ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมะเร็งกระดูก

มะเร็งปฐมภูมิบริเวณกระดูก

มะเร็งแพร่กระจายไปกระดูก


มะเร็งกระดูก

มะเร็งปฐมภูมิบริเวณกระดูก

มะเร็งกระดูกเกิดจากเซลล์กระดูกที่เจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นเนื้องอก มะเร็งกระดูก

เป็นมะเร็งที่พบน้อย โดยพบน้อยกว่า 1% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ในที่นี้จะขอ

กล่าวถึงมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ (มะเร็งที่ต้นเหตุเกิดในกระดูก) แต่ในความเป็นจริง

มะเร็งกระดูก ส่วนใหญ่เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่น เช่น จากมะเร็งเต้านม ปอด

และต่อมลูกหมาก เป็นต้น เรียกว่า มะเร็งแพร่กระจายไปกระดูก ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้

ในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยกระดูกกว่า200ชิ้น ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายใน ช่วย

ในการเคลื่อนไหวและทรงตัว กระดูกเชื่อมต่อกันด้วยเส้นเอ็นและยังมีกระดูกอ่อนเชื่อมระหว่าง

ข้อต่างๆ กระดูกมีลักษณะกลวง ภายในเต็มไปด้วยไขกระดูก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อสีแดงลักษณะคล้าย

ฟองน้ำ มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือด

กระดูกประกอบด้วย คอลลาเจน แคลเซียมฟอสเฟส เซลล์สำหรับสร้างกระดูก เซลล์ที่ทำ

ลายกระดูก และเซลล์ที่นำสารอาหารให้แก่กระดูก

เนื้องอกกระดูกมีทั้งชนิดที่เป็นเนื้องอกธรรมดาและเป็นมะเร็ง เนื้องอกที่เป็นเนื้องอก

ธรรมดาจะเจริญเติบโต ภายในกระดูกเท่านั้นไม่มีการแพร่กระจายออกนอกกระดูก ส่วนมะเร็ง

กระดูกสามารถแพร่กระจายออกนอกกระดูกไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงตลอดจนแพร่เข้ากระแสเลือด

ไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกลออกไปเช่น ปอด

มะเร็งกระดูกมีหลายประเภท โดย Osteosarcoma และ Ewing’s sarcoma เป็นมะเร็ง

กระดูกที่พบบ่อยที่สุด และมักพบในเด็ก Chrondrosarcoma เป็นมะเร็งของกระดูกอ่อน ซึ่งพบ

บ่อยในผู้ใหญ่ Chordoma เป็นมะเร็งกระดูกที่มักเกิดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง นอกจากนี้

ยังมี Malignant fibrous histiocytoma (MFH) และ Fibrosarcoma ซึ่งเป็นเนื้องอกของ

เนื้อเยื่ออ่อนที่เกิดขึ้นในกระดูกซึ่งพบได้น้อย Malignant fibrous histiocytoma (MFH) ส่วน

ใหญ่จะพบในผู้ใหญ่ บริเวณที่พบบ่อยคือ แขน ขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเข่า Fibrosarcoma

พบได้บ่อยในผู้ใหญ่วัยกลางคน และมักพบที่ต้นขา

ระบาดวิทยา

Osteosarcoma และ Chrondrosarcoma พบได้ถึง 35% ของมะเร็งกระดูกชนิด

ปฐมภูมิ Ewing’s sarcomaพบได้10% Chordomat พบได้ 5% Malignant fibrous

histiocytoma (MFH) และ Fibrosarcoma พบได้ 2%

ปัจจัยเสี่ยงและการป้องกัน

- กรรมพันธุ์ เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งที่ตา (retinoblastoma) เพิ่มความเสี่ยง

ต่อการเกิด Osteosarcoma

- การฉายแสง ผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายแสงมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งกระดูกบริเวณที่

ฉายแสง โดยเฉพาะมะเร็งกระดูกชนิด Osteosarcoma

- การได้รับยาเคมีบำบัด มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งกระดูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมะเร็ง

กระดูกชนิด Osteosarcoma

- เนื้องอกชนิดไม่ลุกลามหรือโรคของกระดูกอื่นๆ Paget’s disease และ fibrous

dysplasia เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระดูกชนิด Osteosarcoma

นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งชนิดอื่น เช่น การสูบบุหรี่ก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงของการ

เกิดมะเร็งกระดูกเช่นกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันมะเร็งกระดูก วิธีที่ดีทีสุดคือการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

ดังนั้นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกระดูก

นั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง

อาการ

อาการแรกสุดคือ อาการปวดและบวม การปวดอาจเป็นๆ หายๆ ในระยะแรกและค่อยๆ

ปวดมากขึ้นและปวดตลอดเวลาในระยะต่อมา อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว ถ้าเนื้องอก

เกิดบริเวณข้อก็อาจจะมีอาการข้อบวม เจ็บและข้อติด กระดูกหักจะพบได้ในระยะท้ายของโรค

นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ที่อาจพบได้เช่น ไข้ อ่อนเพลีย ซีด น้ำหนักลด

อย่างไรก็ตามอาการข้างต้นสามารถพบได้ในโรคอื่น ในทางกลับกันผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง

กระดูก บางรายก็ไม่มีอาการข้างต้น ดังนั้นถ้ามีอาการที่กล่าวมา ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ

วินิจฉัยต่อไป

การวินิจฉัย

- การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด

- การตรวจเลือด ค่า Alkaline phosphatase และ Lactate dehydrogenase อาจ

เพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่เป็น OsteosarcomaและEwing’s sarcoma อย่างไรก็ตามการตรวจพบ

ว่าค่า Alkaline phosphatase ที่สูงอาจไม่ได้บ่งชี้ถึงการเป็นมะเร็งกระดูกเสมอไป เนื่องจาก

ค่า Alkaline phosphatase จะพบสูงได้ในภาวะปกติ เช่น เด็กที่กำลังเจริญเติบโต หลังจาก

กระดูกหัก (ภาวะที่มีการสร้างกระดูก) นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็น Chrondrosarcoma อาจพบมี

ค่าน้ำตาลในเลือดผิดปกติได้

- X-ray โดยปกติถ้าเอกซเรย์พบความผิดปกติที่สงสัยมะเร็ง แพทย์มักจะต้องทำการส่ง

ตรวจอื่นเพิ่มเติม

- Computed tomography (CT,CAT) scan การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

- Magnetic resonance imaging (MRI) การตรวจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า

- Bone scan การสแกนกระดูกหามะเร็ง

- Integrated PET-CT scan การตรวจด้วยเครื่อง PET/CT เพื่อหามะเร็ง

ระยะของโรค (Staging)

Staging เป็นการอธิบายมะเร็งในด้านตำแหน่ง การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง

และการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่ออื่น ระยะของโรคช่วยในการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา

ของแพทย์ ระบบที่ใช้ในการจัดระยะของโรค คือระบบ TNM กล่าวคือ

T,Tumor บ่งบอกถึงขนาดก้อนมะเร็งที่ตำแหน่งเริ่มต้น

การแบ่ง stage ของ T,Tumor ของมะเร็งกระดูกมีดังนี้

TX: ไม่สามารถตรวจพบมะเร็งในตำแหน่งเริ่มต้น

T0: ไม่มีหลักฐานของมะเร็งในตำแหน่งเริ่มต้น

T1: ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กกว่า 8 ซม.

T2: ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่กว่า 8 ซม.

T3: มีก้อนเนื้องอกมากกว่าหนึ่งก้อนที่ตำแหน่งเริ่มต้น

N,Node บ่งบอกถึงการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง

การแบ่งstageของ N,Node ของมะเร็งกระดูกมีดังนี้

NX: ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงไม่สามารถประเมินได้

N0: ไม่มีการกระจายมายังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียว

N1: มีการกระจายมายังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง

M,Metastasis บ่งบอกถึงการกระจายของมะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

การแบ่ง stage ของ M,Metastasis ของมะเร็งกระดูกมีดังนี้

MX: ไม่สามารถประเมินการกระจายของมะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ

ของร่างกายได้

M0: ไม่พบการกระจายของมะเร็งไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย

M1: มีการกระจายของมะเร็งไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย

M1a: มีการกระจายของมะเร็งไปยังปอด

M1b: มีการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ

ความรุนแรงของโรค (Grade)

เป็นการบอกลักษณะของเซลล์มะเร็งเมื่อดูจากกล้องจุลทรรศน์ ถ้าเซลล์มะเร็งมีลักษณะ

คล้ายเซลล์ปกติ ก็จะจัดเป็น low grade tumor (รุนแรงน้อย) ในทางตรงข้าม ถ้าเซลล์มะเร็ง

มีลักษณะแตกต่างจากเซลล์ปกติมากจะจัดเป็น high grade tumor grade (รุนแรงมาก)

สามารถบอกได้ว่ามะเร็งจะมีการกระจายเร็วหรือช้า low grade tumorมักมีการพยากรณ์โรค

ที่ดีกว่า

สามารถแบ่งความรุนแรงได้เป็น 4 grade โดย grade 1 มีความรุนแรงน้อยที่สุด ในขณะ

ที่ grade 4 มีความรุนแรงมากที่สุด

การจัดระยะของโรค

ระยะ IA: G1,G2 และ T1และ N0,M0

ระยะ IB: G1,G2 และ T2และ N0,M0

ระยะ IIA: G3,G4 และ T1และ N0,M0

ระยะ IIB: G3,G4 และ T2และ N0,M0

ระยะ III: T3และ N0,M0

ระยะ IVA: T1,T2,T3 และ N0,M1a, G1,G2,G3,G4

ระยะ IVB: T1,T2,T3 และ N1และM0,M1,M1a,M1bและ G1,G2,G3,G4 หรือ

T1,T2,T3 และ N0,N1และ M1bและ G1,G2,G3,G4

การกลับเป็นซ้ำ

มะเร็งที่กลับมาเป็นอีก (กำเริบ) หลังจากได้รับการรักษา Stage ที่มีการพยากรณ์โรคดี เช่น

- T1,T2

- G1,G2

- เนื้องอกที่สามารถผ่าตัดออกได้ง่าย เช่น เนื้องอกที่แขน ขา

- เนื้องอกที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย

- มีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่แน่นอน

การรักษา

- มะเร็งระยะเริ่มต้น การรักษาหลักคือการผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนเนื้องอกและเนื้อเยื่อ

รอบข้างออก

- มะเร็งระยะท้าย การรักษามักใช้หลายวิธีร่วมกัน คือ การผ่าตัดร่วมกับการใช้ยาเคมี

บำบัดและการใช้รังสีรักษา

การรักษา

การผ่าตัด

ศัลยแพทย์จะทำการตัดเนื้องอกและเนื้อเยื่อรอบข้างออก ซึ่ง 75%-80% สามารถ

ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกโดยไม่ต้องตัดแขน หรือขาที่เป็นโรค หลังจากนั้นศัลยแพทย์จะใส่เหล็ก

หรือกระดูก จากส่วนอื่นของร่างกายแทนที่กระดูกที่ถูกตัดออกไป แต่ในผู้ป่วยบางรายการอาจ

จำเป็นต้องตัดแขนหรือขา เช่น ผู้ป่วยที่แพทย์ไม่สามารถตัดเนื้องอกมะเร็งออกได้หมด ผู้ป่วย

ที่ไม่สามารถทำกายภาพบำบัด

การให้ยาเคมีบำบัด

การผ่าตัดอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษามะเร็งกระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็ง

กระดูกชนิด Osteosarcoma เนื่องจากบางครั้งมะเร็งจะมีการแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่น

ที่พบบ่อยที่สุดคือ ปอด ดังนั้นการให้ยาเคมีบำบัดพบว่าสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย

มะเร็งกระดูกบางชนิดได้

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง โดยจะให้ทางหลอดเลือด ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง

กระดูกสามารถให้ยาเคมีแบบผู้ป่วยนอกโดยที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แพทย์มักให้ยาเคมีบำบัด

3-4 รอบ ก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของมะเร็ง หรือในกรณีที่มะเร็งเจริญเติบโต

อย่างรวดเร็วหรือมะเร็งกระดูกระยะท้าย เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งเพื่อให้ผ่าตัดง่ายขึ้น นอกจากนี้

ยังพบว่าการให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัดช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตอีกด้วย หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะ

ต้องได้รับยาเคมีบำบัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลือ

ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดแตกต่างกันไปแต่ละบุคคลและขนาดของยา โดยผลข้างเคียง

ที่พบเช่น เหนื่อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อ เบื่ออาหาร และท้องเสีย

เป็นต้น ผลข้างเคียงเหล่านี้จะหมดไปเมื่อการรักษาสิ้นสุด

การใช้รังสีรักษา

การใช้รังสีรักษาคือการใช้รังสีเอ็กซ์หรืออนุภาคอื่นๆในการทำลายเซลล์มะเร็ง การใช้

รังสีรักษามีสองประเภท ประเภทแรกใช้เครื่องฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย เรียกว่า External

beam radiation therapy ซึ่งเป็นที่นิยมกว่าการฝังแร่ในร่างกายหรือที่เรียกว่า Internal beam

radiation therapy หรือBrachytherapy

สำหรับมะเร็งกระดูกการใช้รังสีรักษามีบทบาทในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอก

ได้หมดหรือยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ในร่างกาย การใช้รังสีรักษานั้นมีทั้งแบบที่ให้ก่อนการ

ผ่าตัด เพื่อลดขนาดของก้อนเนื้องอกและให้หลังผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ใน

ร่างกาย การใช้รังสีรักษายังมีส่วนช่วยในการลดขนาดของการผ่าตัดทำให้ไม่ต้องตัดแขน ขา

ส่วนที่เป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่การลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็งกระดูก

ระยะสุดท้าย

ผลข้างเคียงจากรังสีรักษาได้แก่ เหนื่อย อ่อนเพลีย ผลข้างเคียงทางผิวหนังผลข้างเคียง

ส่วนใหญ่จะหายไปหลังจากการฉายแสงเสร็จสิ้น

ภายหลังการรักษา

หลังจากการรักษาที่กล่าวข้างตน ผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจติดตามเป็นระยะ

เพื่อสอบถามอาการ เช่นอาการปวดกระดูก บวม เป็นต้น ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และทำการ

สแกนกระดูก หรือเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อสืบค้นว่ามีการกลับมาเป็นซ้ำของ

มะเร็งหรือไม่ ส่วนผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งกระดูกควรจะดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่

รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายและควรตรวจเช็คมะเร็งกระดูก ทั้งนี้ผู้ป่วยควร

ปรึกษาแพทย์ผู้เจ้าของไข้ในการปฏิบัติตัว


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน