![]() |
|||||||
|
|||||||
บทบาทของรังสีรักษาในการรักษามะเร็งหลอดอาหาร
ชวลิต เลิศบุษยานุกูล พบ.
สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทนำ
การผ่าตัดยังคงเป็นการรักษาหลักในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารบริเวณทรวงอก
(thoracic
esophagus) โดยมีมัธยฐานการ รอดชีวิตประมาณ
13 ถึง 15 เดือน(1)
และมีอัตราการรอดชีวิตที่ 2 ปี ประมาณร้อยละ 34-37 (2,3) อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 30-60
เท่านั้นที่มีก้อนมะเร็งอยู่ในระยะที่ผ่าตัดได้
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระยะลุกลามเฉพาะที่ (locally
advanced stage) ซึ่งจำเป็นต้อง
ใช้การรักษาแบบผสมผสานด้วยการใช้รังสีเคมีบำบัด
ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลการรักษาดีกว่าการใช้รังสีรักษาเพียงอย่างเดียว (4)
รายงานการรักษาผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารที่ได้รับรังสีเคมีบำบัดพบว่ามีมัธยฐานการรอดชีวิตประมาณ 11-22 เดือน (5-7) และมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ป ีถึงร้อยละ 27 (8) เทียบเท่ากับผลการรักษาด้วยการผ่าตัด(9) ทำให้รังสีเคมีบำบัดเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมากหรือไม่แข็งแรงพอที่จะผ่าตัดได
้
การรักษามะเร็งหลอดอาหารด้วยรังสีเคมีบำบัด
งานวิจัยที่สำคัญซึ่งกล่าวถึงการใช้รังสีเคมีบำบัดในการรักษามะเร็งหลอดอาหารคือรายงานRTOG85-01
ซึ่งเปรียบเทียบการใช้ รังสีรักษา
50 เกรย์ใน 5 สัปดาห์ร่วมกับยาเคมีบำบัด cisplatin
(75mg/m2 วันแรก) และ FU (1,000
mg/m2/d continuous
infusion 4วัน) ในสัปดาห์แรกและสัปดาห์สุดท้ายของการฉายรังสี
เปรียบเทียบกับการใช้รังสีรักษาอย่างเดียว 64 เกรย์ใน 6.5
สัปดาห์พบว่าการรักษา แบบผสมผสานมีอัตราการรอดชีวิตที่ 3 ปี และ 5
ปีเท่ากับร้อยละ
30 และ 50 ตามลำดับซึ่งดีกว่าการใช้รังสีรักษาเพียงอย่างเดียวที่ร้อยละ 0
อย่างมีนัยสำคัญ(4) และรายงานล่าสุดหลังจากติดตามผู้ป่วยได้
8 ปี พบว่ามีอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่ได้รับรังสีเคมีบำบัดถึงร้อยละ
22 (10).
รายงานที่สองคือรายงาน
EST
1282 ซึ่งสนับสนุนการใช้รังสีเคมีบำบัดโดยฉายรังสี
60 เกรย์
ร่วมกับการใช้ยาเคมี mitomycin
และ 5-FU ว่าดีกว่าการฉายรังสีอย่างเดียว
60 เกรย์ใน 30 ครั้ง (11) โดยพบว่าสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตที่
2 และ 5 ปี จากร้อยละ 12 และ
7 เป็นร้อยละ
27 และ 9 ตามลำดับ
ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีเคมีบำบัดมีมัธยฐานเวลาการรอดชีวิต 14.8
เดือนเปรียบเทียบกับ 9.2
เดือนในผู้ที่ได้รับ รังสีรักษาเพียงอย่างเดียว
รายงาน RTOG
94-05 (12) เป็นความพยายามในการเพิ่มปริมาณรังสีจาก
50.4 เกรย์เป็น 64.8
เกรย์ร่วมกับการใช้ยาเคมี 5-FU และ
cisplatin เหมือนในรายงาน RTOG
85-01 พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับรังสีปริมาณสูงไม่ได้มีมัธยฐานการรอดชีวิต
(13.0 vs
18.1 เดือน)
อัตราการ รอดชีวิตที่ 2 ปี (31%
vs 40%)และอัตราการกำเริบเฉพาะที่(56%
vs 52%) เหนือกว่าการใช้รังสีเพียง
50.4 เกรย์
ทำให้ปัจจุบันแพทย์รังสีรักษา ยังคงใช้ปริมาณรังสี 50.4 เกรย์ใน 5.5
สัปดาห์เป็นมาตรฐานในการรักษา
การรักษามะเร็งหลอดอาหารด้วยการรักษาแบบผสมผสาน
นอกจากความพยายามเพิ่มปริมาณรังสีแล้วยังมีความพยายามในการใช้รังสีเคมีบำบัดตามด้วยการผ่าตัดหลอดอาหาร
เพื่อเพิ่มอัตรา การควบคุมโรคเฉพาะที่ดังรายงาน
FFCD 9102
ซึ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารในทรวงอกระยะ
T3N0-1M0 โดยการใช้รังสีเคมีบำบัด
เปรียบเทียบกับรังสีเคมีบำบัดตามด้วยการผ่าตัด (13) โดยใช้รังสีเคมีบำบัดนำ
2 รอบด้วยยา fluorouracil (FU) และ
cisplatin ร่วมกับการ
ฉายรังสีซึ่งมีทั้งการฉายรังสีแบบปกติ (46 เกรย์ใน 4.5 สัปดาห์)
หรือการฉายรังสีแบบ
split-course (15 เกรย์, ในวันที่ 1-5 และ
22-26) และเนื่องจากเหตุผลทางจริยธรรมผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อการรักษานำเท่านั้นจึงจะได้รับการสุ่มเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มแรก
(กลุ่ม A) ให้การผ่าตัดตาม
และ กลุ่ม B ให้รังสีเคมีบำบัดต่อ
โดยใช้ยา cisplatin/5 FU ร่วมกับปริมาณรังสีเพิ่มอีก
20 เกรย์ในการฉายรังสีแบบปกติ และ เพิ่มอีก 15 เกรย์ในการรักษาแบบ split-course
ผู้ป่วยที่ไม่มีการตอบสนองต่อการรักษานำจะได้รับการผ่าตัดโดยทันที
(ดูภาพประกอบ 1) ผลการศึกษาพบว่าในจำนวนผู้ป่วย
444 รายที่เข้าร่วมการศึกษา มีผู้ป่วยเพียง 259
รายเท่านั้นที่มีการตอบสนองต่อการให้รังสีเคมีบำบัดนำ
และได้รับการสุ่มดังกล่าวข้างต้น อัตราการรอดชีวิตที่ 2 ปีเท่ากับร้อยละ
34
ในกลุ่มAและร้อยละ 40 ในกลุ่มB (
P=0.44) มัธยฐานเวลา การรอดชีวิตเท่ากับ
17.7 และ 19.3 เดือนตามลำดับ
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อรังสีเคมีบำบัดนำตั้งแต่ตอนแรก
(ซึ่งไม่ได้รับการสุ่ม) พบว่ามัธยฐานการรอดชีวิตแย่กว่าคือ 11.4 เดือน
อัตราการควบคุมโรคเฉพาะที่ที่ 2 ปีเท่ากับร้อยละ 66.4 และ 57 ในกลุ่ม A
และ B ตามลำดับ
ผู้วิจัยสรุปว่าในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารระยะลุกลามเฉพาะที่เมื่อมีการตอบสนองต่อการใช้รังสีเคมีบำบัดนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ชนิด
squamous cell carcinoma ไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดตามแต่ให้ใช้รังสีเคมีบำบัดเพิ่ม
Stahl
(14) รายงานผลการศึกษาในทิศทางเดียวกัน
กล่าวคือศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด squamous cell carcinoma จำนวน
172 รายโดยให้ยาเคมีบำบัดนำ 3 รอบด้วยยา
fluorouracil,
leucovorin, etoposide, and cisplatin ทุก
3 สัปดาห์ตามด้วยรังสีเคมีบำบัดโดยใช้
ปริมาณรังสี
40 เกรย์ แล้วสุ่มการรักษาระหว่างกลุ่ม A ตามด้วยการผ่าตัด
และกลุ่ม B ตามด้วยรังสีเคมีบำบัดจนได้ปริมาณรังสีรวม
60
เกรย์ (ดูภาพประกอบ
2) พบว่าอัตราการรอดชีวิตที่
2 ปีไม่แตกต่างกัน (39.9% ในกลุ่ม
A vs 35.4% ในกลุ่ม B)
เช่นเดียวกับไม่พบความแตกต่าง
ของมัธยฐานเวลาการรอดชีวิต
(16.4 เดือนในกลุ่ม
A vs 14.9 เดือนในกลุ่ม
B) แต่อัตราการควบคุมโรคที่ 2
ปี (2-year
progression-free survival) ในกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดดีกว่ากลุ่มที่ได้รับรังสีเคมีบำบัดเสริม(64.3%
vs 40.7%) เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการให้ยาเคมีบำบัด
นำพบว่ามีอัตราการรอดชีวิตที่
3 ปีเหนือกว่ากลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด
ภาพประกอบที่ 1 แสดงผังการศึกษาในงานวิจัย
FFCD9102
ภาพประกอบที่ 2 แสดงผังการศึกษาในงานวิจัยของ
Stahl
รายงาน
2
รายงานข้างต้นช่วยบอกว่าในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษานำอาจจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดเสริม
ตารางที่ 1 สรุปผลการศึกษา 2 รายงานข้างต้น
ตารางที่
1
สรุปงานวิจัยที่ศึกษาการให้รังสีเคมีบำบัดนำตามด้วยการผ่าตัด
เปรียบเทียบกับการให้รังสีเคมีบำบัด
| FFCD 9102(13) | Stahl (14) | |
| Patients (n) A: CT/RT->Sx B: CT/RT |
Intent-to-treat: 259 129 130 |
Intent-to-treat: 172 86 86 |
|
Inclusion
criteria |
Epidermoid
(90%) Glandular
(10%) Thoracic
esophagus T3-4N0-1M0 Clinical
eligibility for Sx or CT/RT |
SCC
(100%) Thoracic
esophagus (upper or mid) T3-4N0-1M0 Good
general condition + Lab |
|
Exclusion
criteria |
Tracheobronchial
involvement Visceral
or SPC metas Weight
loss > 15% Heart/Cirrhosis/Respiratory
disease |
Tracheobronchial
involvement |
|
Workup |
Gastroscope
+ Biopsy Esophagogram CT, EUS Bronchoscope SPC U/S |
Gastroscope
+ Biopsy Esophagogram CT, EUS |
|
Definition
of Tumor
response |
CR : No
dysphagia/tumor in imaging PR :
> 30% decrease in length on esophagogram |
CR :
Same PR :
> 50% tumor regression CT and
> 50% reduction of intraesophageal tumor extension as assessed
by barium swallow. |
|
Randomization |
After
response to CT/RT |
At first |
| FFCD 9102 (13) | Stahl (14) | |
|
End
point |
OS Hypothesis
: Equivalence of 2yr OS |
OS Hypothesis
: Equivalence of 2yr OS |
|
Chemotherapy |
Concurrent
: Cis/5FU (q 3) x II-III |
Induction
: 5FU/LV/Cis/Eto (q 3) x III 80%
response, 20% Non response Concurrent
: Cis/Eto x I |
|
Radiation |
Conventional
RT A :
46Gy/23F -> Sx B :
46Gy/23F -> Boost to 66 Gy/33F Split-course
RT A :
15Gy/5F q 3 wk x II (30Gy) -> Sx B :
15Gy/5F q 3 wk x III (45Gy) |
Conventional
RT A :
40Gy/20F -> Sx B :
40Gy/20F -> Boost to 65+Gy/30F |
|
Surgery |
Transthoracic
esophagectomy (94%) |
Transthoracic
esophagectomy (100%) |
|
MST A B |
17.7
months 19.3
monsts |
16
months 15
months |
|
2Yr OS A B |
33.6% 39.8% |
39.9% 35.4% |
| Local control A B |
2Yrlocal control 66.4% 2Yrlocal control 57.0% |
2Yr PFS 64.3% 2Yr PFS 40.7% |
การศึกษาการให้รังสีเคมีบำบัดตามด้วยการผ่าตัดยังได้รับการเปรียบเทียบกับการผ่าตัดอย่างเดียวตามตารางที่
2 (15-22) Bosset (15) รายงานผลการรักษาในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด
squamous cell carcinoma
เปรียบเทียบระหว่างการให้ยาเคมี cisplatin
ร่วมกับการฉายรังสี 37 เกรย์ใน 10
ครั้งตามด้วยการผ่าตัด
และการผ่าตัดอย่างเดียวพบว่าอัตราการรอดชีวิตไม่แตกต่างกัน ในทางกลับกัน
Walsh (16) ศึกษาในผู้ป่วย
มะเร็งหลอดอาหารชนิด adenocarcinoma
พบว่าการให้เคมีบำบัดด้วย
5-FU, cisplatin ร่วมกับรังสีรักษา
40 เกรย์ ( ฉายครั้งละ 2.67 เกรย์)
ตามด้วยการผ่าตัดดีกว่าการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวโดยมีมัธยฐานเวลาการรอดชีวิตเท่ากับ
16 เดือนและ 11
ตามลำดับ
รายงาน
CALGB
9781 ซึ่งเป็นการศึกษาโดยใช้ยาเคมี
cisplatin (100mg/m2) และ
5FU (1000 mg/m2/d x 4 วัน) ในสัปดาห์แรก และสุดท้ายของการฉายรังสี
(50.4 เกรย์ ใน
5.6 สัปดาห์) ตามด้วยการผ่าตัด
เปรียบเทียบกับการผ่าตัดอย่างเดียวต้องปิดการวิจัยหลังจากได้ผู้ป่วย เพียง
56 รายจากที่คาดไว้ 500 ราย
โดยแบ่งเป็นผู้ป่วย 30 รายได้รับการรักษาแบบผสมผสาน และ 26
รายได้รับการผ่าตัดอย่างเดียว
หลังจาก ติดตามผู้ป่วยเฉลี่ย 6
ปีพบว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบผสมผสานมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี (39%
vs 16%) และ มัธยฐานเวลาการรอดชีวิต
(4.5 ปี
vs 1.8 ปี)
ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
(17)
รายงานอื่นๆมีทั้งสนับสนุนและคัดค้านประโยชน์ของการรักษาแบบผสมผสานดังตารางที่
2 อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า
การที่
การรักษาแบบผสมผสานอาจไม่ได้ผลดีกว่าการผ่าตัดอย่างเดียวอาจเป็นเพราะจำนวนผู้ป่วยในแต่ละงานวิจัยมีน้อยเกินไป
การให้ปริมาณ รังสีแบบไม่มาตรฐาน
หรือเทคนิคการฉายรังสีไม่ดีพอที่จะครอบคลุมก้อนมะเร็งทำให้มีผู้พยายามรวบรวมการวิจัยเป็นแบบ
meta-analysis
ดังแสดงในตารางที่ 3
Urschel
(23) รวบรวมการศึกษา 9 รายงานโดยมีผู้ป่วยทั้งสิ้น
1,116 ราย
เปรียบเทียบการผ่าตัดอย่างเดียวกับการให้รังสีเคมีบำบัดตามด้วยการผ่าตัดพบว่าการรักษาแบบผสมผสานสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตที่
3 ปี และลดอัตราการกำเริบเฉพาะที่ การให้รังสีเคมีบำบัดนำทำให้มีอัตรา
complete pathological response ถึงร้อยละ21
และอัตราการรอดชีวิตสูงสุดพบในผู้ป่วยที่ได้รับการให้รังสีเคมีบำบัดพร้อมกัน
(concurrent chemoradiation)
มากกว่าการให้แบบเรียงกัน (sequential)
Fiorica
(24) รวบรวมการศึกษา 6 รายงาน โดยมีผู้ป่วย 764
รายพบว่าการให้รังสีเคมีบำบัดนำสามารถลดขนาดของก้อนมะเร็ง
ได้ดีมากและช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตที่
3
ปีอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดอย่างเดียวแม้ว่าอาจจะมีภาวะแทรกซ้อน
หลังผ่าตัดสูงกว่า
Gebski
(25) รวบรวมการศึกษา 10
รายงานมีผู้ป่วยทั้งสิ้น
1209 ราย
พบว่าการรักษาแบบผสมผสานช่วยลดอัตราการตาย อย่างมีนัยสำคัญโดยมี
hazard
ratio เท่ากับ 0.81 (95% CI
0.70–0.93; p=0.002) เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดอย่างเดียว
และทำให้อัตรา การรอดชีวิตที่ 2
ปีสูงขึ้น 13% (absolute difference in survival)
ตารางที่ 3 สรุป meta-analysis
เปรียบเทียบระหว่างการรักษาแบบผสมผสานและการผ่าตัดอย่างเดียว
| Urschel(23) | Fiorica(24) | Gebski(25) | |
| (95%CI) | (95%CI) | (95%CI) | |
| Number of trials | 9 | 6 | 10 |
| Number of patients | 1116 | 764 | 1209 |
| OR of 3 Ys OS | 0.66 | 0.53 | 0.81 |
| 0.47-0.92 | 0.31-0.93 | 0.70-0.93 | |
| OR of resection | 2.5 | ||
| 1.05-5.96 | |||
| OR of downstaging | 0.43 | ||
| 0.26-0.72 | |||
| OR of complete resection | 0.53 | ||
| 0.33-0.84 | |||
| OR of operative mortality | 1.72 | 2.1 | |
| 0.96-3.07 | 1.18-3.73 | ||
| Subgroup analysis | |||
| 3Yr OS Concurrent chemoRT | 0.45 | 0.76* | |
| 0.26-0.79 | 0.59-0.98 | ||
| 3Yr OS Sequential chemoRT | 0.82 | 0.9* | |
| 0.54-1.25 | 0.72-1.03 | ||
| Mortality of adenocarcinoma | 0.24 | 0.75 | |
| 0.07-0.78 | 0.59-.095 | ||
| *only squamous cell CA was analyzed | |||
OR
: odds ratio, neoadjuvant chemoradiation vs surgery alone (value
<1 favor
neoadjuvant chemoradiation)
ความก้าวหน้าทางรังสีรักษาและการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม
เดิมแพทย์รังสีรักษาได้ข้อมูลจากการทำ
endoscope
และการทำ
barium swallow เท่านั้นและถึงแม้มีภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์
ก็ไม่สามารถกำหนดทิศทางหรือปริมาณรังสีได้
ในระยะ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์และภาพถ่ายทางการแพทย์
ไม่ว่าจะเป็นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือภาพถ่ายทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์
(PET scan) มีส่วนช่วย
ให้แพทย์สามารถวินิจฉัยก้อนมะเร็งและการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองได้แม่นยำขึ้น
เทคโนโลยีเกี่ยวกับรังสีรักษาซึ่งสามารถเชื่อมโยง
ภาพถ่ายทางรังสีไปยังเครื่องวางแผนการฉายรังสี
(treatment planning machine) และเครื่องเร่งอนุภาค
(linear
accelerator)
ตลอดจนการใช้วัตถุกำบังรังสี (multileaf
collimator, MLC)เพื่อควบคุมพื้นที่และรูปร่างของลำรังสี
(field aperture)
มีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคนิคในการฉายรังสีบริเวณหลอดอาหารขึ้นมาก
จากการฉายรังสีแบบ 2 มิติ (conventional radiation
treatment, 2D RT) พัฒนาเป็นการฉายรังสีแบบ
3 มิติ (3 dimensional conformal
radiation treatment, 3D CRT) และ
การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม
(intensity modulated radiation treatment, IMRT) โดยแพทย์รังสีรักษาอาศัยภาพถ่ายทางรังสีในการกำหนดขอบเขตของก้อนมะเร็ง
และต่อมน้ำเหลืองที่มีความเสี่ยงต่อการลุกลาม
และกำหนดความเข้มและทิศทางของลำรังสี (beam configuration)
คำนวณการกระจายของ ปริมาณรังสี (dose distribution
calculation) และประเมินแผนการฉายรังสี (treatment
plan evaluation) โดยอาศัยกราฟ
dose-volume-histogram (DVH) เพื่อช่วยบอกความครอบคลุมของรังสีต่อก้อนมะเร็งและอวัยวะปกติข้างเคียง
หากประเมินแล้วได้แผนการรักษาที่เหมาะสมจึงจะเริ่ม
ฉายรังสีให้กับผู้ป่วยจริง ดังกระบวนการตามภาพประกอบที่
3
เนื่องจากกายวิภาคของอวัยวะบริเวณทรวงอกมีความซับซ้อน
ก้อนมะเร็งบริเวณนี้ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มักจะอยู่ใกล้
กับอวัยวะสำคัญ
ได้แก่ ประสาทไขสันหลัง หัวใจ
เนื้อปอดปกติ ซึ่งในการฉายรังสีแบบดั้งเดิม
(conventional
radiation therapy) และแบบ
3 มิติ
ไม่สามารถเลี่ยงอวัยวะดังกล่าวได้ดี
ทำให้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
เช่นปอดอักเสบหรือพังผืดจากการฉายรังสี ภาวะหลอดเลือด หัวใจตีบ
หรือไม่สามารถให้ปริมาณรังสีสูงเพียงพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็งทำให้เกิดการกำเริบเฉพาะที่
(local recurrent)
การฉายรังสีแบบ
ปรับความเข้มมีข้อได้เปรียบกว่าการฉายรังสีแบบ 3 มิติ
กล่าวคือ การกระจายปริมาณรังสี ครอบคลุมและกระชับกับก้อนมะเร็ง
(dose
conformity) ดีขึ้น
ทำให้สามารถป้องกันอวัยวะปกติข้างเคียงได้
นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดความเข้มในจุดต่าง ๆ
ของก้อนมะเร็ง ให้ได้รับปริมาณรังสีต่าง ๆ กัน ซึ่งเรียกว่า
dose painting หรือ
simultaneous integrated boost (SIB)
เพื่อให้ปริมาณรังสีต่อก้อนมะเร็งได้สูงขึ้น (dose
escalation) และทำลายก้อนมะเร็งได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามขั้นตอนในการฉายรังสีแบบปรับความเข้มมีความยุ่งยากและใช้ทรัพยากรมาก
จึงควรเลือกใช้ในมะเร็งที่อยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ
หรือบริเวณที่เทคนิคการฉายรังสีแบบดั้งเดิมเป็นไปได้ยากเช่นมะเร็งหลอดอาหารส่วนต้น
(cervical esophageal cancer)
และมะเร็งหลอดอาหารบริเวณทรวงอกที่ต้องการเพิ่มปริมาณรังสีให้มากกว่า
50
เกรย์
ภาพประกอบที่
3
แสดงกระบวนการวางแผนการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม
รายงานการฉายรังสีแบบปรับความเข้มในการรักษามะเร็งหลอดอาหารมีไม่มากนัก
การศึกษาโดย Wu (26)ในผู้ป่วยมะเร็ง หลอดอาหารในทรวงอก 15 ราย
โดยการเปรียบเทียบระหว่างการฉายรังสี 3
มิติและการฉายรังสีแบบปรับความเข้มโดยมีเป้าหมาย
ให้ก้อน มะเร็งได้รับปริมาณรังสี 60
เกรย์
พบว่าการฉายรังสีแบบปรับความเข้มสามารถลดปริมาณรังสีต่อปอดและหัวใจได้
แต่ปริมาณรังสีต่อเส้นประสาทไขสันหลังไม่แตกต่างกัน
Nutting
(27) เปรียบเทียบแผนการฉายรังสีด้วยการฉายรังสีแบบ
3 มิติ และแบบปรับความเข้มโดยเลือกมุมตกกระทบต่อผู้ป่วยต่างๆ กันในผู้ป่วย
5 ราย และมีเป้าหมายให้ปริมาณรังสี
55 เกรย์
รายงานผลการศึกษาเช่นเดียวกันว่าการฉายรังสีแบบปรับความเข้มสามารถ
ลดปริมาณรังสีเฉลี่ยต่อปอดจาก
11 เกรย์เหลือ 9.5 เกรย์
โดยความครอบคลุมต่อก้อนมะเร็งและปริมาณรังสีต่อไขสันหลังไม่แตกต่างจากการฉายรังสีแบบ
3 มิติ
Zhang
(28) ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการฉายรังสีแบบปรับความเข้มโดยใช้ลำรังสี
5 ทิศทาง และการฉายรังสีโดยใช้โปรตอน
พบว่าปริมาณรังสีต่อเส้นประสาทไขสันหลังลดลงจาก 41 เกรย์เหลือ 25.6
เกรย์เมื่อใช้โปรตอนลำรังสี 3 ทิศทาง
นอกจากนั้นการใช้โปรตอน ยังสามารถลดปริมาณรังสีเฉลี่ยต่อปอดจาก 9.6
เกรย์เหลือ
4.5-6.6 เกรย์ และลดปริมาณรังสีต่อหัวใจได้อีกด้วย
แต่น่าเสียดายที่รังสีโปรตอน ไม่มีใช้ในประเทศไทย
เนื่องจากเครื่องมีราคาสูงมาก
(มากกว่า 1000 ล้านบาท) และมีที่ใช้เฉพาะบางประเทศ เช่น
ญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในงานวิจัยมากกว่างานบริการ
ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้มีการใช้การรักษาแบบผสมผสาน
กล่าวคือใช้การฉายรังสีแบบปรับความเข้มโดยเพิ่มปริมาณรังสี
ต่อก้อนมะเร็งมากกว่า 60
เกรย์ ร่วมกับยาเคมีบำบัด cisplatin
และ 5FU ตามด้วยการผ่าตัด
ซึ่งยังคงต้องติดตามผลการรักษาในระยะยาวต่อไป ภาพประกอบที่ 4,5
และ 6 แสดงการกระจายปริมาณรังสีด้วยการฉายรังสีแบบปรับความเข้มและกราฟ
dose-volume histogram ในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารที่ได้รับการรักษาในรพ.จุฬาลงกรณ์
เห็นได้ว่าเส้นแสดงปริมาณรังสี 60
เกรย์สามารถครอบคลุมก้อนมะเร็ง
โดยปริมาณรังสีที่ปอดและเส้นประสาทไขสันหลังได้รับปริมาณรังสีปริมาณน้อยและไม่เกินขีดจำกัดของแต่ละอวัยวะ
ภาพประกอบที่
4
แสดงการกระจายปริมาณรังสีในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหาร
ภาพประกอบที่
5
แสดงการกระจายปริมาณรังสีในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหาร
ภาพประกอบที่
6
แสดงกราฟ dose
volume histogram ของการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม
สังเกตว่าปริมาตรที่ปอดได้รับปริมาณรังสี
20 เกรย์ เท่ากับร้อยละ 15 ซึ่งน้อยมาก
ในขณะที่เส้นประสาทไขสันหลังได้รับปริมาณรังสีสูงสุด 43 เกรย์
และก้อนมะเร็งได้รับรังสีอย่างน้อย 63 เกรย์
สรุป
โดยสรุป
การรักษาด้วยการผ่าตัดยังคงเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารระยะผ่าตัดได้
การให้รังสีเคมีบำบัดเสริม
หลังผ่าตัดเป็นสิ่งจำเป็นในผู้ป่วยที่ผ่าตัดได้ขอบเขตไม่เพียงพอหรือมีการลุกลามต่อมน้ำเหลือง
ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ผ่าตัดไม่ได้สามารถรักษา
โดยการให้รังสีเคมีบำบัดเป็นการรักษาหลัก
ซึ่งหากผลการตอบสนองต่อรังสีเคมีบำบัดไม่ดีต้องตามด้วยการผ่าตัดซึ่งมีประโยชน์ในการช่วย
เพิ่มอัตรารอดชีวิต
และอัตราการควบคุมโรคเฉพาะที่
แต่ในรายที่ก้อนมะเร็งตอบสนองดีต่อรังสีเคมีบำบัด
อาจให้การผ่าตัดตามเพื่อเพิ่มอัตรา การควบคุมโรคเฉพาะที่
ดังสรุปในภาพประกอบที่ 7
ความก้าวหน้าทางรังสีรักษามีส่วนช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณรังสีต่อก้อนมะเร็งและ
ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ซึ่งการฉายรังสีแบบปรับความเข้มเป็นอีกวิธีหนึ่งในความก้าวหน้าดังกล่าว
การติดตามผลการรักษา
ด้วยการฉายรังสีแบบปรับความเข้มเป็นสิ่งที่ต้องติดตามในอนาคต
ภาพประกอบที่
7
สรุปแนวทางการรักษามะเร็งหลอดอาหารดัดแปลงจาก
NCCN
guideline
อ้างอิง
1. Wu PC,
Posner
MC.
The role of surgery in the management of oesophageal cancer. Lancet Oncol.
2003;4:481-8.
2. Fok M, Sham JS, Choy D, Cheng SW, Wong J. Postoperative radiotherapy for carcinoma of the esophagus: a prospective, randomized controlled study. Surgery. 1993 ;113:138-47
3. Medical
Research
Council Oesophageal Cancer Working Group. Surgical
resection with or
without preoperative chemotherapy in oesophageal cancer: a randomised
controlled trial. Lancet.
2002;359:1727-33.
4. Herskovic A,
Martz K,
al-Sarraf
M,
Leichman
L,
Brindle
J,
Vaitkevicius
V,
et al. Combined chemotherapy and radiotherapy compared with
radiotherapy alone
in patients with cancer of the esophagus. N Engl J Med.
1992;326:1593-8.
5. Coia LR,
Engstrom
PF,
Paul AR,
Stafford
PM,
Hanks GE.
Long-term results of infusional 5-FU, mitomycin-C and radiation as
primary
management of esophageal carcinoma. Int J Radiat
Oncol
Biol Phys. 1991;20:29-36.
6. Leichman L,
Herskovic
A,
Leichman
CG,
Lattin
PB,
Steiger
Z,
Tapazoglou
E,
et al. Nonoperative therapy for squamous-cell cancer of the esophagus. J Clin Oncol.
1987;5:365-70.
7. Seitz JF,
Giovannini
M,
Padaut-Cesana
J,
Fuentes
P,
Giudicelli
R,
Gauthier
AP,
et al. Inoperable nonmetastatic squamous cell carcinoma of the
esophagus
managed by concomitant chemotherapy (5-fluorouracil and cisplatin) and
radiation therapy. Cancer.
1990;66:214-9.
8. al-Sarraf M,
Martz K,
Herskovic
A,
Leichman
L,
Brindle
JS,
Vaitkevicius
VK,
et al. Progress report of combined chemoradiotherapy versus
radiotherapy alone
in patients with esophageal cancer: an intergroup study. J Clin Oncol.
1997;15:277-84.
9. Kelsen DP,
Ginsberg
R,
Pajak TF,
Sheahan
DG,
Gunderson
L,
Mortimer
J,
et al. Chemotherapy followed by surgery compared with surgery alone for
localized esophageal cancer. N Engl J Med.
1998 ;339:1979-84.
10. Cooper JS,
Guo MD,
Herskovic
A,
Macdonald
JS,
Martenson
JA Jr,
Al-Sarraf
M,
et al. Chemoradiotherapy of locally advanced esophageal cancer:
long-term
follow-up of a prospective randomized trial (RTOG 85-01). Radiation
Therapy
Oncology Group. JAMA.
1999;281:1623-7.
11. Smith TJ,
Ryan LM,
Douglass
HO Jr,
Haller
DG,
Dayal Y,
Kirkwood
J,
et al. Combined chemoradiotherapy vs. radiotherapy alone for early
stage
squamous cell carcinoma of the esophagus: a study of the Eastern
Cooperative
Oncology Group. Int
J Radiat Oncol
Biol Phys. 1998;42:269-76.
12. Minsky BD,
Pajak TF,
Ginsberg
RJ,
Pisansky
TM,
Martenson
J,
Komaki R,
et al. INT 0123 (Radiation Therapy Oncology Group 94-05) phase III
trial of
combined-modality therapy for esophageal cancer: high-dose versus
standard-dose
radiation therapy. J Clin Oncol.
2002;20:1167-74.
13. Bedenne L,
Michel P,
Bouché O,
Milan C,
Mariette
C,
Conroy T,
et al. Chemoradiation followed by surgery compared with chemoradiation
alone in
squamous cancer of the esophagus: FFCD 9102. J Clin Oncol.
2007;25:1160-8.
14. Stahl M,
Stuschke
M,
Lehmann
N,
Meyer HJ,
Walz MK,
Seeber S,
et al. Chemoradiation with and without surgery in patients with locally
advanced squamous cell carcinoma of the esophagus. J Clin Oncol.
2005;23:2310-7.
15. Bosset JF,
Gignoux
M,
Triboulet
JP,
Tiret E,
Mantion
G,
Elias D,
et al. Chemoradiotherapy followed by surgery compared with surgery
alone in
squamous-cell cancer of the esophagus. N Engl J Med.
1997;337:161-7.
16. Walsh TN,
Noonan N,
Hollywood
D,
Kelly A,
Keeling
N,
Hennessy
TP.
A comparison of multimodal therapy and surgery for esophageal
adenocarcinoma. N
Engl J Med.
1996;335:462-7.
17. Krasna
M, Tepper JE, Niedzwiecki D,
Hollis D, Reed C, Goldberg RM, et al. Trimodality therapy is superior
to
surgery alone in esophageal cancer: Results of CALGB 9781. J Clin Oncol
2006;
24(18S): abstract # 4
18. Burmeister BH,
Smithers
BM,
Gebski V,
Fitzgerald
L,
Simes RJ,
Devitt P,
et al. Surgery alone versus chemoradiotherapy followed by surgery for
resectable cancer of the oesophagus: a randomised controlled phase III
trial. Lancet
Oncol.
2005;6:659-68.
19. Urba
SG, Orringer
MB, Turrisi
A, Iannettoni
M, Forastiere
A, Strawderman
M. Randomized
trial of preoperative chemoradiation versus surgery
alone in patients with locoregional esophageal carcinoma. J Clin Oncol.
2001;19:305-13.
20. Le Prise E,
Etienne
PL,
Meunier
B,
Maddern
G,
Ben
Hassel M,
Gedouin
D,
et al. A randomized study of chemotherapy, radiation therapy, and
surgery
versus surgery for localized squamous cell carcinoma of the esophagus. Cancer.
1994;73:1779-84.
21. Nygaard K,
Hagen S,
Hansen
HS,
Hatlevoll
R,
Hultborn
R,
Jakobsen
A,
et al. Pre-operative radiotherapy prolongs survival in operable
esophageal
carcinoma: a randomized, multicenter study of pre-operative
radiotherapy and
chemotherapy. The second Scandinavian trial in esophageal cancer. World J Surg.
1992;16:1104-9
22. Apinop C,
Puttisak
P,
Preecha
N.
A prospective study of combined therapy in esophageal cancer. Hepatogastroenterology.
1994;41:391-3.
23. Urschel JD,
Vasan H.
A meta-analysis of randomized controlled trials that compared
neoadjuvant
chemoradiation and surgery to surgery alone for resectable esophageal
cancer. Am
J Surg.
2003;185:538-43.
24. Fiorica F,
Di Bona
D,
Schepis
F,
Licata A,
Shahied
L,
Venturi
A,
et al. Preoperative chemoradiotherapy for oesophageal cancer: a
systematic
review and meta-analysis. Gut.
2004;53:925-30.
25. Gebski V, Burmeister B, Smithers BM, Foo K, Zalcberg J, Simes J, et al. Survival benefits from neoadjuvant chemoradiotherapy or chemotherapy in oesophageal carcinoma: a meta-analysis. Lancet Oncol. 2007;8:226-34.
26.
Wu VW, Sham JS,
Kwong DL.
Inverse planning in three-dimensional conformal and intensity-modulated
radiotherapy of
mid-thoracic oesophageal cancer. Br J Radiol.
2004;77:568-72.
27.
Nutting CM, Bedford JL,
Cosgrove
VP, Tait
DM, Dearnaley
DP, Webb
S. A comparison of conformal and intensity-modulated
techniques for oesophageal radiotherapy. Radiother Oncol.
2001;61:157-63
28. Zhang X, Zhao K, Guerrero TM, Mcguire SE, Yaremko B, Komaki R, et al. Four-dimensional computed tomography-based treatment planning for intensity-modulated radiation therapy and proton therapy for distal esophageal cancer. Int J Radiat Oncol Biol Phys. 2008;72:278-87