ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งตับ

มะเร็งตับคืออะไร

สาเหตุของมะเร็งตับ

การตรวจหามะเร็งตับ

การบอกระยะโรคมะเร็ง

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับ




การติดตามหลังการรักษา


มะเร็งตับ

การรักษา

การใช้คลื่นวิทยุทำลายเนื้องอกที่ตับ

(Radio-Frequency Ablation (RFA) of liver tumors)

RFA เป็นการรักษาแบบใหม่ ใช้รักษามะเร็งตับที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะสอดเครื่องมือ

ผ่านทางหน้าท้องโดยอาศัยอัลตร้าซาวน์นำทางเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง และส่งผ่านคลื่นวิทยุเข้าไปเกิด

ความร้อนเฉพาะที่บริเวณก้อนและทำลายเซลล์มะเร็งด้วยตำแหน่งที่แม่นยำ มีผู้ป่วยประมาณ 1000

ราย ในอเมริกาและยุโรปที่ใช้วิธีการรักษานี้

 

ขั้นตอนการรักษา

ความน่าสนใจของการรักษาวิธีนี้คือ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดน้อย ซึ่ง

มีวิธีการทำหลายวิธี เช่น

1. โดยการสอดสายผ่านทางผิวหนัง

2. โดยการส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง

3. โดยการผ่าตัดเปิดช่องท้อง

ในบางรายที่ก้อนมะเร็งอยู่ตื้นอาจผ่าตัดออกได้ ส่วนก้อนที่อยู่ลึกจะใช้วิธีทำลายด้วย RFA

เป็นการช่วยรักษาเนื้อตับที่ยังดีอยู่ไว้ให้มากที่สุด การพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยขึ้นอยู่กับ

จำนวนและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง โดยส่วนใหญ่การรักษาวิธีนี้เพียงครั้งเดียวก็สามารถกำจัดก้อน

มะเร็งออกไปได้ อย่างไรก็ตาม ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธี RFA คือ 5 ซม.

ระยะเวลาในการรักษาด้วยวิธีนี้ประมาณ 20 นาทีถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนของ

ก้อนมะเร็ง ผู้ป่วยมักทนต่อการรักษาวิธีนี้ได้ดี อาจมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลยหลังการ

รักษา ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ได้ 2-3 วันหลังการรักษา โอกาสเสี่ยงต่อการเสียเลือดหรือการติด

เชื้อหลังการรักษามีน้อยมาก ผู้ป่วยสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการรักษาด้วยวิธี

สอดสายผ่านทางผิวหนังหรือวิธีส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง สำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปิดช่องท้อง มักต้อง

อยู่โรงพยาบาลต่ออีก 2-4 วัน

หลังการรักษาด้วยวิธี RFA ต้องตรวจติดตามด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นระยะเพื่อเฝ้าระวัง

การกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง



ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน