ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งหลังโพรงจมูก

มะเร็งหลังโพรงจมูกคืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก

เราสามารถป้องกันมะเร็งหลังโพรงจมูกได้หรือไม่

มะเร็งหลังโพรงจมูกสามารถถูกตรวจพบใน
ระยะแรกๆ ได้หรือไม่

วินิจฉัยมะเร็งหลังโพรงจมูกได้อย่างไร

การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

การตรวจด้วยการถ่ายภาพทางรังสีวินิจฉัย

การตรวจหาสารประกอบในกระแสเลือด

แบ่งระยะของมะเร็งหลังโพรงจมูกอย่างไร

มะเร็งหลังโพรงจมูกรักษาอย่างไร


มะเร็งหลังโพรงจมูก

 

การตรวจด้วยการถ่ายภาพทางรังสีวินิจฉัย

การถ่ายภาพทางรังสีวินิจฉัย คือ การถ่ายภาพโดยอาศัยลำรังสีเอกซ์ (x-rays)

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic field) คลื่นเสียง (sound wave) หรือสารกัมมันตภาพ

รังสี (radioactive particles) ในการสร้างภาพ เพื่อให้เห็นรายละเอียดภายในร่างกาย

การถ่ายภาพทางรังสีวินิจฉัยจะช่วยประเมินตำแหน่งที่สงสัยว่าเป็นมะเร็ง หรือในรายที่

ทราบว่าเป็นมะเร็งอยู่ก่อนแล้ว ก็จะช่วยประเมินว่าตัวโรคได้แพร่กระจายไปที่ใด หรือใช้

ประเมินหลังการรักษาว่าก้อนยุบลงหรือไม่

ภาพเอกซเรย์ทรวงอก

หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้ว การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอกจะช่วย

บอกได้คร่าวๆ ว่ามีมะเร็งแพร่กระจายไปที่ปอดหรือไม่ หากผลปกติ ก็ทำนายว่าน่าจะไม่มี

การแพร่กระจายไปที่ปอด

ภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)

ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อาศัยลำรังสีเอกซ์ในการสร้างภาพ โดยจะให้รายละเอียด

เป็นภาพตัดขวางของร่างกาย เนื่องจากภายในเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะมีอุปกรณ์บันทึก

ภาพที่หมุนรอบตัวผู้ป่วยพร้อมไปกับการเคลื่อนเตียงผู้ป่วยในแนวระนาบข้อมูลทั้งหมดจะถูก

คอมพิวเตอร์ประมวลผลและสร้างเป็นภาพให้เห็นได้

ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรับประทานหรือฉีดสารทึบรังสีก่อนการตรวจ ซึ่งจะช่วยให้เห็น

ส่วนที่ผิดปกติชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจแพ้สารฉีดทึบรังสี ซึ่งจะมีอาการได้ตั้งแต่

ร้อนวูบวาบ ผื่นแดง หายใจติดขัด หรือความดันโลหิตต่ำ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบแจ้งให้

แพทย์ทราบ

ในระหว่างการตรวจ ผู้ป่วยต้องนอนราบบนเตียงนิ่งๆ เตียงจะค่อยๆเลื่อนเข้า-ออก

จากอุปกรณ์บันทึกภาพซึ่งมีลักษณะเป็นวงแหวนอยู่รอบตัวผู้ป่วย เครื่องจะทำการบันทึกภาพ

ไปเรื่อยๆ ในขณะที่อุปกรณ์บันทึกภาพหมุนในจังหวะที่คล้องจองกับความเร็วของเตียงที่เลื่อน

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดที่หมุนเป็น

เกลียว (spiral CT or helical CT) ซึ่งมีรูปแบบการทำงานที่ต่างจากรุ่นเดิม ตรงที่สามารถ

บันทึกภาพได้รวดเร็วกว่าและลักษณะการหมุนของอุปกรณ์บันทึกภาพจะหมุนรอบตัวผู้ป่วย

ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีการหมุนย้อนกลับ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการช่วยลดระยะเวลาการตรวจ

ผู้ป่วยไม่ต้องกลั้นหายใจนานขณะตรวจ ลดความเบลอของภาพที่เกิดจากการสั่นไหว ลด

ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดให้ระยะระหว่างภาพสั้นลง (มีความ

ถี่มากขึ้น) ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียด ชัดเจนมากขึ้น

ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ช่วยบอกข้อมูลเกี่ยวกับขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของ

ก้อนเนื้องอก ช่วยประเมินต่อมน้ำเหลืองที่โตว่ามีลักษณะของการแพร่กระจายมาหรือไม่

ช่วยดูว่าก้อนเนื้องอกมีการแพร่กระจายไปยังกระดูกบริเวณฐานกระโหลกศีรษะหรือไม่ซึ่ง

เป็นตำแหน่งที่มะเร็งหลังโพรงจมูกมักจะแพร่กระจายไป นอกจากนี้ยังช่วยประเมินการ

แพร่กระจายของมะเร็งว่าไปยังอวัยวะอื่นๆของร่างกายหรือไม่ เป็นต้น

ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI scan)

เช่นเดียวกับภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะให้

รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อเยื่อในร่างกายได้ชัดเจน แต่จะใช้คลื่นวิทยุและสนามแม่เหล็ก

ไฟฟ้าแรงสูงแทนลำรังสีเอกซ์ในการสร้างภาพ พลังงานของคลื่นวิทยุที่ส่งผ่านร่างกาย

จะถูกดูดกลืนและปลดปล่อยโดยเนื้อเยื่อของร่างกายในรูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ

ลักษณะ และคุณสมบัติของเนื้อเยื่อนั้นๆ คอมพิวเตอร์จะประมวลรูปแบบที่แตกต่างกัน

เหล่านี้ แล้วสร้างเป็นภาพที่มีรายละเอียดออกมา บางครั้งอาจมีการฉีดสารที่ชื่อ

กาโดลิเนียม (gadolinium)เข้าไปทางเส้นเลือดดำ เพื่อให้สามารถเห็นรายละเอียดได้

ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจมีความยุ่งยากมากกว่าการถ่ายภาพเอกซเรย์

คอมพิวเตอร์ ทั้งในแง่ของระยะเวลาการตรวจที่นานกว่า (ประมาณ 1ชั่วโมง) ผู้ป่วยต้อง

นอนในเครื่องที่มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ และมีเสียงของเครื่องดังรบกวนตลอด

ทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดความกลัว หรือหงุดหงิดรำคาญระหว่างการตรวจได้

ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยบอกข้อมูลการแพร่กระจายของมะเร็ง ได้เช่น

เดียวกับภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สามารถให้รายละเอียดภาพที่ดีกว่าเมื่อต้องการ

ดูเนื้อเยื่อบริเวณโพรงจมูกและลำคอ แต่รายละเอียดภาพของกระดูกบริเวณฐานกะโหลก

ศีรษะจะด้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ภาพถ่ายเพ็ทสแกนด์(Positron emission tomography, PET scan)

ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารประกอบที่มีโครงสร้างของน้ำตาลกลูโคสรวมอยู่กับธาตุ

ที่ไม่เสถียร(radioactivity) อาศัยหลักการที่ว่าธรรมชาติของเซลล์มะเร็งจะเติบโตเร็ว

ทำให้เซลล์เหล่านี้ต้องใช้พลังงานที่ได้จากน้ำตาลกลูโคสมากกว่าเซลล์ปกติ ตำแหน่งที่มี

การใช้น้ำตาลกลูโคสจะถูกแสดงเป็นภาพให้เห็นได้ เนื่องจากธาตุที่ไม่เสถียรที่รวมตัวอยู่

กับน้ำตาล กลูโคสนี้จะปลดปล่อยรังสีออกมาตลอดเวลา ความเข้มของรังสีที่แตกต่างกัน

ในแต่ละตำแหน่งของร่างกาย จะถูกตรวจพบโดยกล้องชนิดพิเศษและสร้างเป็นภาพ

ภาพที่ได้จะไม่มีรายละเอียดให้เห็นเหมือนภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือภาพถ่าย

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่จะแสดงตำแหน่งที่มีการใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นจุดสีที่มีความเข้ม

ต่างกัน โดยมองเป็นภาพรวมของทั้งร่างกาย แพทย์จะเลือกตรวจ PET scan ในกรณี

ที่มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองต่างๆ ในร่างกาย ช่วยประเมินลักษณะ

ความผิดปกติบนภาพเอกซเรย์ทรวงอกว่าเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายมาหรือไม่

นอกจากนี้ยังช่วยประเมินการแพร่กระจายในผู้ป่วยบางรายที่สงสัยว่ามีการแพร่

กระจายของตัวโรค แต่ไม่ทราบว่าไปที่ตำแหน่งใด นอกจากนี้ยังมีเครื่องรุ่นใหม่ที่สามารถ

ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไปพร้อมๆกับการทำPET scan เรียกว่า PET/CT

scan ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถทราบตำแหน่งที่แน่ชัดโดยการเปรียบเทียบตำแหน่งของ

จุดสีบนภาพPET scanว่าตรงกับตำแหน่งใดในภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งโรงพยาบาล

จุฬาลงกรณ์ติดตั้งเครื่อง PET/CT ตั้งแต่ปีพ.ศ.2551 แล้ว

 


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน