็นซ้ำที่อวัยวะที่ไกลออกไปนั้น สามารถรักษาได้ด้วย

ยาเคมีบำบัด ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนชนิดยา ถ้าเคยได้ไปแล้ว หรืออาจให้ยาเจาะจงเซลล์

มะเร็งควบคู่ไปด้วยกับยาเคมีบำบัด

4) ถ้ามะเร็งไม่หายขาด การรักษาจะเน้นไปที่ทำให้อาการที่เกิดจากการ

แพร่กระจายดีขึ้น เช่น ถ้ามีการแพร่กระจายไปที่กระดูกสันหลัง อาจให้การฉายแสง

เฉพาะที่เพื่อลดอาการปวด และลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา ซึ่งถึงแม้ว่า

เราไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เรามีหลายวิธีการเพื่อช่วยให้ลดอาการของผู้ป่วย

ที่เกิดจากโรค

มะเร็งระยะแพร่กระจายและการดูแลแบบประคับประคอง

 





ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน