ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกคืออะไร
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหายจากมะเร็ง
ปากมดลูกและทางเลือกในการรักษา
ระยะของมะเร็งปากมดลูก
ทางเลือกของการรักษามะเร็งปากมดลูก
การเลือกวิธีรักษามะเร็งปากมดลูก โดยประเมินจาก
ระยะของมะเร็งปากมดลูก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HPV
และมะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส Human Papiloma Virus และมะเร็งปากมดลูก

1.ไวรัส HPV คืออะไร และติดต่อได้อย่างไร

ไวรัส HPV เป็นกลุ่มหนึ่งของเชื้อไวรัสกว่า 100 ชนิด โดยบางชนิดทำให้เกิดโรคหูด หรือติ่งเนื้อที่ไม่ใช่มะเร็ง โดยไวรัส HPV

ชนิดที่ทำให้เกิดหูดธรรมดาซึ่งพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า จะต่างจากเชื้อ HPV ที่ทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือในลำคอ HPV

บางชนิดสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เรียกว่า oncogenic or carcinogenic

การเกิดหูดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์นั้นเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย เชื้อ HPV มากกว่า 30 ชนิด สามารถติดต่อทาง

เพศสัมพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่การติดเชื้อ HPV มักจะไม่มีอาการและสามารถหายได้เองในเวลา 2-3 ปี อย่างไรก็ตามบางครั้งการติดเชื้อจะยัง

คงอยู่เป็นเวลาหลายปี และอาจทำให้มีเซลล์ผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสการเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

2.หูดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

สามารถพบได้ที่อวัยวะสืบพันธุ์หรือทวารหนัก โดยส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับเชื้อ HPV 2 ชนิด คือ HPV-6 ,HPV-11 ซึ่งทำให้ 

เกิดเซลล์เจริญผิดปกติบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ และที่ปากมดลูก การติดเชื้อที่ปากมดลูกมักจะไม่มีอาการ

3.พบว่าการติดเชื้อ HPV เป็นระยะเวลานานเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

ในปี 2007 มีผู้หญิงจำนวน 11,000 คน/ปี ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิต 4,000 คน/ปี นอกจากนี้

ยังพบว่าเชื้อ HPV มีบทบาทต่อการเกิดมะเร็งชนิดอื่นด้วย เช่น มะเร็งทวารหนัก ,ช่องคลอด ,อวัยวะสืบพันธ์ทั้งหญิงและชาย

นอกจากนี้การติดเชื้อ HPV ในช่องปากและลำคอยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในเยื่อบุลำคออีกด้วย เช่น มะเร็งเพดานอ่อน 

โคนลิ้นหรือต่อมทอนซิล

4.ชนิดของเชื้อ HPV มีความจำเพาะต่อการเกิดมะเร็งหรือไม่

มีไวรัส HPV บางชนิดเท่านั้นที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง ซึ่งได้แก่ HPV ชนิด 16 ,18 ,31 ,33 ,35 ,39 ,45 ,51 ,52 ,56 ,58 ,

59 ,66 ,68 และ73 โดยเชื้อเหล่านี้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชื้อจะเจริญเติบโตและทำให้เกิดพยาธิสภาพบริเวณปากมดลูก ซึ่งมักจะมองไม่

เห็น 70% ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจาก HPV ชนิด 16 ,18

อย่างไรก็ตามการติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองและไม่ทำให้เกิดมะเร็ง

จากการศึกษาพบว่ามีเชื้อไวรัส HPV15 ชนิด ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยในระยะแรกจะทำให้เกิดความผิดปกติ

ของเซลล์บริเวณปากมดลูกที่เรียกว่า CIN3 ซึ่งเป็นลักษณะผิดปกติที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

ผู้หญิงประมาณ 10% มีโอกาสติดเชื้อ HPV บริเวณปากมดลูก บางส่วนสามารถหายได้เองและไม่ทำให้เกิดโรค แต่ในบางคน

การติดเชื้อบริเวณปากมดลูกจะยังคงดำเนินไปเป็นเวลาหลายปีจนทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติก่อนลุกลามเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในสตรีไทย ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ ในปี 2551 

จำนวน 144 ราย

5. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HPV

 การติดเชื้อ HPV พบได้ในกลุ่มคนวันเจริญพันธุ์ อย่างน้อย 75% ของคนในกลุ่มวัยเจริญพันธุ์เคยได้รับเชื้อ HPV อย่างน้อย

หนึ่งครั้งในชีวิต HPV พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มหญิงอายุน้อยและผู้ชายในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายและอายุ 20 ปีต้นๆ

ผู้ชายและผู้หญิงส่วนมากไม่ทราบว่าตนเองได้ติดเชื้อ HPV ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่มีอาการอะไร ใครก็ตามที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับ

คนที่เคยได้รับเชื้อ HPV ทั้งผู้หญิงผู้ชายสามารถรับเชื้อและแพร่เชื้อไปยังคู่นอนโดยไม่รู้ตัว ผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่ผิดปกติเป็น

สิ่งแรกที่พบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่ติดเชื้อ HPV ก็อาจจะไม่ได้มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผิดปกติ

HPV เป็นไวรัสตระกูลที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุเกือบทั้งหมดของมะเร็งปากมดลูก รวมถึงหูด หูดที่อวัยวะเพศและหูดที่

ฝ่าเท้า HPV ยังสามารถทำให้เกิดมะเร็งที่อวัยวะเพศ, ช่องคลอด, ทวารหนัก, ผิวหนังและมะเร็งที่ศีรษะและคอ

สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็ง ได้แก่ ไวรัสสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสองชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 70% วัคซีน

มะเร็งปากมดลูกยังป้องกันทั้งสองสายพันธุ์นี้ได้

วัคซีน HPV กว่า 35 สายพันธุ์ที่ทำให้มีการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ และอย่างน้อย 15 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

การศึกษาปัจจุบันพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV อย่างไรก็ดี ถุงยางอนามัยไม่

สามารถครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดที่เป็นสาเหตุของการแพร่เชื้อ HPV ได้จึงไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากป้องกันการติดเชื้อ HPV ถุงยางอนามัยยังสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV และโรคติดต่อ

ทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เมื่อใช้เป็นประจำและใช้อย่างถูกต้อง

วิธีที่จะป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้อย่างแน่นอนคือ งดการมีเพศสัมพันธ์ กลุ่มคนวัยเจริญพันธุ์จะสามารถ

ลดโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อได้โดยชื่อสัตย์ต่อคู่ของตนและไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ แต่ถึงแม้ว่าจะมีคู่นอนเพียง

คนเดียวก็อาจมีโอกาสติดเชื้อได้หากคู่นอนของคุณเคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน

การติดเชื้อ HPV มักจะไม่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิงส่วนใหญ่ เซลล์ปากมดลูกมักจะกลับสู่ภาวะปกติหลังจาก

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายภาวะติดเชื้อ HPV ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีในผู้หญิงบางคน การติดเชื้อ HPV อาจยังคงมีอยู่และ

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ของร่างกาย หากว่าเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ไม่สามารถตรวจพบและได้รับการรักษาก็อาจกลายเป็น

มะเร็งได้

วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

1.การตรวจ pap smear และ colposcopy คืออะไร

การตรวจ pap smear คือ การขูดเซลล์บริเวณปากมดลูก(ส่วนล่างสุดของมดลูก) ไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อตรวจหา 

มะเร็งหรือความผิดปกติของเซลล์ที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ รวมทั้งตรวจหาภาวะอักเสบติดเชื้อได้ด้วย

การตรวจด้วยวิธี colposcopy คือ การส่องกล้องเพื่อหาตำแหน่งที่ผิดปกติของปากมดลูกหรือช่องคลอด และทำการตัดชิ้นเนื้อ 

บริเวณดังกล่าวมาตรวจเพิ่มเติม จะพิจารณาทำกรณีที่พบความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้นด้วย pap smear

2.HPV ไวรัส คืออะไร

เชื้อไวรัส HPV มีมากกว่า 100 ชนิด และมากกว่า 3 ชนิด สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยการติดเชื้อบางครั้งไม่มีอาการ

แต่ในบางครั้งทำให้เกิดโรคหูดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ได้

นอกจากนี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้รับรองวิธีการตรวจคัดกรองหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV นอกเหนือจาก 

การตรวจดูเซลล์ด้วยวิธี pap smear ทั้งนี้โดยมีหลักฐานสนับสนุนการใช้ HPV-DNA testing เป็นการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

3.HPV 16 ,18 มีความสำคัญอย่างไร

ในบรรดาไวรัสที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค พบว่า HPV-16 เป็นไวรัสที่พบมากที่สุดในประชากรหญิง โดยในกลุ่มที่เป็นมะเร็ง

ปากมดลูก จะมีการติดเชื้อนี้ประมาณ 50% และจากข้อมูลงานวิจัยพบว่า ประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยทั่วโลกเกิดจาก HPV-16 หรือ 

HPV-18 โดยที่เหลือจะเป็นจาก HPV ชนิดอื่น

4.ASCUS และ LSIL คืออะไร

ทั้งสองอย่างคือความผิดปกติของเซลล์ที่ตรวจพบโดย pap โดย ASCUS คือ เซลล์มีลักษณะผิดปกติแต่ยังไม่แน่ชัด

LSIL คือ เซลล์มีลักษณะผิดปกติแต่ยังจัดเป็นระยะต้นของความผิดปกติ

5.จุดประสงค์ของการศึกษานี้ (ALTS-ASCUS/LSIL triage study for cerncul cancer)

สำหรับการศึกษา ALTIS เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มที่ pap test ได้ผลเป็น ASCUS or LSIL โดยพบว่า

ความผิดปกติส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางคนจะดำเนินต่อไปจนเกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ซึ่งจากการศึกษานี้พบว่า

ผู้ป่วยในกลุ่ม ASCUS หรือ LSIL ที่มีผลการตรวจ HPV-16 เป็นบวกร่วมด้วยจะเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูก ได้มากกว่ากลุ่มที่

ตรวจพบ HPV ชนิดอื่น

สำหรับการศึกษาของ PORTLAND เพื่อหาลักษณะการดำเนินโรคของการติดเชื้อ HPV ทั้งนี้เพื่อหากลุ่มเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

ปากมดลูก

6.จากการศึกษา ALTIS ในผู้หญิง 542 คนที่มีความผิดปกติระดับ CIN 3 หรือ ที่เกิดมะเร็งปากมดลูก พบว่าการตรวจพบเชื้อ HPV-16 

เพิ่มโอกาสเกิด CIN 3 หรือมะเร็งปากมดลูกเป็น 38 เท่าของผู้หญิงที่ไม่พบเชื้อ HPV เช่นเดียวกันการตรวจพบเชื้อ HPV ชนิดอื่นที่

สัมพันธ์ กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกจะเพิ่มความเสี่ยงเป็น 7 เท่าของผู้หญิงที่ไม่พบเชื้อ HPV จากการศึกษานี้สรุปว่า ผู้ป่วยที่ตรวจ pap 

test พบความผิดปกติชนิด ASCUS/LSIL ที่ตรวจพบ HPV-16 ร่วมด้วยมีความเสี่ยงสูงสุดในการเกิดมะเร็งปากมดลูก จึงควรได้รับ

การตรวจเพิ่มเติมต่อไป เช่น colposcopy

และจากการศึกษา PORTLAND พบว่า ผู้ป่วยที่พบเชื้อ HPV16 ,18 มีโอกาสเกิดพยาธิสภาพ CIN3 หรือมะเร็งปากมดลูกได้

มากกว่าผู้ที่มีเชื้อ HPV ชนิดอื่นหรือผู้ที่ไม่มีเชื้อ ดังนั้นจึงควรตรวจคัดกรองด้วย HPV16 ,18 ด้วย


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน