ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งตับ

มะเร็งตับคืออะไร

สาเหตุของมะเร็งตับ

การตรวจหามะเร็งตับ

การบอกระยะโรคมะเร็ง

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับ




การติดตามหลังการรักษา


มะเร็งตับ

การติดตามหลังการรักษา (Moving on after treatment)

มะเร็งมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก อาจต้องใช้เวลาติดตามดูระยะหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าโรค

มะเร็งนั้นรักษาหายขาดหรือไม่ผู้ป่วยจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการสังเกตอาการที่อาจบ่งบอกถึงการ

กลับมาของโรคมะเร็ง และวิธีการอยู่ร่วมกับความเสี่ยงที่ว่ามะเร็งอาจกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้

การติดตามผลการรักษา

ภายหลังจากการรักษาครบแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการนัดตรวจต่อเนื่อง โดยแพทย์จะนัดมาเพื่อ

ซักถามอาการ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดหรือการถ่ายภาพ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือการตรวจ

ด้วยภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก เพื่อติดตามดูว่ามีการกลับมาของมะเร็งหรือไม่ หรือดูว่ามีการกระจาย

ของมะเร็งหรือไม่ และติดตามดูผลข้างเคียงจากการรักษา ผู้ป่วยสามารถซักถามเกี่ยวกับข้อสงสัย

ต่างๆ เกี่ยวกับโรคหรือสิ่งที่เป็นกังกลอยู่กับแพทย์ได้

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการเปลี่ยนถ่ายตับ แพทย์จะติดตามตรวจด้วย

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอกซเรย์แม่เหล็กและเจาะเลือดทุก 3-6 เดือน ภายในช่วง 2 ปีแรก

หลังจากนั้นทุก 6-12 เดือน

การรักษามะเร็งตับส่วนใหญ่มักเกิดผลข้างเคียง อาการบางอย่างอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์

หรือเป็นเดือนจึงจะดีขึ้น แต่อาการบางอย่างอาจเป็นถาวร หากมีอาการใดผิดปกติควรแจ้งให้แพทย์

ทราบเพื่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป

การรักษาด้วยยาต้านไวรัส

หากผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี แพทย์จะรักษาด้วยการให้กินยาเพื่อรักษาหรือควบ

คุมการติดเชื้อ

การพบแพทย์คนใหม่

หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์คนใหม่ ผู้ป่วยต้องสามารถบอกแพทย์เกี่ยวกับการวินิจฉัยและ

การรักษาโรคที่เคยได้รับได้ จึงควรถ่ายเอกสารเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เก็บไว้

1. ใบรายงานผลทางพยาธิวิทยา จากการตรวจชิ้นเนื้อหรือการผ่าตัด

2. ใบรายงานการผ่าตัด ถ้าได้รับการผ่าตัด

3. ใบสรุปประวัติการรักษาตัวในโรงพยาบาล ถ้านอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

4. ใบสรุปชนิดและปริมาณรังสีที่ได้รับ ถ้าได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี

5. ใบสรุปชนิดของยา ขนาดยา และวันที่ได้รับยา ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันหลังได้รับการรักษา

การป่วยเป็นโรคมะเร็งและต้องรับการรักษาต่างๆ อาจทำให้เสียเวลาและเสียกำลังใจ คุณ

อาจลองปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมองชีวิตใหม่ และคิดหาวิธีดูแลรักษาสุขภาพในระยะยาวต่อไป

ทางเลือกเกี่ยวกับสุขภาพ

คิดทบทวนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคุณก่อนที่จะเป็นมะเร็ง มีอะไรที่ทำให้คุณเสียสุขภาพ

บ้าง เช่น คุณอาจจะดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินมากเกินความจำเป็น สูบบุหรี่ หรือไม่ค่อยได้ออก

กำลังกาย

ตอนนี้คุณไม่ควรเอาแต่รู้สึกผิดหรือโทษตัวเอง คุณสามารถเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่วันนี้เพื่อประโยชน์

ของคุณเองต่อไปในวันข้างหน้า ไม่เพียงแต่คุณจะรู้สึกดีขึ้น สุขภาพของคุณก็จะดีขึ้นด้วย

คุณสามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณกังวลมากที่สุด ลองมองหาความช่วยเหลือหากสิ่งนั้นเป็นเรื่อง

ยากสำหรับคุณ เช่น หากต้องการเลิกบุหรี่ อาจติดต่อขอคำปรึกษาจากสถานพยาบาลที่ดูแลคุณได้

อาหารและโภชนาการ

การกินอาหารที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อทุกคน แต่อาจจะทำได้ยากในระหว่างและหลังการ

รักษาโรคมะเร็ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอาหารในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง ให้ขอคำปรึกษา

จากทีมแพทย์และพยาบาลได้

หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้หลังการรักษาโรคมะเร็งคือ การสร้างพฤติกรรมการกิน

อาหารที่ดีต่อสุขภาพ แล้วคุณจะแปลกใจกับประโยชน์ในระยะยาวที่คุณจะได้รับการเปลี่ยนแปลงนี้

เช่น การเพิ่มความหลากหลายของอาหารสุขภาพที่คุณจะกิน พยายามกินผักหรือผลไม้ให้ได้อย่าง

น้อย 5 อย่างต่อวัน เลือกกินอาหารธัญพืชแทนแป้งขาวและน้ำตาล ควบคุมปริมาณเนื้อสัตว์ซึ่งไขมัน

สูง หลีกเลี่ยงเนื้อสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก โบโลน่า เบคอน หากคุณดื่มแอลกอฮอล์ให้ลดปริมาณลง

ไม่เกิน 1-2 แก้วเล็กต่อวัน และหมั่นออกกำลังการเป็นประจำ การกินอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับ

การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมและช่วยให้คุณรู้สึกแข็งแรง

มากขึ้น

การพักผ่อน การทำงาน การออกกำลังกาย

อาการอ่อนเพลีย เป็นอาหารที่พบได้เป็นปกติในผู้ป่วยที่รับการรักษาโรคมะเร็ง อาการนี้จะคง

อยู่เป็นเวลานานหลังการรักษา และสามารถทำให้ผู้ป่วยหมดกำลังใจที่จะดำเนินกิจวัตรประจำวัน การ

ออกกำลังกายสามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียนี้ได้

คุณอาจมีอาการเจ็บป่วยจนรู้สึกว่าต้องการการนอนพักรักษาตัวระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง

การจะบรรเทาอาการเจ็บป่วยและความรู้สึกนึ้ได้จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายของคุณ

ความอดทน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัดสามารถช่วยคุณให้คงความแข็ง

แรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อได้ ซึ่งช่วยให้สามารถต่อสู้กับอาการอ่อนเพลียและอาการซึมเศร้า

ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้ามากๆ

โปรแกรมการออกกำลังกายต้องเหมาะสมกับคุณ โดยอาจลองปรึกษากับทีมสุขภาพของคุณ

ดูก่อนที่จะเริ่มโปรกแกรมและลองหาเพื่อนมาร่วมกิจกรรมออกำลังกายร่วมกัน

ควรสร้างสมดุลระหว่างการทำกิจกรรมกับการพักผ่อน ควรพักเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยและต้อง

การพัก การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณ ดังนี้

1. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด

2. ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

3. ลดอาการอ่อนเพลีย

4. ลดอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า

5. ช่วยให้คุณมีความสุข

6. ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเอง

และในระยะยาว การออกกำลังสามารถป้องกันการเป็นมะเร็งบางอย่างได้ American

Cancer Society แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที จำนวน 1 ครั้งใน 5 วัน

หรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์ เด็กและวัยรุ่นควรออกกำลังกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5

วันต่อสัปดาห์

เกี่ยวกับสุขภาพจิตของคุณ

เมื่อขั้นตอนการรักษาโรคมะเร็งของคุณครบแล้ว คุณอาจมีความรู้สึกบางอย่างซึ่งอาจส่งผล

กระทบทั้งต่อสภาพจิตใจของคุณเองหรือต่อบุคคลอื่น เช่น ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คู่รักของ

คุณ รวมถึงเรื่องบางอย่างที่อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นได้โดยไม่คาดคิดในผู้ป่วยบางคน เช่น

เมื่อสุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้นและได้รับการนัดติดตามห่างขึ้น ก็อาจทำให้ผู้ป่วยบางคนเกิดความวิตก

กังวล

ช่วงเวลานี้คุณสามารถหาความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพจิตและสุขภาพทางสังคม เพื่อทำ

ให้คุณรู้สึกแข็งแรงและสบายใจมากขึ้น เช่น ครอบครัว เพื่อน กลุ่มที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โบสถ์ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ (spiritual group) ศูนย์ให้คำปรึกษาออกไลน์หรือที่ปรึกษาส่วน

บุคคล

การป่วยเป็นโรคมะเร็งอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งไม่จำเป็นและไม่สมเหตุสมผลที่คุณจะ

ต้องเผชิญกับสิ่งนี้เพียงลำพังครอบครัวและเพื่อนของคุณอาจไม่เห็นด้วยที่คุณจะตัดสินใจไม่ให้

พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมกับคุณ ให้เขาเหล่านั้นรวมทั้งบุคคลอื่นที่คุณคิดว่าจะช่วยคุณได้เข้ามา

มีส่วนร่วม หากไม่มั่นใจอาจขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์พยาบาลที่ดูแลคุณ

คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าคุณป่วยเป็นมะเร็งได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยน

ได้คือ ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปหาทางเลือกเกี่ยวกับสุขภาพและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้ได้มากที่สุดเท่า

ที่ทำได้ ทำร่างกายให้แข็งแรงและสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับตนเอง

เมื่อการรักษาไม่ได้ผลอีกต่อไป

เมื่อลองรักษาด้วยวิธีต่างๆ มาหลายวิธีแล้วแต่โรคมะเร็งตับก็ยังไม่หายขาด เมื่อเวลาผ่านไป

มะเร็งก็จะดื้อต่อการรักษามากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงสำคัญที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์

ที่อาจจะได้รับกับอาการที่อาจจะแย่ลงจากการลองรักษาวิธีด้วยใหม่ รวมทั้งจำนวนครั้ง/ความถี่ที่ต้อง

มาโรงพยาบาลและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดสำหรับคุณในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง เมื่อคุณทำทุกวิถีทางแล้ว

แต่การรักษาก็ไม่ได้ผล แพทย์อาจลองให้ทางเลือกการรักษาใหม่แก่คุณ แต่คุณต้องทำความเข้าใจ

ว่าจะมีจุดหนึ่งที่แม้จะรักษาต่อไปก็ไม่ช่วยให้อาการของคุณดีขึ้นหรือไม่ได้เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร สิ่งสำคัญคือคุณควรรู้สึกสุขสบายมากที่สุด อาการบางอย่าง เช่น

อาการปวด ควรได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม การรักษาแบบนี้เรียกว่า การรักษาแบบประคับประคอง

เป้าหมายเพื่อช่วยลดอาการเจ็บป่วยแต่ไม่ได้เพื่อให้หายจากโรค เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คุณ

การดูแลแบบประคับประคอง

การดูแลแบบประคับประคอง

บางกรณีคุณอาจได้ประโยชน์จากการดูแลแบบ hospice care ซึ่งส่วนใหญ่อาจทำได้ที่บ้าน

ของคุณ เนื่องจากโรคมะเร็งอาจก่อให้เกิดอาการหรือปัญหาที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการ

ดูแลแบบ hospice care นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเกี่ยวกับอาการ

ที่เกิดจากโรคมะเร็งหรือปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ แต่หมายความว่าคุณจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

เกี่ยวกับการมีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสมบูรณ์และสุขสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน