ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งตับ

มะเร็งตับคืออะไร

สาเหตุของมะเร็งตับ

การตรวจหามะเร็งตับ

การบอกระยะโรคมะเร็ง

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับ




การติดตามหลังการรักษา


มะเร็งตับ

การรักษาโรคมะเร็งตับ

แนวทางที่จะกล่าวนี้ นำมาจากความคิดเห็นของทีมแพทย์และพยาบาลซึ่งทำงานใน American

Cancer Society's Cancer Information Database Editorial Board โดยนำมาจากการแปลผล

ของการศึกษาวิจัยที่ได้ลงวารสารการแพทย์ประกอบกับประสบการณ์เฉพาะทางของบุคคลเหล่านั้น ไม่

ใช่แนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการที่จะนำไปใช้แทนวิธีการรักษาของทีมแพทย์ที่ดูแลคุณอยู่ แต่เพียงใช้

ช่วยในการพิจารณาตัดสินใจของคุณและครอบครัวเกี่ยวกับการรักษาร่วมกับแพทย์ของคุณ

แพทย์ของคุณอาจมีเหตุผลในการเลือกวิธีการรักษาที่อาจแตกต่างไปจากแนวทางที่จะกล่าวต่อ

ไปนี้ อย่าลังเลที่จะซักถามเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาของคุณกับแพทย์

การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา

หลังจากที่ตรวจพบมะเร็งตับและทราบระยะโรคแล้ว แพทย์จะแนะนำแนวทางการรักษาต่างๆ 

ให้การวางแผนการรักษาถือเป็นขั้นตอนสำคัญ จงใช้เวลาในการพิจารณาเกี่ยวกับทางเลือกทั้งหมด

ของคุณ

เมื่อจะวางแผนรักษา ระยะโรคเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา นอกจากนี้ก็ยังต้องคำนึงถึง

อายุสุขภาพโดยทั่วไป รวมทั้งความต้องการของผู้ป่วยด้วย

ในบางกรณีคุณอาจต้องการความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้าน

การรักษาโรคมะเร็งตับ แพทย์ผู้ให้ความเห็นอาจช่วยให้ข้อมูลคุณได้มากขึ้นและช่วยให้คุณมั่นใจเกี่ยว

กับวิธีการรักษาที่คุณเลือก บริษัทประกันบางแห่งก็ต้องการความคิดเห็นจากแพทย์เพิ่มเติม ก่อนจะ

ตัดสินใจจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้

การผ่าตัด

ในปัจจุบันการผ่าตัดเป็นทางเลือกเดียวที่จะช่วยรักษามะเร็งตับให้หายขาดได้ การผ่าตัดเป็น

ทั้งการเอาก้อนเนื้องอกออกและรวมไปถึงการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับ ถ้าศัลยแพทย์สามารถมองเห็นก้อน

มะเร็งทั้งหมดได้ขณะทำการผ่าตัด ถือว่าเป็นผลดีต่อโอกาสรอดชีวิตของคุณ แต่โอกาสที่จะผ่าตัดเอา

มะเร็งออกได้ทั้งหมดนั้นมักเป็นไปได้ยาก เนื่องจากก้อนมะเร็งมักมีขนาดใหญ่และมีการกระจายไป

ทั่วๆ ตับ หรือกระจายออกไปนอกตับแล้ว นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งร่วมด้วยก็มักจะไม่เหลือเนื้อตับ

ดีมากพอที่จะใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดได้

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการผ่าตัด

ผู้ป่วยมะเร็งตับมักมีการทำลายของเนื้อตับบริเวณอื่นด้วย ศัลยแพทย์ต้องพยายามผ่าตัดเอาเนื้อ

ตับออกให้มากพอที่จะกำจัดมะเร็งออกไปได้หมด แต่ก็ต้องเหลือเนื้อตับไว้ให้มากพอที่จะทำงานต่อไป

ได้เช่นกัน

การมีเลือดออกภายหลังการผ่าตัดเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง เนื้อตับปกติมีหน้าที่

สร้างสารที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือด การที่เนื้อตับถูกทำลาย (ทั้งก่อนการผ่าตัดและจากการผ่าตัด) 

อาจก่อให้เกิดปัญหานี้ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอีกอย่างคือ เนื้อตับที่เหลืออาจยังมีมะเร็งหลงเหลืออยู่ ทำให้

มะเร็งเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้อีกในภายหลัง

การผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับ

การผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับเป็นทางเลือกรักษาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับขนาดเล็ก ปัจจุบันการ

เปลี่ยนถ่ายตับมีไว้สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับขนาดเล็กแต่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้หมด ซึ่งสาเหตุ

อาจเป็นจากตำแหน่งของมะเร็งหรือจากการที่ไม่มีเนื้อตับดีเหลือมากพอ

ปัจจุบันยังไม่มีตับสำหรับเปลี่ยนถ่ายมากพอสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ เนื่องจากมักต้องเก็บไว้ใช้

ในผู้ป่วยอื่นที่สามารถรักษาให้หายได้มากกว่ามะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งจึงมักต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะ

ได้เปลี่ยนถ่ายตับ แพทย์จึงมักแนะนำให้ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกไปก่อน และค่อยเปลี่ยนถ่ายตับเมื่อ

มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ

การที่มีผู้หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะมากขึ้น ช่วยให้การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด

เปลี่ยนถ่ายตับนี้สามารถช่วยผู้ป่วยมะเร็งตับได้มากขึ้น รวมถึงผู้ป่วยโรคตับอื่นๆ ด้วย

ทางเลือกหนึ่งซึ่งเพิ่งมีมาไม่นานนี้คือ การขอตับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต โดยจะเปลี่ยนถ่ายให้

กับผู้ป่วยที่เป็นญาติใกล้ชิดทางสายเลือดกับผู้บริจาค เป็นวิธีที่ได้ผลแต่ก็เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ผู้บริจาค

มีการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ให้แก่ผู้ป่วยประมาณ 300 รายต่อปี ในประเทศ

อเมริกา แต่มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำในผู้ป่วยมะเร็งตับ

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับ

ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายตับต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันและยาป้องกันการต่อต้านของร่างกาย

ต่ออวัยวะใหม่ ยาเหล่านี้มีความเสี่ยงและผลข้างเคียง โดยเฉพาะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ ยา

บางตัวที่ใช้ป้องกันการต่อต้านอวัยวะใหม่ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างอื่น การพัฒนาความก้าวหน้า

ของยาหวังเพื่อลดความเสี่ยงต่อการต่อต้านอวัยวะใหม่และลดผลข้างเคียงจากยา

Tumor Ablation and Embolization

Tumor ablation เป็นวิธีรักษาที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยที่ไม่ได้เอาก้อนมะเร็งออกไป ใช้สำหรับ

ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดเล็กจำนวนไม่มากแต่ไม่สามารถเอาออกได้ด้วยการผ่าตัด เป็นวิธีรักษาที่

ไม่สามารถทำให้หายขาดจากมะเร็ง แต่ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น

Embolization หรือการอุดเส้นเลือดก็เป็นวิธีรักษาอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่สามารถ

ผ่าตัดได้ โดยใส่สารเข้าไปในเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไปเลี้ยงก้อน

มะเร็งได้ ทำให้มะเร็งเจริญเติบโตได้ยาก

การอุดเส้นเลือดด้วยยาเคมีหรือ chemoembolization กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะได้ผล

ดีกว่าการอุดเส้นเลือดแบบเดิมหรือไม่

การอุดเส้นเลือดด้วยสารกัมมันตรังสีหรือ radioembolization โดยการใส่สารกัมมันตรังสี

ขนาดเล็กเข้าไปในเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ ก็กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน

รังสีรักษา (Radiation Treatment)

รังสีรักษา เป็นการรักษาโดยใช้รังสีพลังงานสูง เช่น เอกซเรย์ไปทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้

ก้อนเนื้องอกนั้นยุบลง การฉายรังสีจากภายนอก (External radiation) เป็นการนำรังสีจากแหล่ง

กำเนิดรังสีภายนอกเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่ภายในร่างกาย แต่การรักษาวิธีนี้ไม่สามารถใช้รังสี

ในปริมาณที่สูงมากได้ เนื่องจากจะทำให้เนื้อตับที่อยู่รอบๆ ถูกทำลายไปด้วย การรักษาวิธีนี้เพื่อลด

ขนาดของก้อนมะเร็งและช่วยลดอาการปวด แต่ไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ และไม่สามารถ

ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่นานขึ้นได้

รังสีรักษาสามมิติ (3DCRT) เป็นเทคนิคใหม่ของการฉายรังสีจากภายนอก โดยใช้คอมพิวเตอร์

วาดตำแหน่งที่แน่นอนของก้อนมะเร็ง ช่วยลดการทำงายของรังสีต่ออวัยวะข้างเคียง รวมทั้งช่วยให้สามารถ

ใช้ปริมาณรังสีได้มากขึ้น ในอนาคตหากวิธีการนี้สามารถใช้งานได้ดี น่าจะเป็นวิธีที่ใช้แทนการรักษา

มาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีรักษา

ผลข้างเคียงของรังสีรักษา เช่น ผิวหนังอักเสบเหมือนถูกแสงแดดบริเวณที่เป็นตำแหน่งฉาย

รังสี คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปหลังหยุดการรักษา การฉายรังสีอาจ

ทำให้อาการข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีแย่ลง

Targeted therapy

จากการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ทำให้สามารถผลิตยาที่

มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์จะแตกต่างไปจากยาเคมีบำบัดมาตรฐาน ผลข้าง

เคียงก็แตกต่างกันและมักจะมีอาการน้อยกว่า

ยาเคมีจะเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย มีประโยชน์ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง

ที่กระจายไปที่อื่น แต่เนื่องจากการรักษาด้วยยาเคมีมักไม่ค่อยได้ผลในผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่

แพทย์จึงเริ่มทดลองใช้ targeted therapy แทน

ยาเคมีบำบัด

การให้ยามักใช้วิธีฉีดเข้าเส้นเลือดดำหรือการกิจ เมื่อยาเข้าสู่กระแสเลือดจะกระจายไปทั่ว

ร่างกาย เป็นประโยชน์สำหรับมะเร็งระยะที่กระจายไปที่อื่น

มะเร็งตับมักไม่ตอบสนองต่อยาเคมีส่วนใหญ่ ยาที่น่าจะใช้ได้ผลดีที่สุดคือ Doxorubicin

(Adriamycin), 5-fluorouracil และ cisplatin แต่การศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้บ่งบอกว่ายานี้ช่วย

ให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง ดังนี้

1. แสบปาก

2. การรับรสลดลง

3. ผมร่วง

4. คลื่นไส้อาเจียน

5. เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากเม็ดเลือดขาวลดลง

6. เลือดออกง่าย เป็นจ้ำเลือด จากเกร็ดเลือดลดลง

7. อ่อนเพลีย หอบเหนื่อย จากเม็ดเลือดแดงลดลง

อาการข้างเคียงส่วนใหญ่จะค่อยๆ หายไปหลังหยุดการรักษา หากมีอาการผิดปกติควรแจ้ง

แพทย์ เพื่อการดูแลที่ถูกต้องเหมาะสม



ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน