ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งกระเพาะอาหา

 
    มะเร็งกระเพาะอาหารคือโรคที่เกิดจาการมีเซลล์เนื้อร้ายเกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร


    ลักษณะของกระเพาะอาหารโดยปกติเป็นรูปตัว เจ
(J) อยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบการย่อยอาหาร ซึ่งจะดูดซึม
สารอาหารต่างๆ เช่น วิตามิน เกลือแร่ แป้ง ไขมัน โปรตีน และน้ำที่เรารับประทานเข้าไป อาหารจะผ่านจากคอหอย ไปยังกระเพาะอาหาร
โดยผ่านทางอวัยวะที่เรียกว่า หลอดอาหาร หลังจากนั้นอาหารที่ออกจากกระเพาะอาหารจะไปยังลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ

    กระเพาะอาหารและหลอดอาหารนั้นเป็นอวัยวะย่อยอาหารส่วนบน ผนังของกระเพาะอาหารนั้นประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อ
3 ชั้น ได้แก่
ชั้นของเยื่อบุผิวด้านในอยู่ชั้นในสุด ชั้นถัดมาตรงกลางคือชั้นกล้ามเนื้อ และชั้นนอกสุดเป็นชั้นของเยื่อบุผิวด้านนอกโดยมะเร็งกระเพาะ
อาหารนั้นจะเริ่มเกิดจากเซลล์ที่อยู่บริเวณเยื่อบุผิวด้านในและกระจายผ่านออกมาถึงบริเวณเยื่อบุผิวด้านนอก


    เนื้องอกกระเพาะอาหารชนิด
GIST (Gastrointestinal stromal tumor) เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งจะได้รับการรักษาแตกต่างจาก
มะเร็งกระเพาะอาหาร


    อายุ อาหาร และโรคทางกระเพาะอาหารมีผลต่อความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

    สิ่งใดก็ตามที่มีโอกาสส่งผลทำให้เราเกิดโรคขึ้นได้เราเรียกสิ่งนั้นว่า ปัจจัยเสี่ยง แต่การที่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็น
มะเร็งและในทางกลับกันการที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีโอกาส เป็นมะเร็ง สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงหรือ
ไม่ควรปรึกษาแพทย์ ปัจจัยเสี่ยงสำหรับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารมีดังนี้

  • มีสภาวะดังต่อไปนี้
    • มีการติดเชื้อ Helicobacter pylori ในกระเพาะอาหาร
    • กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
    • โลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่
    • การเจริญเติบโตผิดที่ของเซลล์ในลำไส้แทนที่เซลล์ของกระเพาะอาหาร
    • เนื้องอกลำไส้ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือ เนื้องอกกระเพาะอาหาร
  • รับประทานอาหารเค็มจัด อาหารประเภทย่างเผา รับประทานผักและผลไม้ในปริมาณน้อย
  • รับประทานอาหารที่ไม่ได้รับการปรุงอย่างเหมาะสมถูกวิธี
  • อายุมากหรือ เพศชาย
  • สูบบุหรี่
  • มีพ่อ แม่ พี่ หรือน้องที่เคยมีประวติเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

    ลักษณะอาการที่น่าจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารซึ่งรวมทั้ง อาหารไม่ย่อย และรู้สึกปวดหรือไม่สบายในช่องท้อง

    ในลักษณะอาการแสดงของมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งในสภาวะโรคอื่นอาจมีอาการเดียวกันนี้ได้
    ในระยะเริ่มแรกของมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะมีอาการแสดงดังนี้

  • อาหารไม่ย่อยและรู้สึกไม่สบายในช่องท้อง
  • ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
  • คลื่นไส้เล็กน้อย
  • ไม่อยากอาหาร
  • ปวดแสบร้อนที่บริเวณหน้าอก
    ในระยะขั้นต่อมาของมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะมีอาการแสดงดังนี้
  • มีเลือดปนในอุจจาระ ถ่ายอุจจาระสีดำ
  • อาเจียน
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดท้อง
  • ตัวเหลืองตาเหลือง
  • มีน้ำในช่องท้อง
  • กลืนลำบาก
ถ้ามีอาการเกิดขึ้นตามนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์

    การตรวจหามะเร็งกระเพาะอาหารโดยการตรวจหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
  • การตรวจร่างกายและซักประวัติถึงสุขภาพโดยทั่วไป ตรวจดูอาการต่างๆรวมถึงตรวจดูลักษณะก้อนหรือสิ่งใดที่อาจมีลักษณะ
    ผิดปกติไป ตรวจดูพฤติกรรม การเจ็บป่วยในอดีตรวมถึงประวัติการรักษาที่ผ่านมา
  • ตรวจเลือด เป็นการตรวจเพื่อดูปริมาณสารต่างๆที่ถูกปล่อยออกมาจากอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดๆของร่างกายปริมาณที่มากไป
    หรือน้อยไปอาจเป็นการบ่งบอกถึงสภาวะเป็นโรคของอวัยวะนั้นๆ
  • ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ เป็นวิธีการที่ตรวจหา
    • ปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
    • ปริมาณฮีโมโกลบิน( โปรตีนที่จับกับออกซิเจน) ในเม็ดเลือดแดง
    • ส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง
  • การส่องกล้องช่องท้องส่วนบน เป็นวิธีการที่จะตรวจดูภายในบริเวณ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนแรก
    (ดูโอดีนัม) เพื่อหาบริเวณที่ผิดปกติ กล้องที่ใช้ส่องนั้นมีขนาดเล็ก บาง จะผ่านจากช่องปากไปถึงลำคอและผ่านลงไปยัง
    หลอดอาหาร
  • ตรวจเลือดในอุจจาระ โดยสามารถตรวจดูได้จากวิธีการทางจุลทรรศน์เท่านั้น
  • การเอกซเรย์กลืนแป้ง เป็นการตรวจโดยจะให้ผู้ป่วยกลืนน้ำที่ผสมแบเรี่ยม (เป็นผงสีขาว เงิน) ซึ่งน้ำที่กลืนไปนั้นจะไป
    เคลือบที่ผิวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะทำการเอ็กซเรย์ตรวจดู วิธีการนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า
    การเอกซเรย์ทางเดินอาหารส่วนบน
  • การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา โดยทั่วไปจะทำการตัดชื้นเนื้อในระหว่างการส่องกล้อง โดยทำการตัดชิ้นเนื้อออกมา
    ตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูลักษณะเซลล์มะเร็ง
  • เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซี ที สแกน) เป็นการตรวจโดยใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องเอ็กซเรย์ สามารถถ่ายภาพ
    บริเวณภายในของร่างกายและยังสามารถถ่ายได้หลายมุม  การฉีดสารทึบรังสีเข้าไปทางเส้นเลือดดำหรือการกลืนจะ
    ช่วยทำให้สามารถมองเห็นอวัยวะนั้นๆ ได้ชัดเจนขึ้น

    ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการหายของโรคและทางเลือกของการรักษา

    การพยากรณ์โรค (โอกาสหายของโรค) และวิธีการรักษานั้นขึ้นอยู่กับ
  • ระยะและการกระจายของมะเร็ง (ว่ามะเร็งนั้นยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
    หรืออวัยวะอื่นใดในร่างกาย)
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
    การตรวจพบมะเร็งกระเพาะอาหารที่ยังอยู่ในระยะแรกๆนั้นมีโอกาสที่จะหายได้มากกว่า แต่มะเร็งกระเพาะอาหารนั้น
โดยทั่วไปมักจะตรวจพบเมื่อเป็นระยะท้ายๆแล้วซึ่งมีทางที่จะรักษาได้ แต่น้อยนักที่จะรักษาจนหายขาดได้

    ระยะของมะเร็งกระเพาะอาหาร

    แพทย์จะทำการประเมินระยะของมะเร็งเพื่อดูว่ามะเร็งนั้นยังคงอยู่ในกระเพาะอาหารหรือได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
แล้วหรือไม่ การประเมินระยะของมะเร็งนั้นมีความสำคัญที่จะช่วยทำให้เราสามารถทำการวางแผนการรักษาต่อไปได้

ประเมินระยะของมะเร็งโดยใช้วิธีการตรวจดังต่อไปนี้

  • ß-hCG (beta-human chorionic gonadotropin),CA-125 และ CEA (carcinoembryonic antigen) การตรวจหาระดับ
    สารต่างๆเหล่านี้ในเลือด  ซึ่งปกติสารเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมาจากตัวเซลล์มะเร็ง และเซลล์ปกติ ถ้าพบว่ามีปริมาณของ
    สารเหล่านี้สูงกว่าค่าปกติ เป็นไปได้ว่าอาจจะมีอาการของมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมีความผิดปกติอย่างอื่น
  • เอ็กซเรย์ทรวงอก เป็นการเอ็กซเรย์โดยใช้พลังงานผ่านเข้าไปในร่างกายและสร้างออกมาเป็นภาพลงบนแผ่นฟิล์ม
    โดยการเอกซเรย์ทรวงอกนั้นเราจะสามาถมองเห็นอวัยวะและกระดูกที่อยู่บริเวณทรวงอกได้
  • การส่องกล้องอัลตร้าซาวน์ เป็นวิธีการที่นำกล้องใส่เข้าไปในร่างกายผ่านทางปากหรือทางทวารหนักซึ่งบริเวณปลายของ
    กล้องจะมีแท่งสำหรับสร้างคลื่นเสียงพลังงานสูง ซึ่งคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นนี้จะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพให้เราเห็นได้
    เรียกว่า โซโนแกรมหรือภาพอัลตร้าซาวน์
  • เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นการตรวจโดยใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องเอ็กซเรย์ สามารถถ่ายบริเวณภายในของ
    ร่างกายและยังสามารถถ่ายได้หลายมุม การฉีดสารทึบรังสีเข้าไปทางเส้นเลือดดำหรือการกลืน จะช่วยทำให้สามารถมอง
    เห็นอวัยวะนั้นๆได้ชัดเจนขึ้น
  • การผ่าตัดเพื่อส่องกล้องในช่องท้องจะทำการผ่าตัดเข้าไปภายในช่องท้องเพื่อดูบริเวณที่ผิดปกติ โดยการทำผ่าตัดบริเวณ
    ผนังของช่องท้องและใส่กล้องผ่านเข้าไปทางรอยผ่านั้น ในขณะที่ทำการส่องกล้องลงไปนั้น อาจมีการนำเครื่องมืออีกชิ้น
    เข้าไปเพื่อทำการตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจได้ด้วย
  • เพท สแกน (PET Scan) จะทำการตรวจโดยการฉีดน้ำตาลชนิดทึบรังสีเข้าไปทางเส้นเลือดดำ และเครื่องอ่านภาพด้วยรังสีนี้
    จะหมุนรอบตัวผู้ป่วยเพื่อทำการตรวจดูว่าน้ำตาลที่ฉีดเข้าไปนั้นอยู่บริเวณใดบ้าง ซึ่งบริเวณที่มีก้อนเนื้อร้ายอยู่นั้นก็จะมีปริมาณ
    น้ำตาลไปเกาะอยู่มาก กว่าบริเวณเซลล์ที่ปกติ ภาพบริเวณที่มีก้อนเนื้อร้ายจึงมองเห็นว่าผิดปกติจากบริเวณอื่น
    มีสามวิธีที่มะเร็งจะแพร่กระจ่ยไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย
  • ผ่านทางเนื้อเยื่อ โดยเซลล์มะเร็งนั้นจะผ่านไปได้ยังเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ
  • ผ่านทางระบบน้ำเหลือง เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายโดยผ่านทางท่อน้ำเหลือง
  • ผ่านทางเลือด เซลล์มะเร็งสามารถผ่านเข้าสู่เส้นเลือดดำ เส้นเลือดฝอย และแพร่ไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกายได้
    เมื่อเซลล์มะเร็งได้แพร่จากอวัยวะเริ่มต้นไปยังอวัยวะอื่นผ่านทางเลือดหรือทางน้ำเหลืองแล้วนั้น อวัยวะนั้นก็จะมีเซลล์มะเร็ง
ของอวัยวะเริ่มต้นเกิดขึ้นมา ซึ่งเรียกว่าการกระจายของเซลล์มะเร็ง โดยลักษณะของเซลล์มะเร็งของอวัยวะที่สองที่เกิดขึ้นนั้น
จะมีลักษณะเป็นเซลล์ชนิดเดียวกันกับเซลล์ของมะเร็งในอวัยวะแรก อย่างเช่น มะเร็งเต้านมเมื่อมีการแพร่กระจายไปยังกระดูก
ที่บริเวณกระดูกก็จะมีการสร้างเซลล์มะเร็งขึ้นมา โดยเซลล์ที่สร้างขี้นมานี้นั้นจะเป็นเซลล์มะเร็งเต้านม ไม่ใช่เซลล์มะเร็งกระดูก

    ระยะต่างๆของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ระยะ 0 (ระยะก่อนลุกลาม)
    ระยะนี้ เซลล์ผิดปกติจะพบที่บริเวณผนังชั้นในสุดของกระเพาะอาหารนั่นคือ ชั้นเยื่อบุผิวด้านใน ซึ่งเซลล์ที่ผิดปกตินี้จะกลาย
เป็นเซลล์มะเร็ง และแพร่กระจายต่อไปยังเนื้อเยื่อปกติข้างเคียงต่อไปหากไม่ได้รับการรักษา

ระยะที่ 1
    ระยะนี้ เซลล์มะเร็งถูกพบ โดยระยะนี้สามารถแบ่งได้เป็น ระยะ
IA และ ระยะ IB ขึ้นอยู่กับว่าเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ใดแล้ว

  • ระยะ IA มะเร็งที่เยื่อบุชั้นในสุดของกระเพาะอาหารโดยทั่ว
  • ระยะ IB มะเร็งลุกลามเฉพาะที่
    • เยื่อบุผิวชั้นในสุดของกระเพาะอาหารและพบว่าได้กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงไม่เกิน 6 ต่อม หรือ
    • ลุกลามไปถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นกลางของกระเพาะอาหาร

ระยะที่ 2
    ระยะนี้มะเร็งได้ลุกลามไปที่

  • เยื่อบุผิวชั้นในสุดของกระเพาะอาหารและพบว่าได้กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง7-15  ต่อม หรือ
  • ลุกลามไปถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นกลางของกระเพาะอาหาร ร่วมกับการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง
    ไม่เกิน
    6 ต่อม หรือ
  • ลุกลามไปถึงเยื่อบุผิวชั้นนอกสุดของกระเพาะอาหาร แต่ยังไม่แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่นใด

ระยะที่ 3
    ระยะนี้ ได้แบ่งออกเป็น ระยะ
IIIA และ ระยะ IIIB ขึ้นกับว่ามะเร็งไปได้ลุกลามไปที่ใดแล้ว

  • ระยะ IIIA ระยะนี้มะเร็งได้ลุกลามไปที่
    • ชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นกลางของกระเพาะอาหารและพบว่าได้กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณ
      ใกล้เคียง
      7-15  ต่อม หรือ
    • เยื่อบุชั้นนอกสุดของกระเพาะอาหาร และพบว่าได้กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง1-6  ต่อม หรือ
    • อวัยวะที่ติดกับกระเพาะอาหาร แต่ไม่แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะส่วนอื่น
  • ระยะ IIIB ระยะนี้มะเร็งได้ลุกลามไปที่เยื่อบุชั้นนอกสุดของกระเพาะอาหาร และพบว่าได้กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
    บริเวณใกล้เคียง
    7-15  ต่อม
ระยะที่ 4
    ระยะนี้มะเร็งได้แพร่กระจายไปที่

  • อวัยวะที่ติดกับกระเพาะอาหาร และต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม หรือ
  • ต่อมน้ำเหลืองมากกว่า15 ต่อม
  • อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

    การกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (การกำเริบของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร)

    การกลับมาเป็นซ้ำหรือการกำเริบของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารนั้นอาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่รับการรักษาไปแล้ว
มะเร็งอาจจะกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ที่กระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นใดของร่างกาย เช่น ตับ หรือ ต่อมน้ำเหลือง

    วิธีการรักษาโดยรวม

    มีหลายวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
    วิธีการรักษานั้นมีหลายอย่าง บางวิธีนั้นก็เป็นการรักษาตามมาตรฐานทั่วไปที่ทุกวันนี้ใช้อยู่ บางวิธีก็เป็นการรักษา
เพื่อการศึกษาวิจัยทางคลินิก ซึ่งการศึกษาวิจัยทางคลินิกนี้นั้นจะเป็นการพัฒนา ช่วยปรับปรุงวิธีการรักษาแบบเดิมให้
ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งถ้าการศึกษาวิจัยทางคลินิกนั้นได้ผลดีกว่าการรักษาแบบเดิมที่ใช้ เราก็จะนำการรักษาแบบ
ใหม่ที่ได้ผลมาแทนที่การรักษาแบบเดิม โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบการศึกษาวิจัยทางคลินิกนั้นอาจจะต้องคิด
พิจารณาทบทวนก่อนการตัดสินใจ และบางการศึกษาวิจัยทางคลินิกนั้นจะรับเฉพาะผู้ป่วยที่ยังไม่เคยได้รับการรักษา
แบบอื่นมาก่อน

สำหรับการรักษาในปัจจุบันนั้นมี 4 แบบ ดังนี้

การผ่าตัด
    การผ่าตัดเป็นการรักษาที่ใช้บ่อยในทุกระยะของมะเร็ง ซึ่งมีหลายแบบดังนี้

  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน เป็นการรักษาโดยการผ่าตัดเอากระเพาะอาหารส่วนที่มีเซลล์มะเร็งอยู่
    รวมถึงต่อมน้ำเหลือง เนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียงออก  ม้ามอาจถูกตัดออกไปด้วย โดยม้ามนั้นเป็นอวัยวะที่
    อยู่ส่วนบนของช่องท้อง มีหน้าที่กรองเลือดขับเม็ดเลือดที่เสียออก
  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด เป็นการผ่าตัดเอากระเพาะอาหารออกทั้งหมด รวมทั้งต่อมน้ำเหลือง
    ข้างเคียง บางส่วนของหลอดอาหาร ลำไส้เล็ก และเนื้อเยื่อรอบๆก้อนมะเร็ง ม้ามอาจถูกตัดออกไปด้วย
    หลังจากนั้นหลอดอาหารจะถูกต่อกับลำไส้เล็กโดยตรง ดังนั้นผู้ป่วยจึงสามารถกินอาหารและกลืนได้ปกติ
    ในกรณีที่ก้อนมะเร็งอุดกั้นกระเพาะอาหารทั้งหมด และไม่สามารถผ่าตัดโดยวิธีมาตรฐานได้ อาจทำการรักษาโดย
  • การใส่ขดลวดในท่อทางเดินอาหาร เป็นวิธีที่ใช้ขดลวดที่บางและสามารถขยายได้ ซึ่งใช้ถ่างบริเวณใดก็ตาม
    ที่มีลักษณะเป็นท่อกลวงให้เปิด เช่นเส้นเลือดแดง หรือหลอดอาหาร การผ่าตัดขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อน
    มะเร็งอาจใส่ขดลวดเข้าไปในบริเวณระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร หรือระหว่างกระเพาะอาหารกับ
    ลำไส้เล็กก็ได้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับอาหารได้
  • การใช้เลเซอร์ เป็นการส่องกล้องที่มีเลเซอร์ติดอยู่ที่ปลายกล้อง แล้วใส่เข้าไปในร่างกายบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง
    เลเซอร์จะทำหน้าที่เหมือนกับมีดผ่าตัดนั่นเอง
เคมีบำบัด
    เป็นการรักษามะเร็งโดยการใช้ยาเพื่อไปหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเซลล์โดยตรงหรือ
หยุดการแบ่งตัวเท่านั้น เมื่อยาเคมีบำบัดเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเป็นทางการกิน หรือการฉีดเข้าเส้นเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ
ยาจะวิ่งไปถึงเซลล์มะเร็งที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย นอกจากนี้อาจให้ยาเคมีบำบัดโดยการใส่เข้าทางกระดูกสันหลัง อวัยวะ
หรือช่องว่างในร่างกายเช่นช่องท้อง จะเรียกว่าเป็นการให้ยาเฉพาะที่ การจะเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง


รังสีรักษา

    รังสีรักษาเป็นการรักษามะเร็งโดยการใช้รังสีเอ็กซเรย์ที่มีพลังงานสูงหรือรังสีชนิดอื่นๆเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง หรือหยุดการ
เจริญเติบโต แบ่งเป็น 2 วิธีได้แก่

  1. การใช้เครื่องมือฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย
  2. แหล่งของพลังงานรังสีอยู่ภายในร่างกาย เป็นการใส่สารทึบรังสีที่ถูกปกปิดอย่างดีในท่อ เข็ม หรือเครื่องมือใดๆก็ตาม
    เข้าไปในจุดที่เป็นเซลล์มะเร็งเองหรือจุดใกล้เคียงเซลล์มะเร็งการจะเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็งเช่นกัน
รังสีเคมีบำบัด
    รังสีเคมีบำบัดเป็นการรักษาที่ร่วมกันระหว่าง รังสีรักษาและยาเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน การใช้รังสี
เคมีบำบัดอาจจะเป็นหลังการผ่าตัดเพื่อหวังให้โรคหายขาดหรือให้ก่อนการผ่าตัดเพื่อให้สามารถผ่าตัดให้ง่ายขึ้นก็ได้ โดย
ปกติแพทย์รังสีรักษาจะฉายรังสีบริเวณกระเพาะอาหารประมาณ 25-30 ครั้ง ใน 5-6 สัปดาห์ ร่วมกับให้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วย
อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลในช่วงเวลาดังกล่าว


ผู้ป่วยต้องตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในงานวิจัยทางคลินิก

    สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีส่วนร่วมในงานวิจัย อาจจะได้รับวิธีการรักษาที่ดีที่สุดก็เป็นได้ เนื่องจากว่างานวิจัยนั้นมีจุด
มุ่งหมายเพื่อให้ค้นพบวิธีการรักษาใหม่ๆที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดีกว่าการรักษามาตรฐาน

    การรักษามาตรฐานในปัจุบันนี้ อยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยในอดีต ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยอาจจะได้รับการรักษาโดย
วิธีมาตรฐานหรืออาจจะ เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการรักษาที่จะกลายเป็นการรักษามาตรฐานในอนาคตก็ได้

    นอกจากนี้ผู้ป่วยเหล่านี้ยังถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่จะช่วยให้มีการรักษาใหม่ๆที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นในอนาคต และเป็นการช่วยเหลือ
ผู้ป่วยรายอื่นๆ ต่อไปอีกด้วย


ผู้ป่วยสามารถเข้าร่วมงานวิจัยทางคลินิกก่อน ระหว่าง หรือหลังจากเริ่มการรักษาไปแล้วก็ได้

    บางการศึกษาวิจัยต้องการผู้ป่วยที่ยังไม่เคยได้รับการรักษาใดๆ หรือบางการศึกษาอาจเลือกผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้ว
ยังมีอาการไม่ดีขึ้น หรือหายแล้วแต่มีการกลับเป็นซ้ำของโรคเดิมอีก เพื่อให้ได้การรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงน้อย


การตรวจติดตามหลังการรักษา

    การตรวจบางอย่างเพื่อใช้ในการวินิจฉัยหรือจัดระยะของโรคมะเร็งอาจมีความจำเป็นต้องตรวจซ้ำเพื่อดูว่าการรักษา
ที่ได้นั้นได้ผลหรือไม่ เพื่อตัดสินใจว่าจะให้การรักษาเดิม หยุดการรักษาหรือเปลี่ยนการรักษาไปเป็นชนิดอื่น ซึ่งกระบวนการ
นี้เรียกว่า
การจัดระยะของโรคใหม่
    นอกจากนี้การตรวจบางอย่างนั้นจะตรวจหลังจากการรักษานั้นสิ้นสุดแล้วเพื่อดูว่ามีการกลับเป็นซ้ำของโรคหรือไม่
เรียกว่า การตรวจติดตาม


การเลือกวิธีการรักษาตามระยะของโรค
    การเลือกการรักษานั้นอยู่บนพื้นฐานของผลการศึกษาในปัจจุบัน ในมะเร็งบางชนิดหรือบางระยะอาจไม่ได้แสดงในที่นี้
โปรดปรึกษาแพทย์ของท่านเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป

ระยะ
0 (ระยะก่อนลุกลาม)
    ให้การรักษาโดยการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วนหรือตัดออกทั้งหมด


ระยะที่ 1

  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมดหรือบางส่วน
  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมดหรือบางส่วน ติดตามด้วยการให้รังสีเคมีบำบัด
  • การให้รังสีเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดนั้น ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัย
ระยะที่ 2
  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมดหรือบางส่วน
  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมดหรือบางส่วน ติดตามด้วยการให้รังสีเคมีบำบัด
  • การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด
  • การให้รังสีเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดนั้น ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัย
ระยะที่ 3
  • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด
  • การผ่าตัดกระเพาะอาหาร ติดตามด้วยการให้รังสีเคมีบำบัด
  • การให้ยาเคมีบำบัดก่อนและหลังการผ่าตัด
  • การให้รังสีเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดนั้น ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัย
ระยะที่ 4
  • ยังไม่มีการกระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกล
    • การผ่าตัดกระเพาะอาหารออกทั้งหมด
    • การผ่าตัดกระเพาะอาหาร ติดตามด้วยการให้รังสีเคมีบำบัด
    • การให้ยาเคมีบำบัดก่อนและหลังการผ่าตัด
    • การให้รังสีเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดนั้น ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัย
  • มีการกระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกล
    • การรักษาแบบประคับประคอง โดยการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อบรรเทาอาการต่างๆและเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต
    • การใช้เลเซอร์หรือขดลวดถ่าง เพื่อช่วยบรรเทาอาการอุดกั้นของกระเพาะอาหาร
    • รังสีรักษา เพื่อประคับประคองอาการเลือดออก อาการปวดหรืออาจช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงได้
      เพื่อบรรเทาการอุดกั้นของกระเพาะอาหาร
    • การผ่าตัดประคับประคองอาการเลือดออกหรืออาจช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงได้เพื่อบรรเทา
      การอุดกั้นของกระเพาะอาหาร
    • การให้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการต่างๆและเพิ่มคุณภาพชีวิต
      ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัย
วิธีการรักษามะเร็งกระเพาะอาหารที่กลับเป็นซ้ำ
  • การให้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการต่างๆและเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต
  • การใช้เลเซอร์หรือขดลวดถ่าง เพื่อช่วยบรรเทาอาการอุดกั้นของกระเพาะอาหาร 
  • รังสีรักษา เพื่อประคับประคองอาการเลือดออก อาการปวดหรืออาจช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงได้
    เพื่อบรรเทาการอุดกั้นของกระเพาะอาหาร
  • การผ่าตัดประคับประคองอาการเลือดออก หรืออาจช่วยให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงได้เพื่อบรรเทา
    การอุดกั้นของกระเพาะอาหาร