ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้

มะเร็งลำไส้ใหญ่, ปัจจัยเสี่ยงและอาการของโรค

การตรวจวินิจฉัยและการพยากรณ์โรค

การประเมินระยะของโรคมะเร็ง

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

ระยะของมะเร็งลำไส้ใหญ่และการกลับเป็นซ้ำ

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การเลือกวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

การตรวจยีน KRAS กับการรักษาโรค
มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้

การตรวจยีน KRAS กับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

KRAS คืออะไร

KRAS  (Kirsten Rat Sarcoma, เค-แรส)  คือ  ยีนชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ ที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพ
ตัวแรก ในการคาดการณ์ถึงผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลามได้ โดยยีน KRAS นี้เป็นพันธุกรรมหนึ่งที่มีหน้า
ที่ในการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องในการเจริญเติบโตของเซลล์ ในภาวะปกติ KRAS จะทำงานภายใต้การควบคุมของกลไก
ร่างกาย แต่หาก KRAS เกิดผิดปกติคือ เกิดการกลายพันธุ์ KRAS จะทำงานต่างจากเดิมขาดการควบคุม เช่น กระตุ้นการ
สร้างโปรตีนมากขึ้น นานขึ้น ผลที่ตามมาคือ จะทำให้เซลล์แบ่งตัวเร็วขึ้น ทนทานและแร่กระจายง่ายขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติ
เบื้องต้นของเซลล์ที่เป็นมะเร็ง

KRAS กับการรักษาด้วยยาในมะเร็งลำไส้ใหญ่

KRAS มีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดปกติ หรือ KRAS ที่ไม่กลายพันธุ์ ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า KRAS แบบ Wild type และ
KRAS ชนิดกลายพันธุ์ หรือ KRAS แบบ Mutant ซึ่งยีน KRAS ต่างชนิดกันจะให้ผลการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาที่
แตกต่างกันด้วย โดยเฉพาะผลต่อการตอบสนองต่อการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเป้าหมายที่เซลล์มะเร็ง  (Targeted
Therapy) กลุ่มยาทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์ (EGFR Targeted therapy) ดังนั้นการตรวจยีน KRAS ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้-
ใหญ่ เพื่อบ่งชี้ว่า KRAS กลายพันธุ์หรือไม่ ก่อนการรักษาจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและให้เกิดประสิทธิ-
ภาพ สูงสุดกับผู้ป่วยแต่ละรายได้

ใครควรตรวจ KRAS

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาให้ยากลุ่มยาทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์ (EGFR Targeted
therapy)  กลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ (Monoclonal antibody)  ทุกคน ควรได้รับการตรวจ KRAS ก่อนการรักษา
เพราะนอกจากจะช่วยวางแผนการรักษาด้วยยาของแพทย์แล้วยังทำให้เกิดความคุ้มค่าในค่าใช้จ่ายของการรักษาอีกด้วย เพราะ
การรู้ว่ายีน KRAS เป็นประเภทปกติ (Wild type) หรือกลายพันธุ์ (Mutant) นั้น จะทำให้แพทย์เลือกยาได้อย่างเหมาะสม
และคาดการณ์ผลการตอบสนองได้ล่วงหน้าจากการรักษาสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีและขั้นตอนในการตรวจ KRAS

การตรวจยีน KRAS สามารถตรวจได้โดยการสกัดสารพันธุกรรม (DNA) จากชิ้นเนื้อมะเร็งที่ทางโรงพยาบาลได้เก็บไว้จาก
การผ่าตัดก้อนมะเร็งของผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ดังนั้นผู้ป่วยไม่ต้องเจ็บตัวอีกครั้ง โดยทั่วไปจะใช้เวลาในการตรวจประมาณ 10 วัน

ข้อดีของการตรวจ KRAS

สำหรับผู้ป่วย
  • การตรวจประเภทของ KRAS ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล ส่งผลให้ความหวัง
    ในการรักษามะเร็งให้หายมีมากขึ้น และอาจยืดชีวิตของผู้ป่วยให้ยาวนานขึ้นได้
  • ผู้ป่วยที่มียีน KRAS แบบกลายพันธุ์ (Mutant) อาจไม่ได้ประโยชน์มากนักจากการรักษาด้วยยาบางประเภท เช่น การรักษาด้วย
    ทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์ (EGFR Targeted therapy) ผู้ป่วยกลุ่มนี้แพทย์อาจพิจารณาให้รับการรักษาแบบอื่นเพื่อประสิทธิผล
    สูงสุด
  • เกิดความคุ้มค่าในค่าใช้จ่ายเนื่องจากแพทย์จะทำการวางแผนการรักษาด้วยยาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ KRAS เป็นตัว
    บ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ที่สามารถบอกถึงผลการรักษาของยาได้
สถานที่ตรวจ

ขณะนี้ในหลายโรงพยาบาล สามารถตรวจหายีนเคแรสได้แล้ว เช่น ท ี่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศิริราช, รามาธิบดี, มหาราช-
นครเชียงใหม่, สงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำทั่วประเทศ

การตรวจ KRAS กับการรักษาด้วยยาแบบทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์ (EGFR Targeted therapy)

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามด้วยยา ทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์ (EGFR Targeted therapy) คือ การรักษาแบบการใช้
ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเป้าหมายที่เซลล์มะเร็ง  โดยจะมุ่งการรักษาไปยัง  EGFR  (Epidermal Growth Factor
Receptor)  ซึ่งเป็นตัวรับสัญญาณที่พบมากบนผิวเซลล์มะเร็ง  เมื่อตัวรับนี้ถูกกระตุ้นจะทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโต เกิดการ
แบ่งตัว จนไม่สามารถควบคุมได้ ในที่สุดทำให้ก้อนมะเร็งขยายโตขึ้นแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ และเป็นอันตรายต่อร่างกาย
โดยยาทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์  จะทำงานโดยการเข้าไปจับกับ  EGFR  ปิดกั้นไม่ให้ตัวรับบนผิวเซลล์มะเร็งส่งสัญญาณผ่านไปได้
ส่งผลให้เกิดการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยาทาร์เก็ต  อีจีเอฟอาร์  ที่เป็น IGg1 (Immunoglobulin 1) ยัง
สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มาทำลายเซลล์มะเร็งได้เองอีกทางหนึ่งด้วย  ถือเป็นการรักษาแนวใหม่ที่มีผลข้างเคียง
ต่อเซลล์อื่นๆ ในร่างกายน้อย ไม่เหมือนการใช้เคมีบำบัดโดยทั่วไป เพราะมีการออกฤทธิ์แบบเฉพาะเจาะจง โดยทั่วไปการรักษา
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลามด้วยยา ทาร์เก็ต อีจีเอฟอาร์ ร่วมกับยาเคมีบำบัดหรือใช้เป็นยาเดี่ยวในผู้ป่วยที่มียีน KRAS
แบบ Wild type จะให้ผลตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ผู้ป่วยที่มียีน KRAS แบบกลายพันธุ์ อาจจะให้การตอบสนองที่ไม่ดี
มากนัก ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้การรักษาด้วยยาหรือวิธีการอื่นกับผู้ป่วยกลุ่มนั้น






ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน