ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก
ปัจจัยเสี่ยง คือปัจจัยใดๆที่ทำให้คนๆหนึ่งมีโอกาสเป็นโรคหรือมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่างชนิดกัน ก็มีความแตกต่างกัน เช่น การโดนแดดจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ
มะเร็งผิวหนัง การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอด ช่องปาก กล่องเสียง กระเพาะปัสสาวะ
ไตและมะเร็งเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นมะเร็งเสมอ
ไปและผู้ป่วยบางคนก็อาจเป็นมะเร็งโดยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเลยก็ได้
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกได้แก่
- เพศ: พบในเพศชายมากกว่าหญิง 2 เท่า
- เชื้อชาติ: ในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน-อเมริกัน ส่วนเชื้อสาย
อื่นๆ ที่พบรองลงมาคือ กลุ่มเอเชีย-อเมริกัน อัฟริกัน-อเมริกัน และชาวผิวขาว
- อาหาร : ปลาหรือเนื้อหมักเค็มเป็นปัจจัยเสี่ยง ส่วนผัก ผลไม้อาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยง
ต่อการเกิดมะเร็ง
- การติดเชื้อไวรัสเอปสไตน์ บาร์(Ebstein-Barr virus, EBV) : พบว่าเกือบทั้งหมด
ของเซลล์มะเร็งมีเชื้ออีบีวีและผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกส่วนใหญ่มีหลักฐานการติดเชื้ออีบีวี
ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในกระแสเลือด ตามปกติเราพบการติดเชื้ออีบีวีได้ทั่วไป ส่วนใหญ่พบ
ในวัยเด็ก ซึ่งทำให้เกิดโรค Infectious mononucleosis(IM) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์
ระหว่างการติดเชื้ออีบีวีกับการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด เพราะการ
ติดเชื้ออีบีวีพบได้บ่อยมาก ในขณะที่มะเร็งหลังโพรงจมูกพบได้น้อย เชื่อว่ายีนส์(genes)ของ
แต่ละบุคคลมีผลทำให้ปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายต่ออีบีวีแตกต่างกันรวมถึงการกลาย
ไปสู่มะเร็งด้วย
- พันธุกรรม: เชื่อว่ายีนส์ของแต่ละบุคคล มีผลต่อกลไกการตอบสนองของร่างกายที่
แตกต่างกัน ดังกล่าวข้างต้น
- ประวัติมะเร็งหลังโพรงจมูกในครอบครัว: พบว่าบุคคลมีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง
หลังโพรงจมูกมากขึ้น หากมีคนในครอบครัวเป็นโรค อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด
- ปัจจัยอื่นๆที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ บุหรี่ การสูดดมสาร formaldehyde
หรือฝุ่นไม้
สาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูกมีอะไรบ้าง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พบแต่เพียงว่ามะเร็งชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับ
อาหารบางชนิด การติดเชื้อและพันธุกรรม ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีบีวีถึงกลไกที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลล์
เยื่อบุผิวบริเวณหลังโพรงจมูกกลายเป็นมะเร็ง จากการศึกษาในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่า
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออีบีวี มีการดำเนินเป็นโรค infectious mononucleosisเท่านั้นโดย
หลังการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันที่จะสามารถทำลายเชื้อไวรัสนี้ได้ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะหาย
จากโรคโดยไม่มีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในผู้ป่วยบางรายจะพบชิ้นส่วนดีเอ็นเอ
(DNA)ของไวรัสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของเซลล์เยื่อบุหลังโพรงจมูก
ดีเอ็นเอเป็นโครงสร้างทางเคมีชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในเซลล์ โครงสร้างนี้จะประกอบกันขึ้น
เป็นยีนส์ ซึ่งยีนส์นี้เองเป็นโครงสร้างสำคัญที่มีผลต่อกระบวนการทำงานภายในเซลล์ เมื่อมี
การติดเชื้อไวรัสในร่างกาย ดีเอ็นเอของไวรัสอาจเข้าไปรวมกับดีเอ็นเอของคน มีผลทำให้
การทำงานของเซลล์ผิดปกติไป ซึ่งรวมถึงการแบ่งตัวที่มากผิดปกติด้วย อันเป็นต้นเหตุของ
การเกิดมะเร็ง อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวข้างต้นว่า พบจำนวนผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปริมาณน้อย
เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ติดเชื้ออีบีวี ดังนั้นจึงเชื่อว่ามีหลายๆปัจจัยที่เป็นส่วนเสริมต่อการกลาย
เป็นมะเร็ง เช่น จากการศึกษาพบว่าสารที่หมักในปลาเค็มอาจมีสารเคมีบางอย่างที่ไปทำลาย
ดีเอ็นเอ ซึ่งมีผลทำให้เซลล์นั้นเจริญเติบโตและแบ่งตัวผิดปกติได้ บางการศึกษากล่าวว่าชนิด
ของเนื้อเยื่อในร่างกายที่บุคคลได้มาผ่านทางการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วย
เนื่องจากชนิดของเนื้อเยื่อมีบทบาทต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รายละเอียด
ต่างๆ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา