ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งหลังโพรงจมูก

มะเร็งหลังโพรงจมูกคืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูก

เราสามารถป้องกันมะเร็งหลังโพรงจมูกได้หรือไม่

มะเร็งหลังโพรงจมูกสามารถถูกตรวจพบใน
ระยะแรกๆ ได้หรือไม่

วินิจฉัยมะเร็งหลังโพรงจมูกได้อย่างไร

การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

การตรวจด้วยการถ่ายภาพทางรังสีวินิจฉัย

การตรวจหาสารประกอบในกระแสเลือด

แบ่งระยะของมะเร็งหลังโพรงจมูกอย่างไร

มะเร็งหลังโพรงจมูกรักษาอย่างไร


มะเร็งหลังโพรงจมูก

 

การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

หากอาการและการตรวจร่างกายผู้ป่วยบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการ

ตัดชิ้นเนื้อจากเนื้อเยื่อที่สงสัยว่าผิดปกติมาตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อให้ได้การ

วินิจฉัยที่แน่นอน การตัดชิ้นเนื้อมาตรวจมีหลายวิธี การจะเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับตำแหน่ง

ของเนื้อเยื่อที่สงสัยว่าผิดปกติ แพทย์อาจใช้เครื่องมือเล็กๆ ตัดชิ้นเนื้อบางส่วนที่สงสัย

ขณะส่องกล้อง หรืออาจทำการตัดชิ้นเนื้อในห้องผ่าตัด โดยผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้

ในวันเดียวกัน ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกส่งให้พยาธิแพทย์ตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ หากพบ

เซลล์มะเร็ง พยาธิแพทย์จะรายงานให้แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยทราบ ในผู้ป่วยมะเร็งบางราย

ที่มีอาการ แต่ตรวจไม่พบเนื้อเยื่อผิดปกติจากการตรวจ เนื่องจากเซลล์มะเร็งซุกซ่อนอยู่

ใต้ชั้นเยื่อบุผิว แพทย์อาจจำเป็นต้องสุ่มตัดชิ้นเนื้อที่ดูปกติมาหลายๆ ชิ้น ซึ่งอาจจะพบ

เซลล์มะเร็งได้เมื่อดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์

การใช้เข็มเจาะดูดชิ้นเนื้อส่งตรวจ (Fine needle aspiration biopsy, FNA)

ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยก้อนที่คอ แพทย์อาจใช้เข็มเจาะดูดชิ้นเนื้อมาตรวจ

เข็มที่ใช้มีขนาดเล็กและมีรูกลวง ต่อเข็มเข้ากับกระบอกฉีดยา(syringe) แทงเข็มเข้าไป

บริเวณก้อน ดูดนานไม่เกิน 10วินาที ก็จะได้ของเหลวที่ประกอบด้วยเซลล์และเนื้อเยื่อชิ้น

เล็กๆ วิธีการนี้จะฉีดยาชาก่อนทำหรือไม่ก็ได้ หลังจากนั้นก็นำของเหลวที่ได้ไปดูภายใต้

กล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มาด้วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโต

การตรวจด้วยวิธีการนี้จะช่วยประเมินได้ว่าต่อมน้ำเหลืองโตจากสาเหตุใด เช่นจากการติด

เชื้อมะเร็งที่แพร่กระจายมายังต่อมน้ำเหลือง หรือเป็นมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองเอง

 

 


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน