ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งตับ

มะเร็งตับคืออะไร

สาเหตุของมะเร็งตับ

การตรวจหามะเร็งตับ

การบอกระยะโรคมะเร็ง

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับ




การติดตามหลังการรักษา


มะเร็งตับ

การตรวจหามะเร็งตับ

ผู้ป่วยมะเร็งตับระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการอะไรผิดปกติ จนกว่าโรคจะดำเนินไปถึงระยะท้ายๆ

แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตรวจพบมะเร็งตับตั้งแต่ระยะแรกๆ ได้น้อย ดังนั้นจึงยังไม่มีการตรวจคัดกรอง

สำหรับมะเร็งตับระยะเริ่มแรก นอกจากนี้ มะเร็งขนาดเล็กก็ยังสามารถตรวจพบได้ยากจากการตรวจ

ร่างกาย

การตรวจที่อาจใช้ในการหามะเร็งตับ

ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายเป็นโรคตับแข็งอยู่ก่อนแล้ว หากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีอาการแย่ลงเร็ว

มักต้องสงสัยว่าอาจเป็นจากมะเร็งตับ การส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย มีดังนี้

1. AFP (alpha fetoprotein) test โดยการเจาะเลือดไปตรวจ โปรตีนชนิดนี้พบได้เป็น

ปกติในทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา แต่ระดับโปรตีนจะลดลงและหายไปจากกระแสเลือดภายหลังการ

คลอดไม่นาน หากตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในผู้ใหญ่มักเป็นตัวบ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งตับ หรือมะเร็งชนิด

อื่นก็ได้

โดยแพทย์มักจะเลือกตรวจ AFP ในผุ้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แต่ก็มีมะเร็ง

ตับบางชนิดที่ไม่ค่อยสร้างโปรตีนชนิดนี้ ดังนั้นเมื่อตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ในเลือด มะเร็งก็อาจจะมี

ขนาดใหญ่มากจนผ่าตัดไม่ได้หรือกระจายออกไปนอกตับแล้ว นอกจากนี้โรคตับอื่นๆ บางชนิดก็

สามารถทำให้โปรตีนชนิดนี้สูงได้เช่นกัน

2. อัลตร้าซาวน์ (ultrasound) เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นเสียงสร้างภาพจากอวัยวะภายใน

เช่น ตับ โดยผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียงตรวจ แพทย์จะใช้หัวตรวจวางลงบนตัวผู้ป่วยแล้วขยับหัวตรวจ

ไปตามทิศทางต่างๆ เพื่อสร้างภาพบนหน้าจอใช้ตรวจผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ เพื่อ

คัดกรองหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก หรืออาจใช้ตรวจดูก่อนการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ว่าก้อนนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่

ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจ

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับจะได้รับการตรวจคัดกรอง ซึ่งก็มักจะได้ตรวจตั้งแต่

ผู้ป่วยยังไม่มีอาการผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยตับแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างรอรับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย

ตับ ซึ่งมะเร็งอาจจะเกิดขึ้นมาในระหว่างช่วงเวลานี้ก็ได้ และก็อาจจะเป็นมากจนไม่สามารถรักษาได้

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับ แพทย์ก็จำเป็นต้องเลื่อนคิวการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับของผู้ป่วยให้เร็วขึ้น

ผู้ป่วยบางรายที่เป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรังชนิด ปีหรือซี ก็ควรได้รับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะ

ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ประโยชน์

ของการตรวจคัดกรองยังไม่ชัดเจน

อาการแสดงของมะเร็งตับ

มะเร็งตับระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติ อาการที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจเป็นจากมะเร็งตับ

หรือโรคอื่นๆ ก็ได้ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

1. น้ำหนักลด (โดยที่ไม่ได้พยายามลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร)

2. เบื่ออาหารเรื้อรัง

3. คลื่นไส้อาเจียนบ่อย

4. มีไข้

5. จุกแน่นท้องหลังกินอาหารเพียงปริมาณไม่มาก

6. ตับโตหรือคลำได้ก้อนใต้ชายโครงขวา

7. ม้ามโตหรือคำได้ก้อนใต้ชายโครงซ้าย

8. ปวดท้องเรื้อรัง

9. ท้องบวม

10. คันตามตัว

11. ตัวเหลือง ตาเหลือง

12. เส้นเลือดดำบริเวณหน้าท้องโป่งพอง

13. อาการของตับอักเสบเรื้อรังหรือตับแข็งแย่ลง

นอกจากนี้ มะเร็งตับบางชนิดอาจสร้างฮอร์โมนบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้มีอาการดังต่อไปนี้

1. แคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก สับสน กล้ามเนื้ออ่อนแรง

2. น้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืดเป็นลม

3. เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น และ/หรือ อัณฑะมีขนาดเล็กลงในเพศชาย

อาการเหล่านี้อาจทำให้แพทย์คิดถึงโรคทางระบบประสาทหรือต่อมไร้ท่อมากกว่าโรคตับ ต้อง

อาศัยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย

การตรวจเพิ่มเติมในผู้ป่วยมะเร็งตับ

หากผู้ป่วยมีอาการหรือเหตุที่ทำให้สงสัยโรคมะเร็งตับ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและซัก

ประวัติ พร้อมทั้งส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น

1. การตรวจด้วยการถ่ายภาพ (Imaging test) เพื่อตรวจหาเนื้องอกที่อาจเป็นมะเร็งได้ 

รวมทั้งดูการกระจายของโรคและใช้ติดตามผลการรักษา

- อัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) ตรวจดูว่ามีมะเร็งหรือไม่ ถ้ามีเป็นชนิดไหน

- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computer tomography: CT) ใช้รังสีเอกซเรย์สร้างภาพ

ของร่างกาย แล้วแบ่งภาพออกเป็นส่วนเบาๆ ใช้บอกขนาด รูปร่าง ตำแหน่งของมะเร็ง

ทั้งในและนอกตับ ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดสารทึบรังสี เพื่อช่วยให้เห็นอวัยวะชัดเจนขึ้น

และต้องนอนหงายนิ่งๆ ระหว่างการตรวจ ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 15-30 นาที

- ภาพสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging: MRI) ใช้คลื่นวิทยุ

ร่วมกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ สามารถใช้แยกเนื้องอกธรรมดาออกจาก

มะเร็งได้ ระยะเวลาในการตรวจจะนานกว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

- เอกซเรย์เส้นเลือดแดง (Angiography) มีการฉีดสารทึบรังสีเข้าเส้นเลือดแดงก่อน

การถ่ายภาพ สารทึบรังสีจะฉาบอยู่ภายในเส้นเลือด ทำให้มองเห็นว่ามีเส้นเลือดใดที่

เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งตับบ้าง เพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์ตัดสินใจได้ว่าก้อนมะเร็งนั้น

สามารถผ่าตัดออกได้หรือไม่ และวางแผนเลือกวิธีการผ่าตัดที่จะได้ผลดีที่สุด การตรวจ

วิธีนี้ผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่สุขสบายได้เล็กน้อย เนื่องจากต้องสวนสายเครื่องมือขนาดเล็กเข้า

ไปในเส้นเลือดแดงบริเวณขาหนีบขึ้นไปที่ตับ โดยแพทย์จะฉีดยาชาให้ผู้ป่วยก่อนทำ

การตรวจ

- การส่องกล้อง โดยแพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องแล้วใส่ท่อขนาดเล็กซึ่งมี

กล้องติดอยู่เข้าไป เพื่อตรวจดูตับและอวัยวะภายในช่องท้อง วิธีนี้สามารถใช้ช่วยพิจารณา

วางแผนการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นๆ ได้ และสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา

ได้ โดยแพทย์จะให้ยา ให้ผู้ป่วยหลับก่อนทำการตรวจ

2. การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นวิธีที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งตับ การที่จะทำให้ได้ชิ้นเนื้อมาตรวจนั้น

ทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะฉีดยาชาตรงบริเวณที่จะเจาะก่อน หรืออาจใช้วิธีตัดชิ้นเนื้อระหว่างที่ส่อง

กล้อง เมื่อมองเห็นบริเวณเนื้อตับที่ผิดปกติ

3. การตรวจเลือดหาสาร AFP แพทย์อาจสั่งตรวจไว้ทั้งก่อนและหลังการรักษาเพื่อติดตามดูผล

ของการรักษา นอกจากนี้การตรวจเลือดยังสามารถใช้ดูการทำงานของตับที่เหลืออยู่ รวมทั้งการทำงาน

ของอวัยวะอื่นๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร ช่วยในการตัดสินใจของแพทย์ว่าผู้ป่วยจะสามารถผ่าตัดได้หรือไม่


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน