กระเทียมกับการป้องกันมะเร็ง

ข้อควรรู้

การศึกษาเบื้องต้นพบว่าการรับประทานกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งหลายชนิดโดยเฉพาะโรคมะเร็ง

หลอดอาหาร

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเทียม

กระเทียมเป็นพืชตระกูลหัว นิยมนำมาปรุงอาหารเนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะตัว กลิ่นฉุนของกระเทียมมีที่มาจากสารประกอบ

ซัลเฟอร์ (sulphur) ที่มีชื่อว่า อลิซิน (allicin) ในกระเทียม นอกจากซัลเฟอร์แล้ว กระเทียมยังมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น กรดอมิโน-

อาร์จีนีน (argenine) ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) น้ำตาลโมเลกุลกลุ่ม (oligosaccharides) และซีลีเนียม (selenium) ซึ่งมี

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

อาหารเสริมจากกระเทียมสามารถอยู่ในรูปใดได้บ้าง

อาหารเสริมจากกระเทียมสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม

1. น้ำมันกระเทียมผลิตจากการสกัดน้ำมันกระเทียมด้วยไอน้ำ โดยทั่วไปแล้วยาแคปซูลน้ำมันกระเทียมมักผสมน้ำมันพืช

ด้วย เพื่อลดกลิ่นฉุนของน้ำมันกระเทียม

2. เนื้อกระเทียมแช่น้ำมัน ผลิตโดยนำกลีบกระเทียมแช่น้ำมันพืชแล้วนำมาบรรจุแคปซูล

3. กระเทียมป่น ผลิตโดยนำกระเทียมมาอบแห้งแล้วบดบรรจุขวด ใช้ปรุงอาหาร

4. สารสกัดกระเทียม ผลิตโดยใช้แอลกอฮอล์สกัดสารประกอบกระเทียม

การศึกษาในกลุ่มประชากรตัวอย่างเกี่ยวกับกระเทียมและมะเร็ง

การศึกษาในกลุ่มประชากรตัวอย่างหลายการศึกษาพบความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับปริมาณการบริโภคกระเทียมและการลดลง

ของความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร ตับอ่อน และเต้านม มีการศึกษาถึงเจ็ดการศึกษาบ่งถึงความ

สัมพันธ์ระหว่างปริมาณกระเทียมที่รับประทานทั้งชนิดดิบและสุก สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ การศึกษาในกลุ่มประชากรตัวอย่างของสถาบันมะเร็งและโภชนาการยุโรป กำลังดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับ

โภชนาการต้านมะเร็งในกว่า 10 ประเทศ การศึกษาเบื้องต้นพบว่าการรับประทานหัวหอมและกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงต่อการ

เป็นมะเร็งลำไส้ลงได้ การศึกษาในกลุ่มประชากรตัวอย่างในไอโอวาทำการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของรูปแบบการรับประทาน

อาหาร การกระจายตัวของไขมันและความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งในหญิงสูงวัย พบว่าหญิงสูงวัยที่รับประทานกระเทียมมีโอกาส

ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายลดลงถึง 50%

การศึกษาในกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศจีนมุ่งเน้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระเทียมและการป้องกันมะเร็ง การ

ศึกษาหนึ่งพบว่าการบริโภคกระเทียม หัวหอม และต้นกระเทียมเป็นประจำสามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะ

อาหารได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปริมาณการบริโภคหัวหอมและกระเทียมและโอกาสเกิดมะเร็ง

โดยกลุ่มที่บริโภคพืชดังกล่าวมากกว่า 10 กรัม/วัน มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่ากลุ่มที่บริโภคพืชดังกล่าว

ในปริมาณน้อยกว่า 2.2 กรัม/วัน

มีหลักฐานการศึกษาในการศึกษาในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาบ่งชี้ว่าการบริโภคกระเทียมสามารถลดความเสี่ยง

ต่อการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้ถึง 54% 

การศึกษาในฝรั่งเศษ แสดงผลการศึกษาที่น่าสนใจ โดยพบว่าการบริโภคกระเทียมสามารถลดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็ง

เต้านม โดยความเสี่ยงจะลดลงหากบริโภคสารที่มีกากใยสูงร่วมกับพืชกลุ่มกระเทียมและหัวหอม

มีหลักฐานการวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับกระเทียมและการป้องกันมะเร็งหรือไม่

มีการวิจัยอย่างเป็นระบบ 3 การศึกษาทำการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกระเทียมและความเสี่ยงต่อการป่วยเป็น

มะเร็งกระเพาะอาหาร การวิจัยแรกเป็นการวิจัยอย่างเป็นระบบในชาวจีน 5,000 คน ที่เสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร 

ทำวิจัยโดยการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทาน สารอัลลิทริดินสังเคราะห์ (synthetic allitridin) ซึ่ง

เป็นสารสกัดจากกระเทียมที่มีใช้กันมานานในประเทศจีน ปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับรับประทานซิลิเนียม (selenium) 

ปริมาณ 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยคณะผู้วิจัยทำการติดตามผลเป็นเวลา 5 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้รับ

สารสกัดอัลลิทริดินและซิลิเนียม มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารลดลง 33% และมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

หลอดอาหารลดลงถึง 52% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก

การวิจัยอย่างเป็นระบบอีกการวิจัยหนึ่งแสดงผลการศึกษาที่ขัดแย้งกัน โดยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากกระเทียม

ปริมาณ 800 มิลลิกรัมร่วมกับน้ำมันกระเทียมเป็นประจำทุกวันไม่ลดความชุกของรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร 

(precancerous gastric lesion) และไม่ลดอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

การวิจัยอย่างเป็นระบบในประเทศญี่ปุ่น เปรียบเทียบผลการบริโภคกระเทียมสกัดปริมาณสูง (2.4 มิลลิลิตร) เทียบกับการบริโภค

ในปริมาณที่น้อยกว่า (0.16 มิลลิลิตร) ในกลุ่มผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ชนิดอดีโนมา (colorectal adenomas) และทำการติดตามผลที่ 6

และ 12 เดือน พบว่ากลุ่มที่บริโภคกระเทียมเสริมปริมาณสูงมีโอกาสเกิดเนื้องอกใหม่น้อยกว่ากลุ่มที่บริโภคกระเทียมสกัดในปริมาณ

ที่น้อยกว่า ได้แก่ 47 และ 67% ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยพบว่าการใช้สารสกัดกระเทียมทามะเร็งผิวหนังชนิดเบซัล (basal cell carcinoma) พบว่าผู้ป่วย

21 รายที่เข้าร่วมการศึกษา มีก้อนมะเร็งยุบลงหลังทากระเทียมสกัดเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับกระเทียมและมะเร็ง

การศึกษาวิจัย มีข้อจำกัดด้านการวัดปริมาณและความถี่ในการบริโภคกระเทียมและชนิดของกระเทียมที่บริโภคเป็นการยากที่

จะบอกว่าการรับประทานสารสกัดกระเทียมเพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นจะช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งมากที่สุด

จากเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้แนวโน้มการวิจัยในอนาคตน่าจะเป็นการวิจัยทดลองอย่างเป็นระบบ (intervention studies) มี

การวัดปริมาณและกำหนดชนิดกระเทียมที่บริโภคอย่างเป็นระบบมากขึ้น

กระเทียมป้องกันมะเร็งได้อย่างไร

ผลการป้องกันมะเร็งจากกระเทียม สันนิษฐานว่ามาจากฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย หรือจากการยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็ง นอกจาก

นี้ยังเพิ่มการซ่อมแซมสารพันธุกรรม และลดการเพิ่มจำนวนเซลล์

เราจะใช้กระเทียมต้านมะเร็งได้อย่างไร

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ไม่ได้แนะนำการบริโภคอาหารเสริมต้านมะเร็ง แต่กล่าวเกี่ยวกับกระเทียมว่าเป็น

พืชชนิดหนึ่งที่อาจมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ โดยปริมาณกระเทียมในผลิตภัณฑ์จากกระเทียมแต่ละชนิดไม่เท่ากันและสารสกัดบางชนิด

อาจเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาหรือเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ให้ข้อมูลด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยแนะนำให้รับประทานกระเทียม

ที่มีสารอลิซิน (allicin) ในปริมาณ 2-5 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับกระเทียมอย่างน้อยหนึ่งกลีบต่อวัน หรือกระเทียมผง 0.4-1.2 กรัม

หรือน้ำมันกระเทียม 5 กรัม หรือสารสกัดกระเทียม 300-1000 มิลลิกรัมต่อวัน

ความปลอดภัยที่ควรคำนึงถึง

แม้ว่ากระเทียมจะถูกนำมาใช้ปรุงอาหารอย่างแพร่หลาย หากแต่การบริโภคกระเทียมมากเกินไป นอกจะทำให้กลิ่นปากฉุนแล้ว

ยังอาจก่อผลข้างเคียง ได้แก่ การแพ้กระเทียม อาการคลื่นไส้อาเจียน หรือปวดจุกลิ้นปี่ รวมทั้งท้องเสียได้ นอกจากนี้การศึกาาในสัตว์

ทดลองและมนุษย์ยังมีรายงานว่ากระเทียมเพิ่มอินสุลิน (insulin) ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้

กระเทียมสามารถทำปฏิกริยากับยาหรือสารเคมีต่างๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะยาต้านไวรัสเอช ไอ วี (antiretroviral agents)

กระเทียมทำให้การแข็งตัวของเลือดลดลง จึงไม่แนะนำในสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดและผู้ป่วยที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด

กระเทียมอาจปนเปื้อนสารพิษจากแบคทีเรียบางชนิดได้ เช่น แบคทีเรียโบทูลินัม (Clostridium botulinum) ทำให้เกิดพิษเมื่อ

รับประทานได้

นอกจากนี้ตัวกระเทียมเองยังมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคือง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจในผู้ป่วยหอบหืด 

ทำให้อาการกำเริบ หรือกระตุ้นอาการปวดท้องในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร รวมทั้งกระตุ้นการระคายเคืองผิวหนังเมื่อนำ

มาทาผิวด้วย


ข้อมูลในเว็บ chulacancer.net นี้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ การนำไปใช้รักษาผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อมูลนี้ กรุณาปรึกษาแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาท่าน