ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกคืออะไร
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการหายจากมะเร็ง
ปากมดลูกและทางเลือกในการรักษา
ระยะของมะเร็งปากมดลูก
ทางเลือกของการรักษามะเร็งปากมดลูก
การเลือกวิธีรักษามะเร็งปากมดลูก โดยประเมินจาก
ระยะของมะเร็งปากมดลูก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HPV
และมะเร็งปากมดลูก


มะเร็งปากมดลูก

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

การแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก อาจทำให้เกิดเนื้องอกธรรมดาหรือเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถลุกลามยัง

 อวัยวะข้างเคียงหรืออวัยวะส่วนอื่นได้  โดยทั่วไปมีผู้ป่วยใหม่ 11,000 คน/ปี

ปัจจัยเสี่ยง

1. การติดเชื้อ HPV (Human papilloma a virus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการเกิดมะเร็งปากมดลูก สามารถติดต่อ

โดยการมีเพศสัมพันธ์

2. ขาดการตรวจ pap test

3. สูบบุหรี่

4. ภูมิต้านทานที่ลดลง เช่น จากการติดเชื้อ HIV, การได้รับยาที่กดภูมิต้านทาน เพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูก

5. ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV

อาการ

1. ระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่ตรวจพบเซลล์ผิดปกติจากการตรวจภายใน + Pap test

2. การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เช่น มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์, เลือดออกระหว่างรอบประจำเดือนหรือหลังจาก 

วัยหมดประจำเดือนแล้ว

3. ตกขาวผิดปกติ

การวินิจฉัย

ถ้าตรวจพบเซลล์ผิดปกติจาก Pap test  ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม

ระยะของโรค

ระยะที่ 1  ระยะก่อนลุกลามหรือลุกลามเฉพาะที่ปากมดลูก

ระยะที่ 2  ระยะลุกลามเฉพาะที่ อาจลุกลามมาที่ช่องคลอดส่วนบน เนื้อเยื่อรอบปากมดลูก ตัวมดลูก

ระยะที่ 3  ระยะลุกลามเฉพาะที่ อาจลุกลามมาที่ช่องคลอดส่วนล่างหรือเนื้อเยื่อผนังอุ้งเชิงกราน นอกจากนี้อาจทำให้มีการ

อุดกั้นทางเดินปัสสาวะ

ระยะที่ 4  ระยะลุกลาม อาจลุกลามอวัยวะข้างเคียงเช่นลำไส้ตรง,กระเพาะปัสสาวะ หรือกระจายไปยังอวัยวะอื่นที่ไกลออกไป

 เช่นปอด, ต่อมน้ำเหลือง,กระดูก

การรักษา

มีหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัด, การฉายแสง, การใช้ยาเคมีบำบัด หรือหลายวิธีรวมกัน เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว

 ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วเนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้ มีโอกาสหายยากได้สูง เมื่อเทียบกับมะเร็งอย่างอื่น

ปัจจัยที่มีผลต่อวิธีการรักษา

1. ระยะของตัวโรค

2. ความต้องการมีภาวะเจริญพันธ์ (ตั้งครรภ์)

3. โรคประจำตัวหรือโรคร่วมอื่น

การผ่าตัด  เป็นทางเลือกสำหรับรักษาโรคในระยะที่ 1 หรือ 2 โดยส่วนมากจะผ่าตัดเอามดลูก, ปากมดลูก, ต่อมน้ำเหลือง

ที่อุ้งเชิงกราน

**การผ่าตัดมักใช้ในผู้ป่วยอายุน้อย, ตัวโรคจำกัดอยู่ที่ปากมดลูกเท่านั้น

การฉายแสง  สามารถใช้รักษาได้ทุกระยะของโรค ในระยะที่โรคลุกลามออกนอกปากมดลูกอาจต้องใช้การฉายแสงร่วมกับ

ยาเคมีบำบัด นอกจากนี้การฉายแสงอาจเป็นการรักษาเสริมร่วมกับการผ่าตัด แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการรักษาเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้มี

อัตราการหายขาดสูงสุด ซึ่งการฉายแสงประกอบด้วย

- การใช้รังสีจากภายนอก โดยฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน 5 ครั้งต่อสัปดาห์

- การใส่แร่ จะใส่เครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด และใส่สารรังสี จากนั้นเอาเครื่องมือ + สารรังสีออก ไม่มีสารรังสีตกค้าง

ในตัวผู้ป่วย สามารถกลับบ้านได้

ผลข้างเคียงระยะเฉียบพลัน  ขึ้นกับปริมาณรังสีที่ได้รับ และอวัยวะที่ได้รับรังสี

- ระบบทางเดินอาหาร : คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย

- ระบบปัสสาวะ : ปัสสาวะบ่อย

- ผิวหนังแห้ง, ขนร่วง, อาจมีผิวหนังอักเสบ

ผลข้างเคียงระยะยาว

- ช่องคลอดตีบ

- รังไข่หยุดทำงาน เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

การใช้ยาเคมีบำบัด

- ใช้ร่วมกับการฉายแสงกรณีโรคลุกลามเฉพาะที่

- ใช้เป็นการรักษาหลักกรณีโรคกระจายนอกอุ้งเชิงกราน

ผลข้างเคียง

- เม็ดเลือดหรือเกร็ดเลือดต่ำ

- ผมร่วง กรณีผมร่วงจากยาเคมี สามารถมีผมขึ้นมาใหม่ได้แต่อาจมีสีและลักษณะบางอย่างเปลี่ยนแปลง

- ผลต่อระบบทางเดินอาหาร : คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย

- ชาบริเวณปลายมือ, เท้า (peripheral neuropathy)

- การได้ยินลดลง

การตรวจติดตามหลังการรักษา

ควรตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคมีโอกาสเป็นซ้ำ ซึ่งควรได้รับการตรวจภายใน, Pap test , เอกซเรย์ปอด



ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน